โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 เมษายน 2553 19:33 น.
“เจ๊หน่อย” โผล่ตีหน้าเศร้า อ้างบ้านเมืองวิกฤต โถ...จี้ “มาร์ค” รับผิดชอบขอคืนพื้นที่ทำบาดเจ็บ ล้มตายเพียบ พูดมาได้ต้องเจรจาก่อน ชี้ เป็นนายกฯต้องอดทน อ้างมาได้ แดงยึดราชประสงค์, ผ่านฟ้า เหมือนพันธมิตรฯชุมนุมสนามบิน แนะลาออกสถานเดียว ดึงการเมืองสู่สภา ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ก่อนยุบใน 3 เดือน ให้ทุกฝ่ายร่างพิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญ แถมทำเท่ ไม่ต้องนิรโทษกรรมตน “ศิเทย” จีบปากด่าพันธมิตรฯชุมนุมเสียหายกว่าเยอะ ซัดนายกฯ ทำเกินกว่าเหตุ
วันนี้ (11 เม.ย.) ที่ร้านตำนัว คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และ น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตกรรมการบริหารพรรค ร่วมกันแถลงข่าว โดย คุณหญิง สุดารัตน์ กล่าวว่า ตามเหตุการณ์บ้านเมืองได้เข้าสู่จุดวิกฤต ที่พวกเราคนไทยไม่อยากให้เกิดขึ้น จนเกิดความสูญเสีย บาดเจ็บ ล้มตายเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ไม่ควรจะเกิด ข้อเรียกร้อง ก็คือ ส่วนหนึ่งเพื่อคลี่คลายปัญหาการเผชิญหน้าในห้วงนี้ อีกส่วนเพื่อที่จะให้ยุติปัญหาในระยะยาว และทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เพราะ 3-4 ปีที่ผ่านมา เราติดปัญหามาโดยตลอด ยอมรับความจริงมาดูที่รากเหง้าของปัญหาว่าจะมาแก้กันอย่างไร โดยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ต้องยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลต่อการสูญเสียชีวิตเพื่อนร่วมชาติ ประชาชนที่บริสุทธิ์ ทหารที่รับใช้ชาติ ส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่น
คุณหญิง สุดารัตน์ กล่าวต่อว่า การสูญเสียเลือดเนื้อครั้งนี้ เพราะรัฐบาลตัดสินใจสลายการชุมนุมเพื่อเอาพื้นที่คืน แต่เมื่อการตัดสินใจใช้กำลังทำให้เกิดการสูญเสีย นายกฯอภิสิทธิ์ คงหลีกเลี่ยงจากความรับผิดชอบไปไม่ได้ เพราะว่าการตัดสินใจ โดยการที่นายกฯอภิสิทธิ์ออกมาแถลงย้ำหลายครั้ง ว่า จะต้องดำเนินการจัดการด้วยการใช้กำลังเข้าไป ถึงแม้พยายามอธิบายจากขั้นเบาไปหาหนัก แต่เมื่อผลมีบาดเจ็บ ล้มตาย หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้ ทางเลือกอื่นการเอาถนนสี่แยกราชประสงค์ หรือผ่านฟ้าคืน ยังมีการเจรจาอีกช่องทางหนึ่ง ตามที่นักวิชาการหลายฝ่ายเรียกร้อง แต่เมื่อรัฐบาลตัดสินใจใช้กำลังเหมือนกับเอาชนะคะคานกัน กลายเป็นเรื่องบานปลาย ความเป็นนายกฯต้องมีความอดทน อดกลั้นสูง ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ มากกว่าผลเสียที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
อดีตรองหัวพน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวอีกว่า ในการประท้วงแบบนี้ ก็เคยเกิดขึ้นสถานที่ สำคัญ สนามบินสุวรรณภูมิ และ ดอนเมือง รัฐบาลขณะนี้ก็ได้ใช้กำลังสลายการชุมนุม แต่เมื่อเหตุการณ์เดินมาถึงจุดนี้เลี่ยงไม่ได้ นายกฯอภิสิทธิ์ต้องรับผิดชอบ ด้วยการลาออก เพื่อยุติปัญหาการเผชิญหน้าก่อน เพราะว่ามันเกิดความเสียหายอย่างเด่นชัดแล้ว จากนั้นคือ การแก้ไขปัญหาให้จบสิ้นที่มีมาใน 4-5 ปีเริ่มต้นกันใหม่ ต้องยอมรับเกิดจากรากเหง้าปัญหาหลายอย่าง แต่ที่ส่งผลกระทบทำให้มีผู้ชุมนุมเพิ่มจำนวนมากขึ้น คือ การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรม หรือที่เรียกว่า 2 มาตรฐาน มองข้ามเรื่องบุคคล แก้ที่ระบบ เพราะทำให้สังคมแตกแยก 4-5 ปี ยิ่งนับวันยิ่งยากเยี่ยวยา ใครผิดใครถูกลงโทษตามกฎหมายอย่างเที่ยงธรรม
“ดึงการเมืองไปสู่สภา ขอไฟเขียวประเทศเดินได้ คือ เมื่อนายกฯอภิสิทธิ์รับผิดชอบด้วยการลาออกยุติการเผชิญหน้าแล้ว ก็ขอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อความปรองดอง เฉพาะกิจ ไม่ใช้เวลาเกิน 3 เดือน มาตกลงกรอบกติกาเลือกตั้งเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และก็ยุบสภาเสีย ในระยะเวลาอันสั้น และรัฐบาลปรองดองอันนี้ต้องไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณ หรือการโยกย้ายที่จะให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ แล้วจะมาถกเถียงกันอีกในการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นรัฐบาลแห่งชาติเพื่อความปรองดอง เป็นเวทีที่ได้แค่กำหนดกติกาเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายยอมรับ แล้วรีบดำเนินการให้เสร็จภายใน 3 เดือนยุบสภาเลือกตั้งให้โดยเร็วที่สุด ระหว่างที่เตรียมการเลือกตั้งขอเสนอให้พรรคการเมืองทุกพรรค ฝ่ายการเมืองทุกสีได้ไปร่างพิมพ์เขียว โรดแมปการแก้ไขรัฐธรรมนูญของตัวเองเสีย เปิดเวทีสาธารณะให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ก่อน จากนั้นสิ่งที่คิดไปรณรงค์เลือกตั้ง ก่อนลงเลือกตั้งลงสัญญาประชาคมนำเสนอประชาชนตัดสินใจ ผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไรต้องยุติตามนั้น การเมืองต้องกลับไปสู่สภา เราอยู่นอกสภามา 4-5 ปีแล้ว” คุณหญิง สุดารัตน์ กล่าว
คุณหญิง สุดารัตน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลเอง ทางเราเองก็อยากให้มาร่วมด้วย ส่วนคนที่จะมาเป็นนายกฯในรัฐบาลแห่งชาติปรองดองนั้น ก็ต้องเริ่มต้นจากคนตามรัฐธรรมนูญก่อน แต่ต้องได้คนที่เสียสละ หากไม่ได้จริงๆ ก็ต้องยกเว้นหาคนกลางที่เหมาะสม และยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ต้องมานิรโทษกรรมให้ เต็มใจที่จะถูกตัดสิทธิ์เต็ม 5 ปี
ด้าน น.ต.ศิธา กล่าวว่า การที่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวอ้างเหตุผลที่ใช้กำลังกับกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะได้ดำเนินการด้วยความอดทน อดกลั้นมาตลอด รัฐบาลไม่เด็ดขาดจนมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีการปะทะกันรุนแรง ดังนั้น นายกฯคงจะฟังแต่กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล คือ กลุ่มคนเสื้อเหลือง เพราะฉะนั้นการที่นายกฯเคยบอกว่า หากมีคนออกมาประท้วง หรือคัดค้านจะเป็นพัน เป็นหมื่น นายกฯก็จะรับฟัง แต่ดูเหมือนว่านายกฯไม่ได้รับฟังเสียงคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้น ขอย้อนกลับไปที่การประท้วงของกลุ่มเสื้อเหลืองที่ออกมาประท้วงไปหลาย แห่ง จนสุดท้ายยึดทำเนียบ สนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ถ้าให้เปรียบเทียบความรุนแรงถือว่ามีมากกว่าพันเท่าที่ยึดสะพานผ่านฟ้า และสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งรัฐบาลขณะนั้นไม่ได้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด ทั้งๆ ที่เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจเป็นแสนล้านบาท ถือว่ามากกว่าปัจจุบัน ตนเชื่อว่า รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯก็ถูกตำหนิเช่นเดียวกัน ว่า ทำไมไม่ตัดสินใจให้เด็ดขาด เพราะท่านมีภาวะผู้นำเป็นของตัวเอง และสามารถตัดสินใจได้โดยไม่ฟังคนรอบข้าง
น.ต.ศิธา กล่าวว่า การที่นายกฯใช้คำพูดภายหลังมีการสลายการชุมนุม ว่า เป็นการขอคืนพื้นที่ ตนคิดว่าใช้คำพูดนี้ไม่ได้ เพราะสิ่งที่ได้กระทำไปนั้น คงไม่มีคนบาดเจ็บล้มตายเกือบ 20 คน และผู้มีบาดเจ็บ 700-800 คน คงไม่มีการขอใดๆ ในโลกที่ทำให้คนตายเยอะขนาดนี้ นอกจากนี้ ยังมีการสลายม็อบด้วยอาวุธสงคราม มีทั้งทิ้งแก๊สน้ำตามาจากเฮลิคอปเตอร์ ถ้าลงมาโดนศีรษะก็อาจจะแตก และที่บอกว่าจะดำเนินการจากเบาไปหาหนัก ตนก็ไม่เข้าใจว่า เบาๆของท่านยังมีคนล้มตายจำนวนมาก และถ้าหนักตนก็คิดไม่ออกว่าจะขนาดไหน เพราะฉะนั้นการดำเนินการดังกล่าวถือว่ารุนแรงเกินกว่าเหตุ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเหตุผลที่เรามองว่าท่านจะอยู่ในตำแหน่ง นายกฯจากวันเบาๆ จนถึงวันหนักๆ คงไม่ได้ เพราะจะเกิดความขัดแย้งขึ้นเรื่อยๆ และนายกฯได้ลงเป็นผู้ขัดแย้งเอง
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9530000050739
เอาเด๊ะถ้าไอ้พรรคโจรกลับมาคิดออกกฏหมายนิรโทษหนีผิด หรือแม้แต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง กลุ่มพันธมิตรจะออกมาขับไล่ ถ้า มันจะเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือหลังเปลี่ยนแลง เราจะโหด เหี้ยม เอาให้แรงยิ่งกว่าเสื้อแดงเลย จะเอาพวกนี้มายิงทิ้งให้หมด
(เอาไอ้ ใจ อึ๊งภากรณ์ ซ้าย ปัญญาอ่อนอะไรจําไม่ได้ ที่เรียกตัวเองว่า แดงสังคมนิยม เข้าข่ายคอมมิวนิสต์ นี่มาเป็นรองประนาธิบดีที สาด)

