by Chenhero » Mon Sep 06, 2010 1:54 am
เมื่อเกือบ20 กว่าปีที่แล้ว
คนแอฟริกัน คนไนจีเรีย เข้ามาค้าขายกับไทย
ขามา เอาพลอยมาด้วย เดินทางไปค้าขายถึงจันทบุรี(บ้านย่าผม) ขากลับแทนที่จะหอบเงินกลับ ทำอย่างไรจะให้ไม่เสียเที่ยว เดินไปเห็นเสื้อผ้าแถวประตูน้ำ แถวโบ๊เบ๊ หอบกลับกันเป็นตู้คอนเทนเนอร์ ผู้ค้าส่งมีรายได้ ได้ไปถึงแม้กระทั่งโรงงานทอผ้า
จนท.ไทย เก่งเรื่องหารายได้ เห็นคนดำเดินแถวๆใบหยก "รวยแล้วตรู"
ว่างๆก็ไปเรียกตรวจวีซ่าดีกว่า แล้วเวลาตรวจ อย่าคิดว่าจะให้เกียรติแบบฝรั่งนะครับ สั่งให้นั่งกับพื้น ยังกับพวกหลบหนีเข้าเมือง ถ่วงเวลาให้ช้าบ้าง กว่าจะเสร็จ 3-4 ร้อยคน ร่วม5 ชั่วโมง ใครไม่อยากเสียเวลา ต้องมีค่าใช้จ่าย
ทำแบบนี้แล่ะครับ พอตัวเองได้แล้ว ยังมีโทรไปบอกเพื่อน
"เฮ้ย ออกจากกรุงเทพแล้วนา อั๊วได้หัวละ3พัน ลื้อดักตรวจต่อ เอาแค่2พันก็พอ เด๋วมันเข็ดไม่กล้ามา ขาดรายได้"
หากินแบบนี้กันชั่วนาตาปี คนดำก็กล้ำกลืนฝืนทน ก้มหน้ายอมจ่ายถือซะว่าเป็นต้นทุนในการทำธุรกิจ
ความซวยของตึกใบหยก และชาวโบ๊เบ๊มาเยือน
วันนึงระหว่างตรวจจับของจนท. ปรากฎว่าวันนั้นนักธุรกิจชาวจีนท่านหนึ่งเดินเที่ยวผ่านมาเห็น เกิดไอเดีย
กลับไปถึงบ้านระดมทุน สร้างตึกใหญ่โต ติดป้าย ศูนย์มิตรภาพและวัฒนธรรมจีนแอฟริกัน พร้อมกับเจอคนดำที่ใหนก็บอกให้ทราบ
ทุกวันนี้มีคนดำไปใช้บริการตึกนี้ ตั้งร้านซื้อขายเสื้อผ้า กันแทบล้นตึก ส่วนคนดำที่เดินทางมาเพื่อซื้อกลับไปขายยังประเทศตัวเอง ก็หันไปกองกันอยู่ที่ตึกนี้
ตั้งแต่วันนั้น ตึกใบหยกก็เงียบเหงา ได้แต่สงสัยว่าลูกค้าคนดำหายไปใหนหมด นึกถึงวันวานเก่าๆ แล้วก็ช้ำใจ
ความเพิกเฉยต่อจนท.งี่เง่า ส่งผลไปถึงร้านผ้า ช่างตัดเย็บ ยันโรงงานทอผ้า
การค้าแบบไม่เคารพความเป็นมนุษย์ มองคนแบบแบ่งแยก ทั้งๆที่คนเหล่านี้นำเงินมาให้เราปีนึงหลายร้อยล้าน
ส่วนจนท.เมื่อรายได้จากส่วยคนดำหายไป ก็แค่หารายได้ใหม่ๆมาชดเชย ด้วยการทำความระยำตำบอน กันต่อไป
เมื่อต่อสู้มาระยะหนึ่ง การถอดบทเรียนภายใน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับขบวนการประชาชน