เนื้อข่าวนี้มีบทวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มด้วยครับ-------------------------------------------------------------------------------------------
"พอล ครุกแมน"เจ๋ง คว้าโนเบลเศรษฐศาสตร์!วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551 เวลา 18:40:08 น. มติชนออนไลน์ อ่านล่าสุด 444 คน
http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... 1223898043เผยคณะกรรมการเลือกพอล ครุกแมน เกจิผู้ตั้งคำถามโลกาภิวัฒน์ คว้ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในห้วงเศรษฐกิจโลกปั่นป่วนจากวิกฤตการเงิน สุดเจ๋ง เคยพยากรณ์ฟองสบู่ในระบบอสังหาริมทรัพย์สหรัฐ ก่อนเกิดวิกฤตซับไพรม์เขย่าโลก
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 13 ต.ค.คณะกรรมการโนเบล ได้ประกาศมอบรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ให้แก่นายพอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ชาวสหรัฐ จากบทบาทการเสนอแนวทางวิเคราะห์เรื่องแนวทางด้านการค้าและแหล่งกิจกรรมด้านเศรษฐศาสตร์ โดยเขาได้พยายามวิเคราะห์อิทธิพลของระบอบโลกาภิวัฒน์และการค้าเสรี และอำนาจผลักดันของกลุ่มประชากรชุมชนเมืองทั่วโลก โดยสร้างทฤษฎีใหม่เพื่อตอบคำถามประเด็นเหล่านี้ และเขาได้รวบการวิเคราะห์ที่กระจัดกระจายก่อนหน้านี้ ในแขนงด้านการค้าระหว่างประเทศและเศรษฐศาสตร์ภูมิศาสตร์
ทั้งนี้ ปัจจุบัน พอล ครุกแมน เป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยปรินซ์ตันในรัฐนิวเจอร์ซีย์ และเป็นคอลัมนิสต์ให้แก่นิวยอร์ก ไทมส์ รวมทั้งมีงานเขียนเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมในสหรัฐ และประเด็นหัวข้ออื่น ๆ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย
รายงานระบุว่า ครุกแมนได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว ภายหลังทราบข่าวว่าตัวเองได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ว่า งานของเขาบางส่วนเกี่ยวโยงยังวิกฤตการเงินในปัจจุบัน และอีกหลายประเด็นที่เกี่ยวโยง ซึ่งเขาบอกว่า นั่นก็เป็นเรื่องน่าทึ่ง เมื่อเปรียบเทียบวิกฤตการเงินที่เคยเกิดขึ้นกับเอเชียเมื่อปี 1990 และว่าโลกอาจจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยยืดเยื้อ แต่อาจหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจล่มได้
พร้อมกันนี้ ครุกแมน ซึ่งเป็นนักวิจารณ์รัฐบาลบุช ยังได้สรรเสริญความพยายามจากผู้นำทั่วโลก ที่ดำเนินมาตรการรอย่างฉับพลัน เพื่อกู้ปัญหาสถาบันการเงิน เพื่อพยายามระงับยับยั้งภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ได้พากันจับตากันการมอบโนเบลรางวัลในสาขาเศรษฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเห็นว่า สถานการณ์โลกในปัจจุบันได้สะท้อนถึงระบอบทุนนิยมที่สร้างปัญหาให้แก่โลก ขณะที่การมอบรางวัลสาขานี้ในที่ผ่านมา มักมอบให้แก่บุคคลที่สนับสนับแนวคิดทุนนิยมมาแล้วหลายคน
ก่อนหน้านี้ พอล ครุกแมน ได้เคยแสดงปาฐกถาล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ในหลายประเด็น ระบุว่า
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่คุกคามเศรษฐกิจ ในเรื่องของราคาน้ำมัน และการขาดดุลของสหรัฐ ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นสูงเป็นเรื่องที่ช็อคระบบ คำถามคือ จะเป็นปัจจจัยชั่วคราว หรือจะมีการเพิ่มขึ้นของราคาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาในตอนนี้คือ กำลังการผลิตที่มีปริมาณน้ำมันจำกัดในโลก แต่ความต้องการใช้กลับมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ความต้องการใช้น้ำมันในการผลิตในประเทศเอเชีย เช่น จีน ก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าภายใน1-2 ปีนี้ ราคาน้ำมันจะอยู่ในช่วง 40-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้หรือไม่
ส่วนปัญหาการขาดดุลของสหรัฐฯ น่าจะยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันสหรัฐฯยังมีปัญหาที่น่าห่วงที่สุด คือ ฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จากการที่สภาพเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ยังเติบโตได้อยู่ทุกวันนี้ เกิดจากการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 50 % ที่จะกลายเป็นการเติบโตแบบฟองสบู่ในระยะอันสั้นนี้ ราคาของอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้นเกิน 50 % ทั้งที่ไม่ได้เป็นการทำธุรกิจของนักธุรกิจที่มีศักยภาพ แต่เป็นการซื้อขายระหว่างบุคคลธรรมดา ไม่ต่างจากการซื้อขายหุ้น โดยหากปัญหาในสหรัฐปะทุขึ้นจนถึงขั้นที่ทำให้เงินไม่ไหลเข้าประเทศ ฟองสบู่ก็จะแตก และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่จะกลับมาสมดุลอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะหากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในสกุลเงินดอลลาร์แล้วถอนการลงทุน ก็จะทำให้ระบบเศรษฐกิจพังได้
"ขณะนี้เราอยู่ในภาวะที่อาจจะแปลกไป ในเรื่องการไหลของเงินระหว่างประเทศในสหรัฐฯ ซึ่งมีภาวะขาดดุลการค้าประมาณ 6% ของ GDP เป็นการขาดดุลการค้าที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่ากลัว เพราะตลาดสหรัฐฯมีขนาดใหญ่ ดังนั้นสหรัฐจึงสามารถดึงเงินออมของโลกเข้าไปในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯได้ โดยเงินออมของโลกนั้นจะมีจุดสมดุลอยู่ที่ 0 เนื่องจากบางประเทศเกินดุล บางประเทศขาดดุล โดยประเทศที่เกินดุล 3 กลุ่ม ประกอบด้วยญี่ปุ่น กลุ่มประเทศที่ผลิตน้ำมัน และกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วในเอเชีย เช่นจีน ทั้ง 3กลุ่มนี้เป็นประเทศที่ได้เปรียบทางการเงินและเป็นคู่ค้าที่สำคัญกับสหรัฐฯ"
กลุ่มประเทศเอเชียที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาเกิดภาวะที่ผิดปกติ เพราะโดยธรรมชาติเงินจะไหลจากประเทศที่พัฒนาแล้วไปสู่ประเทศที่กำลังพัฒนา โดยมีข้อสังเกตภาวะที่ไม่ปกติ คือ การเพิ่มขึ้นมากของดุลการเงินในกลุ่มประเทศเอเชียอย่างไม่เป็นธรรมชาติ เช่น ในประเทศจีน ซึ่งมีอัตราค่าแรงค่อนข้างต่ำ ซึ่งในความเป็นจริงควรจะมีการลงทุนในจีนมากกว่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นว่าจีนเป็นฝ่ายนำเงินออกไปลงทุนนอกประเทศมากกว่า จนมีปริมาณเงินไหลออกมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลก "เหมือนน้ำไหลขึ้นภูเขา" ซึ่งขัดกับทฤษฎีทางเศรษฐกิจ จีนใช้เงินประมาณ 6% ของ GDP เข้าไปลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของสหรัฐฯ ทั้งที่รัฐบาลจีนน่าจะหาทางนำเงินไปทำอย่างอื่นแทนการลงทุนสหรัฐฯ ที่ผลตอบแทนแทบจะเป็นศูนย์
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ครุกแมนเน้น คือ สิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น ก็คือวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงเหมือนในช่วงปี 1997-1998 เนื่องจากเราพอจะหาเหตุผลได้แล้วว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เหตุผลหลัก ๆ คือความไม่สมดุลของอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากหนี้ที่เกิดขึ้นอยู่ในสกุลเงินดอลลาร์ ในขณะที่ทรัพย์สินอยู่ในสกุลเงินของแต่ละประเทศ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน ก็ไม่สามารถนำทรัพย์สินที่มีไปชำระหนี้ได้
อีกตอนหนึ่งที่ ครุกแมน แสดงความเห็นต่อปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐ โดยระบุว่า การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯไม่น่าจะดำเนินต่อไปได้นาน นอกจากนี้นโยบายทางการเงินในสหรัฐฯ เองมีความกดดันค่อนข้างสูง ซึ่งสร้างความกดดันในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลสหรัฐในการที่จะบีบให้ประเทศจีนปรับค่าเงินหยวน เพราะในขณะนี้มีความไม่สมดุลระหว่างค่าเงินดอลลาร์และหยวนค่อนข้างสูง ซึ่งผมมีความรู้สึกว่ามีความพยายามจากสหรัฐฯ ให้จีนปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความสมดุลมากขึ้น เชื่อว่าไม่น่าจะเกิน 1-2 ปีนี้ ที่จีนจะต้องปรับค่าเงินหยวน "
ครุกแมนชี้ว่า สิ่งที่จะทำให้หยุดจุดหักสำหรับระบบเศรษฐกิจในครั้งนี้คือ ต้องหยุดฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ ธนาคารของจีนต้องหยุดสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีมากเกินไป อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีสัญญาณว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใดเกี่ยวกับฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ และในจีนเองก็ไม่มีสัญญาณว่าจะหยุดสะสมทุนสำรองและอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญการแข่งขันด้านการส่งออก ผมคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะอยู่ได้อีกเพียงระยะสั้นๆ และจะถึงจุดหักภายในทศวรรษนี้ หรืออีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า เพราะมีเงินที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ได้พูดถึงทั้งหมดนี้ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ครุกแมน ยังได้ชี้ปัจจัยเสี่ยงในระยะยาวของเศรษฐกิจ คือ การล่มสลายของเศรษฐกิจโลก ซึ่งไม่ได้มาจากการตัดสินใจทางนโยบาย แต่เป็นเพราะไม่มีผู้นำทางเศรษฐกิจที่สามารถผลักดันเศรษฐกิจโลกให้มีจุดหมายเดียวกันได้ ปัจจัยเสี่ยง ที่ 2 ก็คือความไม่พึงใจของประเทศที่กำลังพัฒนาเนื่องจากประสบการณ์อันเลวร้ายในอดีต ซึ่งในบรรยากาศปัจจุบันมีสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจได้ แต่ทุกคนก็ต้องพร้อมช่วยกันพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศ