“ผมเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณชื่นชอบระบบประธานาธิบดี ชอบด้วยความบริสุทธิ์ใจ และในใจลึกๆ อยากเป็นประธานาธิบดี ผมไม่ได้จินตนาการ ผมเชื่อตามที่เห็น เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณได้แสดงออกต่อสาธารณะหลายครั้ง ทั้งในไทยและต่างประเทศ”ชาวบ้านร้านตลาดที่นั่งดูหน้าจอเอ็นบีทีอยู่ อ้าปากค้าง ตาตะลึง
ส่วนนักเลือกตั้งเสื้อแดง ดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี่เถ้า!!!
คำพูดที่กล่าวมาข้างต้น เป็นคำตอบโต้ของรองนายกฯ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่กล่าวถึงกระทู้ถามสดของผู้ใหญ่บ้าน เอ๊ย! ส.ส.สัดส่วนเพื่อไทย “ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ” ที่กล่าวว่า เทพเทือกจงใจใส่ร้าย
กล่าวหาว่า “ทักษิณ” ต้องการกลับมาเพื่อเป็นประธานาธิบดี
ฝ่าย ค้านจะหยิบยกพฤติกรรมที่มองว่า พรรคประชาธิปัตย์ชอบใส่ร้ายป้ายสี หยิบเอาเกร็ดประวัติศาสตร์ ที่มีบุคคลนิรนามตะโกนประท้วงในโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงว่า “ปรีดีฆ่าในหลวง” (รัชกาลที่ 8)
พยายามมองว่า พรรคประชาธิปัตย์จะใช้วิธีนี้ “ใส่ร้ายป้ายสี” ท่านทักษิณ
แต่ “เทพเทือก” ไม่ปล่อยให้ถูกรุมฝ่ายเดียว ใช้ความใจเย็นสยบกระทู้ถามสด ด้วยการใช้หลักที่ว่า “เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น” หยิบยกสันดานขุดออกมา
ยกย่อง เปรียบตัวเองเป็น “เนลสัน แมนเดลา” ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้
เทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโณ “อย่าลำพองอยากเป็นประธานาธิบดี”
กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ประกาศกร้าว “ถ้าเคลื่อนไหวตามปกติไม่ได้ผล ก็จะดึงมาเป็นประธานาธิบดีของคนภาคเหนือและภาคอีสาน”
หยิบคำพูดของไข่มุกดำ “การเมืองบางประเทศอยู่ดีๆ ทำให้สวรรค์เป็นนรก บางประเทศแก้ปัญหาโดยคนที่มีอำนาจ และประชาชนก็ทำสิ่งดีๆ ให้ประชาชน” ไปดูก็รู้เลยว่าโครงสร้างประธานาธิบดีเป็นแบบนี้
ไม่นับรวมกรณี ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ กระซิบข้างหู พูดลบหลู่ละเมิดศาล พูดถึงวัดพระแก้ว
“พ.ต.ท .ทักษิณคิดเช่นนั้นจริงๆ คนเป็นอดีตนายกฯ ที่ไหนจะมาพูดจาละเมิดศาลกันขนาดนี้ แต่พอตัวเองจะเสียหายก็นับถือศาลขึ้นมา แต่พอศาลวินิจฉัยว่าตนเองผิดก็บอกว่าคำวินิจฉัยไม่น่าเชื่อถือ จึงขอเรียนว่าพฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณสะสม ว่าพูดเพื่อแสดงความนิยมยกย่องระบอบประธานาธิบดี”
แม้ คุณสุเทพจะโดนคุณทักษิณฟ้องไปแล้ว แต่เมื่อได้ฟังคำพูดที่ว่า พอตัวเองเสียหายก็นับถือศาลขึ้นมา พอศาลวินิจฉัยว่าผิดก็บอกว่าไม่น่าเชื่อถือ
คนอย่างคุณทักษิณ แพ้ทางศาลจริงๆ
เสื้อ แดงพวกนี้ไม่ชอบเปิดหน้าชกกันตรงๆ ในเรื่องเปลี่ยนแปลงจากระบบผู้นำสถาบันกษัตริย์ มาเป็นระบบประธานาธิบดี ใครมากระตุกต่อมก็หาข้ออ้างแบบข้างๆ คูๆ ว่า คนพวกนี้แค่ระบายอารมณ์
จะระบายอารมณ์ ด่าศาลด่าเจ้าอย่างที่ “สากกะบือ” อ้างถึง จริงหรือมั่วชัวร์หรือไม่ ตอนนี้เสื้อแดงร้อยเอ็ด “นิสิต สินธุไพร” อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังแม้วโดนไปแล้ว
ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพ่วงด่าศาล
เรื่องของเรื่อง ก็ตอนที่เสื้อแดงพวกนี้ไปป่วนเสื้อเหลือง ช่วงมาตั้งเวทีที่ร้อยเอ็ด นักการเมืองแกนนำเสื้อแดงไล่เรียงตั้งแต่ นิสิต สินธุไพร, วราวงษ์ พันธุ์ศิลา, ศักดา คงเพ็ชร พวกนี้ปราศรัยหยาบคายมันในอารมณ์
เมื่อเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้นมา แกนนำเสื้อแดงตะโกนออกมาว่า “ทักษิณ จงเจริญ” แถมท้ายด้วยการปราศรัยของนายนิสิต ด่าไปแล้วว่า “ศาลเหี้...” ถ่ายวีดีโอเห็นชัด บันทึกเป็นซีดีแล้ว
ฟ้องด้วยภาพ ผิดเต็มๆ
ยังจำ “กลุ่มชักธงรบ” ที่อุบลราชธานีได้ไหมครับ คนที่ขึ้นไปด่ายายเนียมบนห้องไอ.ซี.ยู.ในโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จนยายเนียม คนที่ให้แหวนทองเหลืองแก่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องตรอมใจตายระหว่างทางกลับบ้านนั่นแหละ เดี๋ยวนี้หัวก้าวหน้าขึ้นมาเยอะ
ล่าสุดไปเชื้อเชิญอาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ “อ.ใจ อึ๊งภากรณ์” ลูกป๋วยครึ่งบกครึ่งน้ำ เอ๊ย! จีนปนอังกฤษ ที่ประกาศตนไม่เอาเจ้า คนเดียวกับผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ไปโอบกอด “เจ๊เพ็ญ” กลางเวทีสนามหลวงนั่นแหละ จัดเสวนามันที่คณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี เกณฑ์ชาวบ้านเสื้อแดงมานั่งฟังเป็นแถว
เห็น ภาพนี้ก็ดีแล้ว ถ้าผมจะใช้ "ตรรกะระบายอารมณ์" เหมือนอย่างที่คุณเชาวรินกล่าวอ้างว่า ก็จงตอกย้ำให้น่าเชื่อไปอีกว่า “เสื้อแดงไม่เอาสถาบัน”
คงมีคนตามด่าผมอีกนั่นแหละ ... ผมว่า
เมื่อ วานนี้พูดคุยโทรศัพท์กับอาจารย์ท่านหนึ่ง หลังทราบข่าวว่าคุณทักษิณถูกทางการจีนและญี่ปุ่นขึ้นบัญชีดำเป็นบุคคลไม่พึง ประสงค์ และญี่ปุ่นสั่งห้ามเข้าประเทศ เป็นประเทศที่ 2 รองจากอังกฤษที่เพิกถอนวีซ่าเข้าประเทศ
อาจารย์ให้คำถามกับผมว่า สถาบันผู้นำสูงที่สุดของ “อังกฤษ” คืออะไร และสถาบันผู้นำสูงที่สุดของ “ญี่ปุ่น” คืออะไร ชี้ให้เห็นว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีความสำคัญในแง่ของผู้นำประเทศ ที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินผ่านการเลือกตั้งของประชาชน แต่ทำไมความสำคัญเป็นที่พูดถึงน้อยกว่า
อาจารย์เห็นว่า เรื่องนี้ต้องมองถึงภาพของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relation) ที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั่วโลกยอมรับโดยดุษฎีแล้วว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงศตวรรษที่ 20 สถาบันผู้นำโลกที่ยอมรับ
เรียง ลำดับตั้งแต่สถาบันพระมหาจักรพรรดิ (The Emperor), สถาบันพระมหากษัตริย์ (The King), สถาบันพระมหาราชินี (The Queen), สถาบันสุลต่าน (The Sultan) และสถาบันประธานาธิบดี (The President)
สำหรับสถาบันพระมหา กษัตริย์ คงไม่ต้องมีขัดแย้งเลย ถ้าประชาคมโลกจะพูดถึง The King of Siam หรือ The King of Thailand ที่มีมาตั้งแต่สมเด็จพระนารายน์มหาราช ที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน
จวบจนปัจจุบัน ทั้ง 5 สถาบันผู้นำ แม้จะมีความแตกต่างในแง่ของรูปแบบการปกครอง แต่ความสัมพันธ์ของทั้ง 5 สถาบันผู้นำ ก็ถือว่ามีความเกี่ยวเนื่องในเชิงการเข้าถึงกันตั้งแต่ครั้งโบราณ ถือได้ว่าสถาบันโลกที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตแน่นแฟ้นนั้น แทบจะขาดกันไม่ได้
โดยเฉพาะ 3 สถาบันแรกที่มีมาแต่โบราณ อย่างสถาบันพระมหาจักรพรรดิ สถาบันพระมหากษัตริย์ และสถาบันพระราชินี
เฉก เช่นพระราชพิธีสำคัญ เราจะเห็นภาพของผู้นำสูงสุด หรือส่งเจ้าหญิง-เจ้าชายของแต่ละสถาบัน เป็นตัวแทนเข้าร่วมพิธี หรือการสาบานตนเพื่อเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดี จะต้องมีผู้นำของสถาบันหลักๆ ในโลกส่งพระราชสาสน์แสดงความยินดี
หาก เกิดเหตุที่ทำให้สถาบันแห่งใดแห่งหนึ่งล้มลงมาเป็นหลัก แน่นอนว่าความมั่นคงต่อสถาบัน โดยเฉพาะความปลอดภัยจากอริราชศัตรู จะเกิดความสั่นคลอนสูงมาก และแน่นอนว่าสถาบันอื่นๆ จะต้องขาดเสถียรภาพ และท้ายที่สุดถ้าไม่มั่นคงก็จะล้มลงตามเป็นโดมิโน
ใครตั้งตน เป็นอริราชศัตรูต่อประเทศนั้นก่อน ถือเป็นศัตรูต่อทุกสถาบัน ไม่เว้นแม้แต่สถาบันประธานาธิบดี ที่จะต้องล่มสลายตาม เพราะคนทรยศ ใช้วัฒนธรรมพวกมาลากไป ทำสงครามเอาชนะคะคานจนลืมนึกถึงความถูกต้อง
ความ สัมพันธ์ทางการทูตกับสถาบันหลักของโลกที่เหลืออยู่ แน่นอนว่าต้องแลกด้วยคำว่าอดทน ทำไมในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยยังยืนอยู่ตรงกลางระหว่างฝ่ายอักษะของญี่ปุ่น และฝ่ายสัมพันธมิตรของอังกฤษและอเมริกาได้
ฟังสิ่งที่อาจารย์ท่านนั้น เล่าให้ฟังแล้ว เรียบเรียงพอที่จะสติปัญญาจะเอื้ออำนวย คงเป็นเพราะพระมหากษัตริย์ของเรา ดำรงอยู่ด้วยหลักทศพิศราชธรรมนั่นเอง ที่ทำให้สถาบันยังคงยืนอยู่ได้ และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศไทย คงไม่ล่มสลายเหมือนกษัตริย์คเยนทราของเนปาล อย่างที่มีคนนำมาโจมตี
แม้ ในตอนนี้จะมีขบวนการโฆษณาชวนเชื่อว่า สถาบันเป็นส่วนเกินของสังคม โดยหยิบเอากษัตริย์คเยนทรามาเป็น Case Study ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งรู้กันอยู่ว่าบรรณาธิการเป็นพวกคอมมิวนิสต์อารมณ์ค้าง จนพวกนักวิชาการซ้ายอกหักพวกนี้ตอกย้ำ แล้วหยิบโยงให้สถาบันเป็นเรื่องเลวร้ายต่อประเทศชาติไม่เลิกรา
ที่มา
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=393982