ScaRECroW wrote:งานวิจัยก็คืองานวิจัยอะครับ เริ่มต้นวิจัยเรื่องใดครั้งแรก มันอาจจะไม่ลึกซึ้ง แต่มันก็เป็นพื้นฐานให้นักวิจัยคนอื่น ๆนำไปต่อยอดให้มีความละเอียดมากขึ้นในโอกาสต่อไป
ScaRECroW wrote:see-u wrote:* อยากฟังคำ .. วิจารณ์ + ความคิด .. ผลงานชิ้นนี้ของ ปรอ .
ในแง่มุมของคุณ .. ScaRECroW อ่ะคะ ว่าคิดยังไง
ผมคิดว่า "งานวิจัยก็คืองานวิจัย เริ่มต้นวิจัยเรื่องใดครั้งแรก มันอาจจะไม่ลึกซึ้ง แต่มันก็เป็นพื้นฐานให้นักวิจัยคนอื่น ๆนำไปต่อยอดให้มีความละเอียดมากขึ้นในโอกาสต่อไป"
เพื่อนที่เรียนด้านวิทยาศาสตร์เล่าให้ฟังว่า ควอนตั้ม อธิบายเรื่องเล็ก ๆ ได้หมด พอเอาไปใช้กับเรื่องใหญ่ ๆ ก็ใช้ไม่ได้เลย กลับกัน เรเลทิวิตี้ อธิบายเรื่องใหญ่ ๆ ได้หมด แต่พอเอาไปใช้กับเรื่องเล็ก ๆ ก็ใช้ไม่ได้เลย คงพอจะอธิบายได้นะครับว่าผมคิดอย่างไร
แล้วคุณละครับ คิดว่าอย่างไร
ScaRECroW wrote:
คุณ see-u ไม่รู้จริง ๆ หรือป่าวอะครับเนี่ยว่า ข้อมูลของคุณ Bookmarks นั่นมันเป็นข้อมูลของนักศึกษา วปรอ.รุ่นไหนปีไหน
http://www.thaindc.org/files/JSPS22(1).pdf
ScaRECroW wrote:loginofu wrote:ScaRECroW wrote:loginofu wrote:แหม...ก็ไม่เถียงหรอกครับ ว่าเอาไปทำต่อ มันต้องมีอะไรที่มากกว่าอันเก่า
แต่ ประเด็นของผมอยู่ที่ "ใคร" ที่ว่ามากกว่า
ซึ่ง"ใคร"ที่ว่ามันก็ส่งผลอย่างมากต่องานวิจัยทั้งชิ้นนี้ และชิ้นต่อไปที่ทำต่อจากชิ้นนี้เสียด้วยซิ
อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับว่า "ใคร" เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่มีส่วนในการกำหนดทิศทางของข้อสรุปในงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ แต่จริง ๆ ผมว่ามันมีมากกว่านั้น
งานวิจัยประกอบหลักสูตรการศึกษาของหลาย ๆ หลักสูตร มันเป็นภาคบังคับ ทำไม่เสร็จก็เรียนไม่จบ แล้วผมเชื่อลึก ๆ ว่า ในกระบวนการของมันเนี่ยมันถูกบังคับอยู่ค่อนข้างมาก คือพอผู้วิจัยกำหนดหัวข้อวิจัย สร้างสมมุติฐานขึ้นมา แล้วใช้กระบวนการวิจัย มาหาคำตอบคำอธิบาย พอมันเป็นงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์เพื่อประกอบการสำเร็จการศึกษา
ถ้าผลวิจัยมันขัดแย้งกับสมมุติฐาน ผู้วิจัยก็อาจจะเรียบไม่จบได้ง่าย ๆ
ผมคิดว่าถ้ากระบวนการวัดคุณภาพงานวิจัย มีความเปิดกว้างเพื่อจะยอมรับผลการวิจัยที่ขัดแย้งกับสมมุติฐานได้ โดยที่ผู้วิจัยเองจะต้องอธิบายอย่างมีน้ำหนักให้ได้ว่า อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้ผลการวิจัยออกมาขัดแย้งหัวข้อวิจัย
มันก็น่าจะเป็นผลดีต่อแวดวงการศึกษาระดับนี้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ขอแย้งครับ จากประสบการณ์ส่วนตัว
เรียนไม่จบไม่เกี่ยวกับทำงานออกมาแล้วขัดแย้งสมมติฐาน แต่เกี่ยวกับทำไม่เสร็จมากกว่า
มีงานวิจัยแล้วจบออกมาได้ ไม่ได้แปลว่าชื่อที่ระบุในงานวิจัยเป็นคนทำและจากเรื่องๆนี้เอง ก็ประกันไม่ได้ว่า มีงานชิ้นไหนออกมาแล้ว จะมีอะไรมารับประกันคุณภาพได้
คุณภาพของงาน ชี้ให้เห็นได้จากสิ่งที่มันแสดงออกมาอยู่แล้วครับ
ผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไรว่าประสบการณ์ส่วนตัวคุณ จะอธิบายตรงสีแดงว่ามันไม่เป็นจริง อันนี้ไม่ได้จะดูหมิ่นนะครับ ความเห็นเรื่องนี้ในกรอบที่ผมได้กล่าวถึงนี้ครอบไว้แค่กลุ่มงานวิจัยที่เป็นส่วนประกอบของการสำเร็จการศึกษา
ขณะเดียวกันตรงสีน้ำเงินผมเห็นว่ามันเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของความไร้คุณภาพในแวดวงการวิจัย ความไร้คุณภาพในแวดวงการศึกษา ซึ่งผมเห็นด้วย
ผมว่ามันก็พอจะมีหลักประกันอยู่เหมือนกันว่างานวิจัยไหนมีคุณภาพ ซึ่งอาจจะเกือบทั้งหมดของงานวิจัยเหล่านี้ จะไม่ออกมาจากการเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกบังคับอยู่ในหลักสูตรการศึกษา แต่จะเป็นงานวิจัยที่ผู้วิจัยทำวิจัยอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ผมว่างานวิจัยของ TDRI ก็น่าจะเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีคุณภาพ
ScaRECroW wrote:เอ๊ะ หรือว่าคุณกำลัง ลวงพราง เพื่อล่อให้ผมแสดงความเห็นในสิ่งที่ผมยังไม่ได้อ่าน เพื่อจะได้ด่าผมว่า ยังไม่ได้อ่านแล้วแสดงความคิดเห็นเป็นตุเป็นตะได้อย่างไร ร้ายนะเนี่ย


see-u wrote:** จากข้อความที่คุณ ScaRECroW โพสมาใน ทู้ นี้
ScaRECroW wrote:งานวิจัยก็คืองานวิจัยอะครับ เริ่มต้นวิจัยเรื่องใดครั้งแรก มันอาจจะไม่ลึกซึ้ง แต่มันก็เป็นพื้นฐานให้นักวิจัยคนอื่น ๆนำไปต่อยอดให้มีความละเอียดมากขึ้นในโอกาสต่อไปScaRECroW wrote:see-u wrote:* อยากฟังคำ .. วิจารณ์ + ความคิด .. ผลงานชิ้นนี้ของ ปรอ .
ในแง่มุมของคุณ .. ScaRECroW อ่ะคะ ว่าคิดยังไง
ผมคิดว่า "งานวิจัยก็คืองานวิจัย เริ่มต้นวิจัยเรื่องใดครั้งแรก มันอาจจะไม่ลึกซึ้ง แต่มันก็เป็นพื้นฐานให้นักวิจัยคนอื่น ๆนำไปต่อยอดให้มีความละเอียดมากขึ้นในโอกาสต่อไป"
เพื่อนที่เรียนด้านวิทยาศาสตร์เล่าให้ฟังว่า ควอนตั้ม อธิบายเรื่องเล็ก ๆ ได้หมด พอเอาไปใช้กับเรื่องใหญ่ ๆ ก็ใช้ไม่ได้เลย กลับกัน เรเลทิวิตี้ อธิบายเรื่องใหญ่ ๆ ได้หมด แต่พอเอาไปใช้กับเรื่องเล็ก ๆ ก็ใช้ไม่ได้เลย คงพอจะอธิบายได้นะครับว่าผมคิดอย่างไร
แล้วคุณละครับ คิดว่าอย่างไรScaRECroW wrote:
คุณ see-u ไม่รู้จริง ๆ หรือป่าวอะครับเนี่ยว่า ข้อมูลของคุณ Bookmarks นั่นมันเป็นข้อมูลของนักศึกษา วปรอ.รุ่นไหนปีไหน
http://www.thaindc.org/files/JSPS22(1).pdfScaRECroW wrote:loginofu wrote:ScaRECroW wrote:loginofu wrote:แหม...ก็ไม่เถียงหรอกครับ ว่าเอาไปทำต่อ มันต้องมีอะไรที่มากกว่าอันเก่า
แต่ ประเด็นของผมอยู่ที่ "ใคร" ที่ว่ามากกว่า
ซึ่ง"ใคร"ที่ว่ามันก็ส่งผลอย่างมากต่องานวิจัยทั้งชิ้นนี้ และชิ้นต่อไปที่ทำต่อจากชิ้นนี้เสียด้วยซิ
อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับว่า "ใคร" เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่มีส่วนในการกำหนดทิศทางของข้อสรุปในงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ แต่จริง ๆ ผมว่ามันมีมากกว่านั้น
งานวิจัยประกอบหลักสูตรการศึกษาของหลาย ๆ หลักสูตร มันเป็นภาคบังคับ ทำไม่เสร็จก็เรียนไม่จบ แล้วผมเชื่อลึก ๆ ว่า ในกระบวนการของมันเนี่ยมันถูกบังคับอยู่ค่อนข้างมาก คือพอผู้วิจัยกำหนดหัวข้อวิจัย สร้างสมมุติฐานขึ้นมา แล้วใช้กระบวนการวิจัย มาหาคำตอบคำอธิบาย พอมันเป็นงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์เพื่อประกอบการสำเร็จการศึกษา
ถ้าผลวิจัยมันขัดแย้งกับสมมุติฐาน ผู้วิจัยก็อาจจะเรียบไม่จบได้ง่าย ๆ
ผมคิดว่าถ้ากระบวนการวัดคุณภาพงานวิจัย มีความเปิดกว้างเพื่อจะยอมรับผลการวิจัยที่ขัดแย้งกับสมมุติฐานได้ โดยที่ผู้วิจัยเองจะต้องอธิบายอย่างมีน้ำหนักให้ได้ว่า อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้ผลการวิจัยออกมาขัดแย้งหัวข้อวิจัย
มันก็น่าจะเป็นผลดีต่อแวดวงการศึกษาระดับนี้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ขอแย้งครับ จากประสบการณ์ส่วนตัว
เรียนไม่จบไม่เกี่ยวกับทำงานออกมาแล้วขัดแย้งสมมติฐาน แต่เกี่ยวกับทำไม่เสร็จมากกว่า
มีงานวิจัยแล้วจบออกมาได้ ไม่ได้แปลว่าชื่อที่ระบุในงานวิจัยเป็นคนทำและจากเรื่องๆนี้เอง ก็ประกันไม่ได้ว่า มีงานชิ้นไหนออกมาแล้ว จะมีอะไรมารับประกันคุณภาพได้
คุณภาพของงาน ชี้ให้เห็นได้จากสิ่งที่มันแสดงออกมาอยู่แล้วครับ
ผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไรว่าประสบการณ์ส่วนตัวคุณ จะอธิบายตรงสีแดงว่ามันไม่เป็นจริง อันนี้ไม่ได้จะดูหมิ่นนะครับ ความเห็นเรื่องนี้ในกรอบที่ผมได้กล่าวถึงนี้ครอบไว้แค่กลุ่มงานวิจัยที่เป็นส่วนประกอบของการสำเร็จการศึกษา
ขณะเดียวกันตรงสีน้ำเงินผมเห็นว่ามันเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของความไร้คุณภาพในแวดวงการวิจัย ความไร้คุณภาพในแวดวงการศึกษา ซึ่งผมเห็นด้วย
ผมว่ามันก็พอจะมีหลักประกันอยู่เหมือนกันว่างานวิจัยไหนมีคุณภาพ ซึ่งอาจจะเกือบทั้งหมดของงานวิจัยเหล่านี้ จะไม่ออกมาจากการเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกบังคับอยู่ในหลักสูตรการศึกษา แต่จะเป็นงานวิจัยที่ผู้วิจัยทำวิจัยอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ผมว่างานวิจัยของ TDRI ก็น่าจะเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีคุณภาพScaRECroW wrote:เอ๊ะ หรือว่าคุณกำลัง ลวงพราง เพื่อล่อให้ผมแสดงความเห็นในสิ่งที่ผมยังไม่ได้อ่าน เพื่อจะได้ด่าผมว่า ยังไม่ได้อ่านแล้วแสดงความคิดเห็นเป็นตุเป็นตะได้อย่างไร ร้ายนะเนี่ย
** ค่ะ .. ถูกต้องเลยค่ะ
ในเมื่อบอกว่า .. ผมยังไม่ได้อ่าน แล้วไอ้ที่โพสมาทั้งหมด .. มันคืออะไรค่ะ![]()
<=== นี่นะครับที่คุณถามsee-u wrote:* อยากฟังคำ .. วิจารณ์ + ความคิด .. ผลงานชิ้นนี้ของ ปรอ .
ในแง่มุมของคุณ .. ScaRECroW อ่ะคะ ว่าคิดยังไง

ScaRECroW wrote:Bookmarks wrote:ScaRECroW wrote:see-u wrote:[color=#FF0000]ScaRECroW wrote:
ผมคิดว่า "งานวิจัยก็คืองานวิจัย เริ่มต้นวิจัยเรื่องใดครั้งแรก มันอาจจะไม่ลึกซึ้ง แต่มันก็เป็นพื้นฐานให้นักวิจัยคนอื่น ๆนำไปต่อยอดให้มีความละเอียดมากขึ้นในโอกาสต่อไป"[/color]
.... อ่านคำพูดของคุณScaRECroW
แล้วไปอ่านข้อมูลที่คุณ Bookmarks เอามาอ้างอิงในหน้าแรกของ กระทู้
แล้วกลับมาอ่าน คำถาม ของ ดิฉัน
และ กลับไปอ่านคำตอบของคุณ ScaRECroW อีกที
................... คิดว่าไงค่ะ :D![]()
คุณ see-u ไม่รู้จริง ๆ หรือป่าวอะครับเนี่ยว่า ข้อมูลของคุณ Bookmarks นั่นมันเป็นข้อมูลของนักศึกษา วปรอ.รุ่นไหนปีไหน
http://www.thaindc.org/files/JSPS22(1).pdf
ที่คุณเอาข้อมูลมา มันก็ไม่ใช่ของปีการศึกษา 2551 แต่เป็นปีการศึกษา 2552 ผมพยายามหา ข้อมูลของปีการศึกษา 2551 แล้วมันไม่มี จะด้วยเหตุใดก็ไม่รู้ แต่สิ่งที่ผมเอาข้อมูลเก่ามา ไม่ใช่ว่าจะอ้างอิงไม่ได้นะครับ ผมว่าคุณอธิฐาน ก็ได้อธิบายและโยงให้เห็นว่า การทำวิจัยของ ปรอ ชุดนี้ มีเจตนาแอบแฝงหรือไม่ ผมก็หวังว่า จะไม่ได้ยินข่าว นายวิทอง มีส่วนเกี่ยวข้องกับใคร หรือจะได้รับตำแหน่งอะไรในภายหลังนะครับ
ขอตอบความเห็นนี้เพิ่มอีกหน่อยนะครับ ตรงสีแดง ผมไม่คล้อยตามเท่าไรนัก เหตุผลก็คือ ถ้า A + B = C A = รัฐบาลทักษิณ B=กระบวนการเลือกคนเข้ารับการศึกษา C ก็เท่ากับ คณะนักศึกษารุ่นที่คุณ Bookmarks ยกมากล่าวถึง ผมว่าหลังจากการ คมช. เมื่อปี 49 เป็นต้นมา A มันเปลี่ยนไป มันน่าจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ C อยู่บ้าง แน่นอน มันมีช่วงหนึ่งที่ A เป็นรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่ A เป็นรัฐบาลสุรยุทธ
ถ้าเดาไม่ผิด รุ่น 5112 เจ้าของงานวิจัยชิ้นนี้ A เป็น รัฐบาลสมชาย
การคิดหัวข้อวิจัย อาจจะมีเจตนาแอบแฝง หรืออาจจะไม่มีก็ได้ คงแล้วแต่คนจะวินิจพิเคราะห์ โดยส่วนตัวผมเห็นว่าหัวข้อแบบนี้มันเป็น Hot Topic ในหลาย ๆ มิติ ประกอบกัน มันสอดคล้องกับสภาวะการณ์ของบ้านเมือง มันอาจจะช่วยตอบคำถามบางอย่างต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น จะตอบได้หมดหรือไม่หมดก็อีกเรื่องหนึ่ง ฯลฯ
จุดดีอย่างหนึ่งที่ผมเห็นก็คือ มันกลายมาเป็นประเด็นที่เราได้มาร่วมแสดงความคิดเห็น ถกเถียงกัน อย่างมีเหตุมีผล ผมว่าถ้าไม่คาดหวังอะไรกันมากมายนัก เราทุกคนที่ได้ร่วมแสดงความเห็นก็คงได้ประโยชน์กันไปคนละนิดละหน่อยนั่นแหละครับ
คงจะดีนะครับ ถ้าจะมีใครสามารถหารายงานวิจัยเรื่องนี้ทั้งฉบับมาให้ได้อ่านกัน
An.mkII wrote:วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 13:35:15 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ [อ่านล่าสุด 1232 คน]
เปิดงานวิจัยร้อน ปรอ . ชำแหละอิทธิพล ASTV ผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสาร ด้านการเมือง
เปิดงานวิจัย นักศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 21 ชำแหละ อิทธิพลของสื่อสาธารณะดิจิตอล ASTV ต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าว คนกรุงเทพ พบ ผู้รับชมที่มีการศึกษาสูง จะไตร่ตรองก่อนเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ถ้าผู้รับชมมีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีแนวโน้มจะเชื่อตามทฤษฎีเข็มฉีดยา ชี้ ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดคือ การสร้างความแตกแยกให้เกิดกับสังคมในทุกระดับ
ประชาชา ติออนไลน์ นำเสนองานวิจัย " อิทธิพลของสื่อสาธารณะ ดิจิตอล ที่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสาร ด้านการเมือง ศึกษาเฉพาะ ASTV ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร"
ผลงานวิจัยของ นายวิทอง ตัณฑกุลนินาท กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ๊กเซลเล้นท์ กราฟฟิค จำกัด นักศึกษา ปรอ. รุ่น 21
ล่าสุด งานวิจัย ชิ้นนี้ เป็นหนึ่งใน 4 งานวิจัยของ นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน(ปรอ.) รุ่นที่ 21 ประจำปีการศึกษา พ.ศ.2551-2552 ที่ได้รับรางวัล ชดเชย
อาจารย์ที่ปรึกษา 4 คน ประกอบด้วย พ.อ. ชำนาญ ช้างสาต รศ. ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน พล.ต. ณรงค์ เนตรเจริญ และ พ.อ. กฤษฎา สุทธานินทร์
กลุ่มตัวอย่างสัมภาษณ์ เชิงลึก 20 ราย ประกอบด้วย
ตัวแทนจาก ASTV
กรมประชาสัมพันธ์
สถานีโทรทัศน์ไทยทีสีสีช่อง 3
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
ันักวิชาการด้านสื่อมวลชน
ตำรวจ
สำนักงานกิจการภายนอกประเทศ
ทหาร
องค์กรสิทธิมนุษยชน
นักวิชาการด้านจิตวิทยา
พรรคเพื่อไทย
พรรคประชาธิปัตย์
อดีตพรรคไทยรักไทย
วุฒิสภา ศาลปกครอง
สภาหอการค้าไทย
สภาอุตสาหกรรม
สถาบันการเงิน
และกระทรวงต่างประเทศ
นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้ ทำวิจัยผ่านกลุ่มตัวอย่างการสัมภาษณ์วิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 100 ราย ในช่วงต้นปี 2552 ที่ผ่านมา
@ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
จากเหตุการณ์กลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยจำนวนหลายแสนคน ร่วมดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยการชุมนุมเรียกร้อง เพื่อดำเนินการปฏิรูปทางการเมือง เป็นระยะเวลายาวนานถึง 193 วัน ถือเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ต้องลงบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ไทย
เนื่องจากมีเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม ทั้งการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรับบาลท รวมถึงปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต อาทิเช่น การบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และการเข้าไปชุมนุมอยู่ในพื้นที่ของสนามบินต่างๆ เป็นต้น ส่งผลต่อประเทศชาติหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นผลด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การปฏิรูปทางการเมืองดังกล่าวเกิดขึ้น และกระตุ้นให้การปฏิรูปทางการเมืองดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง คือ การสร้างการรับรู้ให้กับมวลชนผ่านสื่อ ASTV ที่มีการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลหลายช่องทาง อาทิเช่น การถ่ายทอดสดผ่านระบบเคเบิ้ลทีวี ระบบจานดาวเทียม ระบบอินเทอร์เน็ต และสื่อวิทยุท้องถิ่น เป็นต้น
ปัจจุบัน ยังไม่มีหน่วยงานหรือกฎหมายฉบับใดที่เข้ามาควบคุมสื่อดิจิทัลดังกล่าวโดยตรง ทำให้สื่อดิจิทัลดังกล่าว มีอำนาจในการปลุกระดมมวลชน (Mass Mobilization) สร้างความคิดเห็น และความเชื่อ รวมถึงการหล่อหลอมพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นไปตาม "ทฤษฎีเข็มฉีดยา" (Hypodermic Needle Theory)
ทฤษฎีดังกล่าว มีความเชื่อว่า องค์กรหรือผู้ส่งข่าวสาร เป็นผู้มีอำนาจ และบทบาทสำคัญที่สุด เพราะสามารถกำหนดข่าวสารและส่งข่าวสารไปยังผู้รับ โดยการคาดคะเนผลที่จะเกิดขึ้นได้คล้ายกับหมอที่ฉีดยารักษาผู้ป่วยข่าวสารที่ ส่งไปจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้รับได้โดยตรงอย่างกว้างขวาง และให้ผลทันทีกับฝ่ายผู้รับข่าวสารเป็นบุคคลจำนวนมากจะมีปฏิกิริยาหรือพฤติก รรมเปลี่ยนแปลงไปตามที่ผู้ส่งข่าวสารต้องการโดยจะไม่มีอำนาจควบคุมผู้ส่งข่า วสารได้
ทฤษฎีนี้ถือว่าผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและเข้าใจสถานการณ์ สามารถใช้สื่อมวลชนทำให้เกิดผลตามที่ตนเองต้องการได้ ซึ่งตรงข้ามกับการสื่อสารผ่านช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 9 และ TPBS ซึ่งมีการพิจารณาและกลั่นกรองเนื้อหารายการจากทางสถานีโทรทัศน์ที่ทำการถ่าย ทอดก่อนนำเสนอ
จากปัญหาที่ได้กล่าวมาในข้างต้นเห็นได้ว่าสื่อสาธารณะระบบดิจิทัล ถ้าไม่ได้รับการวางแผนกำกับดูแลเนื้อหาและการแพร่กระจายของสื่อให้มีการนำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา และเป็นกลางอย่างที่ควรจะเป็นไปตามครรลองจริยธรรมของสื่อที่ดี อาจจะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยถึงกระบวนการ ทัศนคติ และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของมวลชนภายหลังจากการบริโภคข่าวสารด้านการเมืองที่เ ผยแพร่ผ่านทางสื่อสาธารณะระบบดิจิทัลอย่าง ASTV รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ เพื่อหาแนวทางในการควบคุมการบริโภคสื่อดังกล่าวต่อไป
@ บทสรุป อิทธิพล ASTV ต่อสังคมการเมืองไทย
พฤติกรรม และทัศนคติ ของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทางการเมืองจาก ASTV โดยใช้ ทฤษฎีเข็มฉีดยา
พบว่า หากเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาสูง เมื่อรับชมข่าวสารการเมือง ผ่าน ASTV จะมีการไตร่ตรอง ก่อนการเชื่อและตัดสินใจกระทำการใด
แต่หาก
กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีแนวโน้มที่เห็นด้วยว่าการชุมนุมเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
ซึ่งตรงข้ามกับทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี
การศึกษาครั้งนี้ยังได้ทดสอบสมมติฐานถึงปัจจัยระดับการศึกษาของกลุ่มตัวอย่า ง ต่อพฤติกรรม และทัศนคติ ของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทาการเมืองจาก ASTV พบว่าระดับการศึกษาของกลุ่มตัวอย่างมีผลต่อพฤติกรรมและทัศนคติของกลุ่มตัวอย ่างหลังการรับชมข่าวสารทางการเมืองจาก ASTV ในหลายประเด็น ดังนี้
1. กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เลือกที่จะรับชมข่าวสารด้านการเมืองจาก ASTV ผ่านช่องทางวิทยุมากที่สุด และกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับสูงกว่าปริญญาตรีเลือกที่จะรับชม ข่าวสารด้านการเมืองจาก ASTV ผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตมากที่สุด
2. กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เลือกที่จะรับชมข่าวสารด้านการเมืองจาก ASTV เนื่องจากทัศนคติที่ว่าสื่อสาธารณะอื่นนำเสนอข่าวที่ไม่เป็นกลางและน่าเชื่อ ถือ รวมถึงมักจะใช้สื่อดังกล่าวเป็นช่องทางหนึ่งในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
3. กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีแนวโน้มที่เห็นด้วยว่า ASTV มีการนำเสนอข่าวที่เป็นอิสระ มีความเป็นกลาง ตรงไปตรงมา ไม่ได้เป็นเครื่องมือของฝ่ายใด อีกทั้งยังมีความยกย่องในตัวพิธีกรที่ดำเนินรายการ ซึ่งตรงข้ามกับทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี
4. กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีแนวโน้มที่เห็นด้วยว่าการชุมนุมเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งตรงข้ามกับทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี
5.กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตร ี เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มที่เห็นด้วยกับแนวทางการบริหารราชการของรัฐบาลในปัจจุ บัน รวมถึงระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
6. กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เป็นกลุ่มที่นิยมนำเนื้อหาของสื่อที่ได้รับนั้น ไปเผยแพร่บอกต่อให้กับคนรอบข้างรับฟัง รวมถึงชักชวนให้บุคคลรอบข้างหันมารับข่าวสารจากสื่อ ASTV มากขึ้น
นอกจากผลการวิจัยในทัศนคติและพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่า วสารด้านการเมืองผ่านสื่อ ASTV ดังที่ได้รายงานสรุปไปในข้างต้นแล้วนั้น ผลกระทบอื่นๆ ที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน อันเป็นผลสืบเนื่องจากการนำเสนอข่าวของสื่อดิจิทัล ทั้งทางด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจนั้น สามารถสรุปในแต่ละด้านได้ดังนี้
ผลกระทบด้านสังคม ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดคือ การสร้างความแตกแยกให้เกิดกับสังคมในทุกระดับตั้งแต่ระดับสังคม ชุมชน และประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการปลูกฝังความรุนแรงให้กับเยาวชนของชาติที่รับชม
ผลกระทบด้านการเมือง การนำเสนอข่าวของ ASTV รวมทั้งสื่อดิจิทัลอื่นๆ
ส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือในเรื่องของกระบวนการทำงานทั้งต่อตัวบุคคล องค์กร สถาบัน และระบบบริหารงานราชการงานปกครองต่างๆ
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจเป็นการส่งผลกระทบโดยทางอ้อม อันเกิดจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งสร้างความเสียหายและความเชื่อมั่นกับต่างประเทศเป็นมูลค่าอันมหาศาลรวมถึงเป็นการลดความน่าเชื่อถือด้านการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ กับต่างประเทศ
โดยผลที่เกิดขึ้นดังกล่าวเนื่องมาจากการที่ภาครับ ภาคเอกชน และประชาชน ขาดการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลสื่อ ซึ่งเป็นอาชีพที่ได้รับอิสระในการนำเสนอข่าว จนบางครั้งเกินขอบเขตอันควร ซึ่งส่งผลถึงการละเมิดยังสิทธิของผู้อื่น อันจะก่อผลในเชิงลบที่ตามมาเป็นอย่างมาก
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ทุกองค์ประกอบในสังคมจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการ กำกับดูแลการนำเสนอข่าว โดยเฉพาะบนพื้นที่สาธารณะในยุคดิจิทัลที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว
http://www.prachachat.net/news_detail.p ... 0&catid=00
see-u wrote:* น้า ScaRECroW จะ โควตข้อ ดิฉัน ทำแมวน้ำอะไรเนี่ย ..
โควตมาทำหยัง .. ในเมื่อน้ามัวแต่เล่นคำ![]()
ย้อนกลับไปอ่านทั้งหมดที่ถามกันไปมาเหอะค่ะ .. คนมีความรู้แบบคุณ
ถ้าไม่แกล้ง ควาย จริง ๆ คงจะรู้ว่า .. ดิแน ต้องการพูดเรื่องอะไร
แต่ถ้าจะ แบ๊ว แข่งกะ WM หรือ ชานบ้าน ... ก็บอกมาละกัน

Server Error wrote:"ผมว่างานวิจัยของ TDRI ก็น่าจะเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีคุณภาพ"
อย่าเอาบทความ สั่ว สั่ว ไปเทียบกับ งานวิจัยของ TDRI ครับ
บทความชิ้นนี้คงไม่มีนักวิชาการท่านใดยอมรับว่าเป็นงานวิจัย
แล้วก็คงจะมีแต่ไอ้โง่ไร้ความคิดเท่านั้น ที่จะเอาบทความ สั่ว สั่ว เช่นนี้
ไปต่อยอดงานของตัวเอง
ส่วนผู้ที่จะทำการวิจัยตามหลักวิชาการอย่างมีคุณภาพ
เขาคงไม่เอาบทความ สั่ว สั่ว เช่นนี้ไปต่อยอดแน่นอน
Bookmarks wrote:'เชื้อร้าย'ไม่มีวันตาย! แอบตั้ง‘พี่ชายหญิงอ้อ’ นั่งบอร์ด'วปอ.สปท.' รักษาบัลลังก์‘ทักษิณ’
เชื้อร้ายไม่มีวันตาย เผย “ผอ.วปอ.สปท.” เพื่อนร่วมรุ่นวปรอ.3909 ลักไก่ตั้ง “บรรณพจน์ ดามาพงศ์” พี่ชายหญิงอ้อ
นั่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการศึกษา วปอ.สปท. เมื่อ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งที่ยังถูกคตส.สอบเรื่องหลีกเลี่ยงภาษีซื้อขายหุ้นชินคอร์ปอยู่ เผยที่ผ่านมารัฐบาลทักษิณวางเครือข่ายในวปรอ.เพื่อฐานทางการเมืองและธุรกิจ
แหล่งข่าวจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้เกิดข้อกังขาเป็นอย่างมากในกรณีที่พล.ท.ปิติ กัมพูพงศ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (ผอ.วปอ.สปท.) ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในกรรมการการศึกษา วปอ.สปท. ประจำปีการศึกษา 2549-2550
ตั้ง 2 พ.ย.2549 ทั้งที่เพิ่งยึดอำนาจ 19 ก.ย.
“คำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวลงนามเมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2549 ที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งเรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้กับข้าราชการในวปอ.เป็นอันมาก เพราะคณะทหารเพิ่งทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา เพราะเห็นว่า มีการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง แต่กรณีนี้พล.ท.ปิติกลับเซ็นคำสั่งแต่งตั้งนายบรรณพจน์ที่กำลังถูกทางคตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) ตรวจสอบเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีในการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป และเรื่องนี้ทราบมาว่า ทางพล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์ ผู้บัญชาการสถาบันวิทยาลัยป้องกันประเทศ ในฐานผู้บังคับบัญชา เพิ่งมาทราบเรื่องภายหลังคำสั่งดังกล่าวออกมาแล้ว”แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า “วปอ.” ถือเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงสุดของประเทศ ซึ่งถูกสถาปนาขึ้นโดยกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2498 เพื่อต้องการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้งฝ่ายทหาร และพลเรือน มีการกำหนดคุณสมบัติสำคัญของนักศึกษาว่า จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจ ที่จะเข้าถึงชั้นความลับทางราชการในระดับ "ลับที่สุด" และไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ภายใต้หลักการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและสามารถประสานภารกิจได้ อย่างแน่นแฟ้นในโอกาสข้างหน้า จากนั้นในปี 2532 ในจังหวะที่ภาคเอกชนเริ่มเข้ามาดำเนินบทบาทในภาคเศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศมากขึ้น จึงมีการเปิดเพิ่มเติมหลักสูตร "การป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน" หรือ "ปรอ." เพื่อชักจูงภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมกับ "ภาครัฐบาล" ในการ "รักษา" ผลประโยชน์ของชาติให้ดีที่สุด
เผยวปรอ.ฐานอำนาจที่เข้มแข็งของทักษิณ
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า แต่ภายหลังรัฐบาลทักษิณเข้ามามีอำนาจ กลับมีการใช้ช่องทางของ “วปอ.” และ “ปรอ.” ในการขยายฐานและวางเครือข่ายของระบอบทักษิณไว้อย่างกว้างขวาง โดยการกวาดต้อนข้าราชการระดับสูง นักการเมือง และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ อีกทั้งนักธุรกิจชั้นนำ เข้ามาไว้ในเครือข่ายจำนวนมาก จึงกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการลงราก และสร้างเครือข่ายผลประโยชน์ของ “ระบอบทักษิณ” ทั้งในทางการเมือง และภาคธุรกิจ ซึ่งตัวนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เองก็เข้าเรียนปรอ.รุ่นที่ 9 โดยมีเพื่อนร่วมรุ่นที่สำคัญคือ "กรพจน์ อัศวินวิจิตร" ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน "ประภัสร์ จงสงวน" ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) "อุทิศ ธรรมวาทิน" รองปลัดกระทรวงการคลัง "จุฑามาศ ศิริวรรณ" อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ "บัญญัติ จันทร์เสนะ" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ รวมถึง "พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช" รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ซึ่งทั้งหมดได้จับขั้วกับ "วปอ.รุ่นที่ 39" (เป็น วปรอ.3909) ที่มี "พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา" อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย "ดร.วิษณุ เครืองาม" สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและอดีตรองนายกรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลทักษิณ "จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช" ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (อดีตเลขาธิการบีโอไอ) เข้ามาร่วมอยู่ในเครือข่ายเดียวกันด้วย
เพื่อนตั้งเพื่อนเป็นบอร์ด
“ที่น่าสนใจคือ ตัวพล.ท.ปิติ กัมพูพงศ์ ที่เซ็นคำสั่งแต่งตั้งนายบรรณพจน์นั้น ก็เป็นนักเรียนวปอ.รุ่นที่ 39 และอยู่ใน วปรอ.รุ่น 3909 รุ่นเดียวกับนายบรรณพจน์อีกด้วย”แหล่งข่าว
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า แต่ วปรอ.รุ่น 4414 ถือเป็นรุ่นที่ "ชัดเจน" ที่สุดในเรื่องการจัดวางกำลังพล พร้อมผลักดันคนในรุ่นเข้าสู่ตำแหน่งระดับสูงจำนวนมาก หวังให้เป็นเส้นทางสายยุทธศาสตร์เพื่อ "ลำเลียง" ผลประโยชน์ระหว่างสายการเมือง ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ภาคธุรกิจ และตลาดหุ้น อย่างไม่ติดขัด โดยแกนนำรุ่นคนสำคัญได้แก่ "บุญคลี ปลั่งศิริ" มือขวาของ “ทักษิณ ชินวัตร” พร้อมยังมีการส่งน้องชาย "พายัพ ชินวัตร" อดีตส.ส.เชียงใหม่ และนักลงทุนตลาดหุ้นรายใหญ่ อย่าง "ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ" ที่เข้ามาเป็นแกนกลางในการจัดสรรผลตอบแทนระหว่าง วปรอ.4414และ "ตลาดหุ้น" อย่างชัดเจน
ปูดคำสั่งแต่งตั้งพี่ชายหญิงอ้อ-ร่วมกับ “พชร” อำนาจเพียบ
สำหรับคำสั่งแต่งตั้งฉบับดังกล่าว เป็นคำสั่งที่ 234-49 เรื่องแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการศึกษาวปอ.สปท. ให้ปฏิบัติหน้าที่ประจำปีการศึกษา 2549-2550 คือ
1.นายพชร ยุติธรรมดำรง
2.นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์
3.ศาสตร์จารย์ ดร.ดิเรก ลาวัณย์ศิริ
4.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พรรณราย แสงวิเชียร
5.นายปรีชา วัชรภัย
6.นางสาววิไลพร ลิ่วเกษมศานต์
โดยคณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่
1.พิจารณาและจัดทำโครงการการศึกษาและหลักสูตรการศึกษา รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษาของวปอ.สปท.ให้เป็นไปตามนโยบายของสภาวปอ.
2.กำกับดูแลการบริหารการศึกษาของวปอ.สปท.ให้เป็นไปตามที่สภาวปอ.ได้มอบหมาย
3.พิจารณาจัดทำรายละเอียดคุณสมบัติของผู้เข้ารับการศึกษา การคัดเลือกผู้เข้ารับการศึกษา ระยะเวลาศึกษา ตลอดจนคุณวุฒิ ศักดิ์และสิทธิ์ และหลักสูตรการศึกษาของหลักสูตรอื่นๆ เสนอสภาวปอ.เพื่ออนุมัติตามความเหมาะสมของหลักสูตรนั้นๆ
4.เสนอแนะการแต่งตั้งและถอดถอนผู้ทรงคุณวุฒิตามที่ประธานคณะกรรมการศึกษาแต่งตั้ง จำนวนไม่เกิน 6 คน
ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย. 2549 เป็นต้นไป โดยหนังสือฉบับนี้ลงนามโดยพล.ท.ปิติ กัมพูพงศ์ ผอ.วปอ.สปท.
Bookmarks wrote:เข้าไปเวป วปรอ. แล้ว อยากรู้ว่า คุณสมบัติของนักศึกษาที่จะเข้าไปเรียนได้ ต้องทำอย่างไร แต่ในเวปไม่มีรายละเอียดให้ ดูจากรายชื่อนักศึกษาเก่าๆ แล้ว เดาได้ว่า ใครเป็นพวกใคร ก็เข้าไปเรียนได้