ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

เรื่องการเมือง เชิญที่นี่เลยครับ
Forum rules
- ห้ามใช้คำพูดหยาบคาย
- ห้ามโพสกระทู้หรือข้อความที่ดูหมิ่นเสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอันขาด

เชิญทุกท่านเข้าสู่บอร์ดใหม่ได้ที่ http://webboard.serithai.net ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ viewtopic.php?f=2&t=44976 ครับ

ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby finder » Sat Jan 01, 2011 1:14 am

คุณsanddolphinได้ถามเหตุผลจากผม แต่เห็นว่ากระทู้ไปไกลแล้ว และคุณsanddolphinก็ดูจะเป็นนักกฎหมาย ผมจึงพยายามตอบในภาษาชาวบ้าน :mrgreen: ก็ผมไม่ใช่นักกฎหมายนี่ครับ ผมได้ตอบไปแล้ว แต่กลัวจะไม่เห็น และเห็นว่าอาจเป็นประโยชน์ จึงตั้งเป็นกระทู้โดยตรง ผมได้ขัดเกลาคำพูดเพื่อให้สุภาพ พอสมน้ำสมเนื้อ ลองดูคำถามและคำตอยเองละกัน

sanddolphin wrote:กราบเรียนคุณ finder

จาการที่อ่านความเห็นคุณ ประเด็นที่คุณเสนอหลักๆก็คือ คุณไม่เห็นด้วยที่จะใช้แผนที่ผนวกที่ 1 ซึ่งเป็นแผนที ซึ่งปรากฏอยู่ใน บันทึกความเข้าใจร่วมกัน 2543 ผมเข้าใจถูกหรือเปล่าครับ? คุณกล่าวว่า

แต่นี่กลับไปลากเอาแผนที่ ซึ่งไม่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการปักปันเขตแดนในครั้งนั้นมาร่วมในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน กรอบต่างๆย่อมเพี้ยนไปจากเดิม


จากข้อความที่ผมได้ quote คุณมานั้น คุณกล่าวว่าคณะกรรมการปักปันเขตแดน "ไม่ได้รับรอง" จริงครับเป็นอย่างที่คุณว่ามาเลย แผนที่ผนวก1 นั้น จัดทำโดยทางฝรั่งเศสเพียงฝ่ายเดียว "แต่" ในคำตัดสินของ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนั้น ตั้งแต่หน้า 30-33 ได้ระบุว่า

หากคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยามเห็นว่าตนไม่ได้ยอมรับแผนที่อย่างเป็นทางการก็น่าจะแสดงการคัดค้าน...อีกทั้งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยยังได้ขอบพระทัยอัครราชฑูตฝรั่งเศส ณ กรุงเทพ สำหรับ "แผนที่เหล่านั้น" (เน้นโดยผมเอง) และยังได้ทรงขอแผนที่จากอัครราชฑูตอีกอย่างละ 15 ชุดเพื่อส่งไปให้ผูว่าราชการจังหวัดต่างๆของสยาม
( โปรดดูเอกสารคำตัดสินประกอบ http://www.mfa.go.th/190/book2.php)

ท่าน finder ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า

คงหมดข้อสงสัยแล้วนะครับว่า MOU2543มีแผนที่1:200,000อยู่และยังระบุให้ใช้แผนที่เป็นเอกสารอีกชิ้นหนึ่งที่สามารถนำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงในการสำรวจครั้งนี้ได้
จากข้อนี้เท่ากับไทยยอมรับหรือรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรว่า
แผนที่1:200,000มีผลผูกพันกับการปักปันเมื่อค.ศ.1904และ1907แล้ว ทั้งๆที่แต่เดิมมา มันเป็นแค่เศษกระดาษ


จาก ข้อความที่ผมนำมาจากคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ทำให้เราสามารถกล่าวได้ว่า ใน MOU 2543 นั้น ถึงแม้ว่าจะมีการนำแผนที่ผนวก1 แนบมาเพื่อใช้ในการปักปันเขตแดนนั้น ถึงแม้ถ้าหากว่า "ไม่มี" การใช้แผนที่ดังกล่าว "ก็ไม่ได้หมายความว่า" ทางรัฐไทย "ไม่ยอมรับ" แผนที่ผนวก1 แต่อย่างใด จะมาอ้างว่าแผนที่นั้นเป็นเพียงแค่ "เศษกระดาษ" ผู้น้อยอย่างผมก็ต้องการคำชี้แนะจากท่านด้วยครับว่าเพราะเหตุใด หลายๆคนจึงมองว่าแผนที่ผนวก1 หรือที่เรียกกันจนติดปากว่าแผนที่ 1:200000 นั้น "ไม่มีผลบังคับใช้"

ปล หวังว่าผู้น้อยอย่างกระผมจะได้รับการชี้แนะอย่างเหมาะสมสุภาพและมีเหตุผลนะครับ

กราบเรียนคุณ sanddolphin

เห็นท่านลงท้ายมาอย่างนี้ ผมรู้สึกว่า น่าจะมีอะไรผิดปกติครับ ผมต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ( เหมือนชื่อเพลงเลย) :lol:

1.เรื่องสุภาพนั้น ผมสุภาพพอใช้ได้ :mrgreen: พูดจามี ครับ เป็นระยะ แม้จะไม่ถี่มากนักเพื่อตอบคนที่สุภาพ

ส่วนพวกแถ,เหน็บแนม,กักขฬะ,กวน...เป็นต้น มักจะเป็นพวกปชป. พวกนี้ก็จะได้รับสิ่งนั้นของตนกลับไปทุกคน

ส่วนการใช้ตัวใหญ่ ผมต้องการเน้นที่ผมเห็นว่าน่าจะเน้น เพื่อให้เห็นชัด ถ้าไม่สุภาพ แล้วเวบเขาให้มาทำไมครับ เป็นการสนับสนุนความไม่สุภาพกระมัง จริงไหมครับ

2.เรื่องเหตุผล ผมตั้งกระทู้หรือแย้งกระทู้ใคร ผมมีเหตุผลอธิบายความตลอด คุณย้อนไปดูประวัติผมได้เลยครับ ยกเว้นการแย้งพวกปชป.ในข้อ1.

โปรดได้ทราบตามนี้ครับท่าน

มาเริ่มตอบคุณกันละ เห็นคุณพยายามยกคำพูดจากศาลโลกที่กระทรวงตปท.เอามาอ้าง ตรงนี้คุณไม่เคยทราบเลยหรือว่า คำตัดสินนี้เป็นการอ้างขึ้นเพื่อใช้กฎหมายปิดปาก ตัดสินให้เขมรได้ปราสาทพระวิหาร
1.ตอนนั้นไทยไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบแผนที่ ถูกต้องไหมครับ
2.จากข้อ1.,กรมพระยาดำรงท่านก็ไม่รู้เรื่องแผนที่ และการขอบใจก็เป็นมรรยาทที่ทุกคนควรทำเมื่อได้รับของ
3.การที่ท่านขอเพิ่ม, ก็จากข้อ1และ2 ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่า ประเทศมีอารยะ(เลว)อย่างนี้ จะกล้าทำเรื่องชั่วๆ โดยการขีดแผนที่ให้ผิดไปจากที่ตกลงในสนธิสัญญา และท่านก็มิได้มีหน้าที่รับรองแผนที่นะครับ ผู้ที่จะรับรองได้คือคณะกรรมการปักปัน....ซึ่งยุบไปก่อนที่แผนที่นี้จะเสร็จและส่งมาไทย เท่ากับแผนที่นี้ก็ยังไม่ได้รับการรับรอง
และที่มีบางคนว่า ว่าท่านได้เซ็นชื่อรับรองนั้น ไม่จริง เป็นการเซ็นรับมอบแผนที่ครับ(อ.เทพมนตรี)

การใช้กฎหมายปิดปากมิได้มีขอบเขตถีึงการตัดสินให้แผนที่เขมรเป็นที่ยอมรับได้
เชิญคุณไปอ่าน บทความของอ.สมปอง สุจริตกูลเรื่องปราสาทพระวิหาร แบบเต็มๆที่นี่
http://www.praviharn.net/index.php?option=com_content&view=article&id=94&Itemid=114

ผมจะยกเอาตอนที่เกี่ยวข้องมาให้อ่านเปิดหูเปิดตากันเพื่อตอบคำถามนี้ของคุณ
ถึงแม้ว่าจะมีการนำแผนที่ผนวก1 แนบมาเพื่อใช้ในการปักปันเขตแดนนั้น ถึงแม้ถ้าหากว่า "ไม่มี" การใช้แผนที่ดังกล่าว "ก็ไม่ได้หมายความว่า" ทางรัฐไทย "ไม่ยอมรับ" แผนที่ผนวก1 แต่อย่างใด จะมาอ้างว่าแผนที่นั้นเป็นเพียงแค่ "เศษกระดาษ" ผู้น้อยอย่างผมก็ต้องการคำชี้แนะจากท่านด้วยครับว่าเพราะเหตุใด หลายๆคนจึงมองว่าแผนที่ผนวก1 หรือที่เรียกกันจนติดปากว่าแผนที่ 1:200000 นั้น "ไม่มีผลบังคับใช้"

[color=#800000]สถานภาพของแผนที่ผนวก ๑ ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา


ศาล ยุติธรรมระหว่างประเทศจะวินิจฉัยเฉพาะประเด็นคำฟ้องแรกเท่านั้น จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยคำขอเพิ่มเติมของกัมพูชาในเรื่อง

(๑) สถานภาพของแผนที่ผนวก ๑ ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา หรือ

(๒) เส้นเขตแดนในบริเวณที่พิพาท

ดัง นั้น ศาลฯ จึงงดเว้นการวินิจฉัยความถูกต้องของเส้นเขตแดนตามที่ปรากฏในแผนที่ผนวก ๑ ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชารวมทั้งสถานภาพของแผนที่ผนวก ๑ ทั้งฉบับ หรืออีกนัยหนึ่ง ศาลฯ ไม่ทำหน้าที่กรรมการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา

จากที่เห็น เท่ากับว่า
1.แผนที่ทำขึ้นโดยไม่ตรงกับรายละเอียดในสนธิสัญญา
2.แผนที่ไม่ได้รับการรับรองโดยคณะกรรมการปักปันไทย-ฝรั่งเศส
จึงเป็นแผนที่เก๊ ตั้งแต่หลัง1907

3.ศาลโลกไม่วินิจฉัยแผนที่และเส้นเขตแดน แผนที่จึงยังเก๊อยู่

ดังนั้นการที่คุณเอาคำตัดสินในส่วนของกฎหมายปิดปากมายืนยันว่าแผนที่นี้ไทยต้องยอมรับ ด้วยเหตุผลข้างต้นของคุณ เท่ากับคุณหรือกระทรวงการต่างประเทศเข้าใจผิดเอง การใช้กฎหมายปิดปากมีใช้กับประเทศไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้น คุณยอมรับว่ามันยุติธรรมหรือ และไทยก็ได้คัดค้านคำตัดสินและยื่นข้อสงวนไว้ด้วย ทำให้ต้ัวปราสาทเป็นพื้นที่ที่อ้างสิทธิ์โดย2ประเทศ ไม่มีพื้นที่พิพาทอื่นใดอีก และในเวบของศาลโลก ไทยก็อยู่ในรายชื่อประเทศที่ไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลกด้วย(อ.ปานเทพ)
การที่ไทยคัดค้านเพราะศาลโลกตัดสินไม่ยุติธรรม เชิญไปอ่านตามลิ้งค์นี้ ดูเฉพาะตอนที่2 ตอนท้าย"เบื้องหลังของคดีนี้"
http://forum.serithai.net/viewtopic.php?f=2&t=29686

ผมขอถามคุณง่ายๆด้วยภาษาชาวบ้าน เพราะผมไม่ใช่นักกฎหมายอย่างคุณ ว่า
1.คุณเอาบทความนี้มาแสดงเพื่อจะยืนยันว่าไทยควรยอมรับแผนที่มาตั้งแต่ศาลโลกแล้วใช่หรือไม่
-ถ้าใช่ แสดงว่า พื้นที่ทับซ้อนตลอดแนวชายแดนที่ฝรั่งเศสตั้งใจลากผิด ต้องเป็นของเขมรหรือเขมรสามารถอ้างสิทธิ์ตามแผนที่ ใช่หรือไม่
-ถ้าไม่ใช่ การเอาบทความนี้มาแสดงและตีความเช่นนี้เป็นใครตีความครับ คุณหรือกระทรวงต่างประเทศ

2.ถ้าคุณตีความเอง และคุณเป็นนักฎหมายที่ไม่เกี่ยวกับกระทรวง ยังนับว่าไม่ร้ายแรง แต่ถ้าคุณทำงานในกระทรวงต่างประเทศ นี่นับว่าเป็นผลพวงของการตีความผิดที่เกิดขึ้นในกระทรวงมาตั้งแต่ต้น และได้สร้างปัญหาให้กับประเทศอยู่ในเวลานี้ครับ

3.ถ้าศาลโลกบอกว่าการที่เราไม่ปฏิเสธก็เท่ากับยอมรับ ด้วยกฎหมายปิดปาก ผมถามกลับบ้างว่า แล้วการที่เราไม่เคยยอมรับแผนที่นี้อย่างเป็นทางการมาก่อน จะบอกว่าเรายอมรับได้อย่างไร เพราะถ้าเราเคยยอมรับอย่างเป็นทางการ ศาลโลกคงไม่ต้องใช้กฎหมายปิดปากกับเรา และอีกเหตุผลหนึ่งคือ การที่ฝรั่งเศสวิ่งล็อบบี้คณะศาลรวมทั้งซื้อข่าวจากคนเดินสารของเราเพื่อช่วยเขมร ก็เห็นได้ว่า ศาลตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม มีศาลยุติธรรมที่ไหนเขาให้ล็อบบี้ครับ

น่าจะสมบูรณ์นะครับ ผมพยายามย่อให้สั้นแล้ว ที่สำคัญ สุภาพและรักษามรรยาทอย่างที่เคยเป็นมาอย่างสมน้ำสมเนื้อ :mrgreen: :mrgreen: [/color]
User avatar
finder
 
Posts: 3547
Joined: Fri Jun 11, 2010 8:26 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby คนไกล » Sat Jan 01, 2011 1:24 am

,,,,,,,,,,,❤ HAPPY NEW YEAR 2011 ❤,,,,,,,,,,,,,,
ขอให้พี่ท่านเลิกฟักทู้นะเจ้าค่ะ :D


Image
“You now see complexity when you once saw simplicity; you see grays rather than black and white. But this is to the good because the world is in fact complicated.” ==>Dean Elena Kagan :Associate Justice of the Supreme Court of the United States
User avatar
คนไกล
 
Posts: 4327
Joined: Fri Oct 09, 2009 3:18 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby finder » Sat Jan 01, 2011 1:53 am

คนไกล wrote:,,,,,,,,,,,❤ HAPPY NEW YEAR 2011 ❤,,,,,,,,,,,,,,
ขอให้พี่ท่านเลิกฟักทู้นะเจ้าค่ะ :D


Image


HAPPY NEW YEAR 2011 เช่นกันครับ

เป็นแต่ "อ้างอิง" ครับ "ฟัก" ไม่เป็น :mrgreen:
User avatar
finder
 
Posts: 3547
Joined: Fri Jun 11, 2010 8:26 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby sanddolphin » Sat Jan 01, 2011 3:32 am

กราบเรียนคุณ finder ที่เคารพครับ

ท้าวความก่อนเลยว่ากระผมไม่ใช่นักกฎหมาย เพียงแต่มีความสนใจในหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีตัวแสดงเป็นรัฐ และหลักสังคมศาสตร์ทั่วๆไป และโดย วัยวุฒิแล้วก็เป็นเพียงผู้น้อย ที่แสดงความคิดเห็นต่อกรณีประสาทเขาพระวิหารซึ่งมีความสัมพันธ์และสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองภายในของประเทศไทยและ ความสัมพันธ์ต่อกัมพูชา ออกตัวอีกอย่างนึงว่ากระผมมิได้เลือกข้างประชาธิปัตย์หรือว่าฝ่ายใดทั้งสิ้น

ท่าน finder เริ่มต้นกล่าวว่า
ตอนนั้นไทยไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบแผนที่ ถูกต้องไหมครับ


จากข้อมูลที่ผมค้นคว้ามา หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับแผนที่นั้นได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาแล้วในสัมยรัชกาลที่ 5 กล่าวคือในปี ค.ศ. 1885 [อ้างอิงจากงานของ ธงชัย วินิจกุล, Siam Mapped, หน้า 119] ดังนั้น ถ้าท่านถามว่า ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบถูกไหม ผมคิดว่าไม่ถูกนะครับผมและในคำตอบของท่าน finder ในข้อ 2 นั้นท่านกล่าวว่า

2.จากข้อ1.,กรมพระยาดำรงท่านก็ไม่รู้เรื่องแผนที่ และการขอบใจก็เป็นมรรยาทที่ทุกคนควรทำเมื่อได้รับของ


ซึ่งถ้าหากว่าใครที่ศึกษากรณีนี้โดยการนั่งพลิกอ่านคำพิพากษาไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษอย่างจริงๆจังๆแล้วละก็ จะทราบได้ทันทีว่า ข้ออ้างนี้ ที่ท่าน finder ยกมา ทางศาลได้ระบุถึงประเด็นนี้ไว้อย่างละเอียดและเห็นได้ชัด ในหน้าที่ 32-34 นั้น จะเห็นได้ชัดว่า ศาลระบุในหน้าที่ 33 ย่อหน้าที่ 1 ว่า "ศาลไม่อาจรับฟังข้อต่อสู้เหล่านี้ได้ไม่ว่าจะในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย" สาเหุตก็เพราะว่า "ทั้ง สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปกรณ์ เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ และ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย...ได้ทรงเห็น...แผนที่เหล่านี้...บุคคลดังกล่าวข้างต้นนี้ ไม่มี ผู้ใดที่เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยเลย ทุกท่านหรือเกือบทุกท่านมีความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นนี้ดี บางท่านคงต้องมีความรู้เกี่ยวกับอาณาบริเวณเขาดงรัก เป็นที่ชัดแจ้งจากเอกสารหลักฐานในคดีนี้ว่า สมเด็จพระยาดำรงทรงสนพระทัยเป็นพิเศษในการปักปันเขตแดน และทรงมีความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับโบราณสถาณ จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดขุขันธ์ ซึ่งพระวิหารเคยเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดเรื่อยมาจนกระทั้งได้มีการทำความตกลงเมื่อ ค.ศ. 1904 จะไม่ทราบว่ามีพระวิหารตั้งอยู่ กล่าวง่ายๆก็คือว่า ข้ออ้างที่ท่านยกมานั้น ท่านสามารถตามไปอ่านได้ ในหน้าที่ 32-34 ทางศาลได้ให้เหตุผลหักล้าง แม้กระทั่งว่า ข้อโต้แย้งของฝ่ายไทยที่ว่า "ไม่มีบุคคลใดในประเทศไทยในสมัยนั้นได้ตระหนักถึงความสำคัญของประสาทพระวิหาร" ข้อโต้แย้งดังกล่าวศาลมองว่า "ย่อมไม่มีผลที่จะรับฟังได้ในข้อกฎหมาย คู่กรณีจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้มีการปรับปรุงเส้นเขตแดนใหม่โดยเหตุผลเพียงว่าบริเวณเขตแดนนั้นกลับมีความสำคัญขึ้น... " (หน้าที่ 34 ย่อหน้าที่ 2) สรุปง่ายๆก็คือ ทางศาลสันนิษฐานว่าทางสยามมีบุคคลากรที่มีความรู้ และ ถึงจะบอกว่าไม่มี ก็ไม่สามารถนำมาอ้างได้ ด้วยเหตุผลว่า เราได้ "ยอมรับ" นำมันมาใช้ แม้กระทั่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพยังได้ขอแผนที่มาจากอัครราชฑูตมา 15 ฉบับ (หน้า32) นอกจากนี้ ตามหน้าที่ 30 นั้น ก็มีข้อความหนึ่งระบุไว้ว่า "ในเรื่องที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมตาม คำร้องขอ(เน้นโดยผมนะครับ ว่าเป็นตาม "คำร้องขอ") ของกรรมการฝ่ายสยามให้ กรรมการฝ่ายฝรั่งเศสช่วยจัดทำแผนที่เขตแดนต่างๆ ขึ้นนั้น บัดนี้คณะกรรมการฝ่ายฝรั่งเศสได้ปฏิบัติงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว" นอกจากนี้ถ้าหากลองเปิดไปอ่านดูที่หน้า 29-30 นั้นจะพบได้ว่า ทางสยามไม่ได้มีความพยายามที่จะขัดค้านแผนที่ดังกล่าว "ซ้ำยัง" ได้นำแผนที่อย่างละชุดส่งไปยังสถานฑูตไทย ณ กรุงลอนดอน เบอร์ลิน ประเทศรัซเซีย และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเหตุให้ศษมองว่า เจ้าหน้าที่สยามรับรู้ว่าแผนที่ที่ตนได้รับนั้นคือผลงานปักปันเขตแดนที่รัฐบาลสยามได้ "ร้องขอ"

ท่าน finder ยังกล่าวเพิ่มเติมในข้อที่ 3 อีกว่า

3.การที่ท่านขอเพิ่ม, ก็จากข้อ1และ2 ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่า ประเทศมีอารยะ(เลว)อย่างนี้ จะกล้าทำเรื่องชั่วๆ โดยการขีดแผนที่ให้ผิดไปจากที่ตกลง
ในสนธิสัญญา และท่านก็มิได้มีหน้าที่รับรองแผนที่นะครับ ผู้ที่จะรับรองได้คือคณะกรรมการปักปัน....ซึ่งยุบไปก่อนที่แผนที่นี้จะเสร็จและส่งมาไทย เท่ากับแผนที่นี้ก็ยังไม่ได้รับการรับรองและที่มีบางคนว่า ว่าท่านได้เซ็นชื่อรับรองนั้น ไม่จริง เป็นการเซ็นรับมอบแผนที่ครับ(อ.เทพมนตรี)
ศาล มิได้พิจารณาในส่วนที่ท่านกล่าวอ้างมาเลย หากแต่ศาลระบุว่า สยามได้รับแผนที่ผนวก 1 มาใช้ในทางพฤตินัยและไม่ได้คัดค้านแม้ว่าจะมีโอกาสหลายครั้งก็ตาม ในคำพิพากษาฉบับภาษาไทย หน้าที่ 36-38 สรปุโดยย่อก็คือ ประเทศไทยได้สำรวจบริเวณนี้ด้วยตนเองใน ค.ศ. 1934-1935 ซึ่งจากการสำรวจก็พบว่าเส้นสันปันน้ำกับเส้นบนแผนที่ไม่ตรงกัน และในปี ค.ศ. 1937 ในการลงนามในสนธิสัญญากับฝรั่งเศสเพื่อยืนยันเส้นเขตแดนร่วมที่มีอยู่แล้วอีกครั้งหนึ่ง "กรมแผนที่ของสยามก็ยังคงพิมพ์แผนที่แสดงว่าพระวิหารอยู่ในเขตแดนของกัมพูชาอยู่อีก" (หน้าที่ 37 ย่อหน้าที่ 2)
ส่วนบทความหรือบทสัมภาษณ์ของสมปองนั้น ผมขอกล่าวสั้นๆว่า กล้ามากที่นำหลักกฎหมายระหว่างประเทศมาพูดส่วนหนึ่งโดยไม่อายฟ้าอายดิน เสียแรงที่เรียนมาสูงทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมไม่อยากจะกล่าวซ้ำ แต่จะยกมให้ท่านทั้งหลายได้ชม จากบทความที่ท่านส่งมานั้น (http://www.praviharn.net/index.php?opti ... Itemid=114) ในส่วนอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เขากล่าวว่า

โดยที่คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่มีมาตรการบังคับคดี จึงสุดแต่ความสมัครใจของคู่คดีที่จะพิจารณาดำเนินการ หากคู่กรณีไม่เห็นด้วยและไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลฯ ก็ไม่มีอำนาจดำเนินการบังคับคดีแต่ประการใดฉะนั้น ถึงแม้คำพิพากษาของศาลฯจะถึงที่สุด แต่ก็มิได้หมายความว่าจะมีผลในการระงับกรณีพิพาท หากคู่กรณีโต้แย้ง คัดค้านและไม่ยอมรับคำพิพากษาเพราะเห็นว่าไม่เป็นธรรม กรณีพิพาทนั้นๆก็ยังคงมีอยู่ต่อไปจนกว่าจะได้รับการพิจารณาใหม่หรือจนกว่าจะระงับไปโดยสันติวิธีอื่นๆ อาทิ โดยการเจรจา การประชุมปรึกษาหารือ หรือตั้งคณะกรรมการสอบสวน ไกล่เกลี่ย กรรมการประนอม หรืออนุญาโตตุลาการ ฯลฯ ตามข้อ ๓๓ แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ


ผมยืนยันนะครับว่า คำตัดสินของศาลโลกมีผลผูกพันธ์แน่นอน เพราะว่าตามมาตราที่ 94 ของกฎบัตรสหประชาชาตินั้น

Article 94
1. Each Member of the United Nations undertakes to comply with the decision of the International Court of
Justice in any case to which it is a party.
2. If any party to a case fails to perform the obligations incumbent upon it under a judgment rendered by the
Court, the other party may have recourse to the Security Council, which may, if it deems necessary, make
recommendations or decide upon measures to be taken to give effect to the judgment.

พูดง่ายๆ ใครที่ศึกษากฎหมายระหว่างประเทศมาจะ เข้าใจได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องมาพลิกดูมาตราต่างๆให้เสียเวลาเลย เพราะในตำราพื้นฐานนั้นก็บอกอยู่แล้วว่าในกรณีที่จะให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเข้ามาระงับข้อพิพาท คู่กรณีต้องกระทำการตกลงกันเสียก่อนว่าจะยอมรับคำตัดสินของศาล และก็ซึ่งตามวรรคสองของมาตราที่ 94 นั้น ถ้าหากฝ่ายใดปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามพันธะคำตัดสินของศาลนั้น สามารถให้คู่กรณีสามารถร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคงเพื่อที่จะตัดสินใจดำเนินการมาตรการเพื่อให้เกิดผลตามคำพิพากษานั้นๆ ฉะนั้น สิ่งที่ท่านพูดมา (หรือใครก็ตาม) นั้นก็ผิดต่อหลักปฏิบัติของกฏหมายระหว่างประเทศอยู่แล้ว ยิ่งมาตรา 33 นั้นไม่ต้องพูดถึงเลยเพราะมาตรา 33เป็นแค่หลักปฏิบัติเพื่อที่จะแก้ปัญหาระหว่างรัฐโดยสันติก็เท่านั้นเอง

Article 33
1. The parties to any dispute, the continuance of which is likely to endanger the maintenance of international peace and security, shall, first of all, seek a solution by negotiation, enquiry, mediation, conciliation, arbitration, judicial settlement, resort to regional agencies or arrangements, or other peaceful means of their own choice.
2. The Security Council shall, when it deems necessary, call upon the parties to settle their dispute by such means.

และในกรณีของไทยนั้นเราได้ประกาศ ยอมรับ Compulsory Jurisdiction (ขออภัยไม่ทราบภาษาไทย) ของศาลโลกไปแล้วก่อนหน้าที่จะมีการนำคดีนี้เข้าสู่ศาลโลก ฉะนั้น ถ้าหากมีการฟ้องร้องไทยเกี่ยวกับคดีความซึ่งตัวแสดงหรือคู่กรณีเป็นรัฐ ไทย ในเวลานั้น "ต้อง" ไปขึ้นศาลและ "ยอมรับ" คำตัดสินของศาลโลกด้วย หลักฐานปรากฎอยู่ใน Preliminary Objections (http://www.icj-cij.org/docket/files/45/4859.pdf) ถ้าจะให้ผมสรุปโดยย่อที่สุดก็คือว่า ทางไทยยกประเด็น "ไม่ยอมรับอำนาจของศาลโลก" ในการไปขึ้นศาลกับกัมพูชาแต่ทว่าทางศาลได้ยืนกรานว่า ศาลมีสิทธิที่ จะตัดสินในคดีดังกล่าวเนื่องมาจากว่าทางไทยได้ "ประกาศยอมรับอำนาจศาลไปเรียบร้อย":

"I have the honor to inform you that by a declaration dated September 20, 192!J, His Majesty' s Government had accepted the compulsory jurisdiction of the Permanent Court of International Justice in conformity with Article 36, paragraph 2, of the Statute for a period of ten years and on condition of reciprocity. That declaration has been renewed on May 3, 1'940, for another period of ten years."In accordance with the jprovisions of Article 36, paragraph 4, of the Statute of, the International Coilrt of Justice, 1 have now the honoui: to inform you hat His Majesty's Government hereby renew the declaration above mentioned for a further period of ten years as from May 3, 1950, with the limits and subject to the same conditions and reservations as set forth in the first declaration of Sept. 20, 1929."


พูดง่ายๆก็คือ ในวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1950 นั้นทางไทยได้ประกาศยอมรับอำนาจศาลต่ออีกเป็นเวลา 10 ปี และทางกัมพูชานั้นได้ยื่นฟ้องคดีในปี 1959 ฉะนั้นทางศาลจึงสรุปว่า ทางศาลมีอำนาจในการตัดสิน (The Court held, unanimously, that it had jurisdiction.)
นอกจากนี้ท่าน finder ได้สรุปไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า

๑) สถานภาพของแผนที่ผนวก ๑ ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา หรือ (๒) เส้นเขตแดนในบริเวณที่พิพาทดัง นั้น ศาลฯ จึงงดเว้นการวินิจฉัยความถูกต้องของเส้นเขตแดนตามที่ปรากฏในแผนที่ผนวก ๑ ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชารวมทั้งสถานภาพของแผนที่ผนวก ๑ ทั้งฉบับ หรืออีกนัยหนึ่ง ศาลฯ ไม่ทำหน้าที่กรรมการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาจากที่เห็น เท่ากับว่า 1.แผนที่ทำขึ้นโดยไม่ตรงกับรายละเอียดในสนธิสัญญา 2.แผนที่ไม่ได้รับการรับรองโดยคณะกรรมการปักปันไทย-ฝรั่งเศสจึงเป็นแผนที่เก๊ ตั้งแต่หลัง1907
3.ศาลโลกไม่วินิจฉัยแผนที่และเส้นเขตแดน แผนที่จึงยังเก๊อยู่ ดังนั้นการที่คุณเอาคำตัดสินในส่วนของกฎหมายปิดปากมายืนยันว่าแผนที่นี้ไทยต้องยอมรับ ด้วยเหตุผลข้างต้นของคุณ เท่ากับคุณหรือกระทรวงการต่างประเทศเข้าใจผิดเอง การใช้กฎหมายปิดปากมีใช้กับประเทศไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้น คุณยอมรับว่ามันยุติธรรมหรือ และไทยก็ได้คัดค้านคำตัดสินและยืนข้อสงวนไว้ด้วย ทำให้ต้ัวปราสาทเป็นพื้นที่ที่อ้างสิทธิ์โดย2ประเทศ ไม่มีพื้นที่พิพาทอื่นใดอีก และในเวบของศาลโลก ไทยก็อยู่ในรายชื่อประเทศที่ไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลกด้วย(อ.ปานเทพ) การที่ไทยคัดค้านเพราะศาลโลกตัดสินไม่ยุติธรรม เชิญไปอ่านตามลิ้งค์นี้ ดูเฉพาะตอนที่2 ตอนท้าย"เบื้องหลังของคดีนี้"

กราบเรียนอีกครั้ง ผมอยากจะให้ท่านได้วกกลับไปอ่าน ในข้อโต้แย่งที่ผมนำมาข้างต้น ถ้าหากจะพลิกดูหน้าของคำพิพากษา ก็โปรดพลิกไปที่หน้า 39 ซึ่งระบุว่า "ประเทศไทยได้ยอมรับเส้นเขตแดนตรงจุดนี้ดังที่ลากไว้บนแผนที่โดยไม่คำนึงว่าจะตรงกันกับเส้นสันปันน้ำหรือไม่" และในหน้า ที่ 48 นั้น ศาลระบุไว้ว่า "การกำหนดเส้นเส้นสันปันน้ำไว้เพียงเท่านั้นคงไม่พอเพียงที่จะทำให้เส้นเขตแดนมีความมั่นคงแน่นอนหรือเป็นที่ยุติได้" และในหน้าที่ 49-50 นั้น ศษลได้ กล่าวต่อว่า "แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะให้คิดว่าคู่กรณีได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ แก่เส้นสันปันน้ำ โดยเจาะจงเมื่อเปรียบเทียบกับความสำคัญที่เหนือกว่าของการยึดถือเส้นเขตแดนในแผนที่ซึ่งได้ปัปันกันในเวลาต่อมาและเป็นที่ยอมรับแก่คู่กรณี " ฉะนั้นข้อ 1-3 ที่ท่านยกมาข้างต้นนั้น จึงไม่สามารถนำมากล่าวอ้างได้ในที่นี้นอกเสียจากว่าจะ "ล้มโต๊ะ" ให้ประชาคมนานาชาติก่นด่ากันถึงความใจคับแคบของเราที่ไม่ยอมรับปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลก และเรื่องดินแดนหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น โดยเฉพาะเรื่องเขตแดน เราจะมาคิดว่าเราเป็นศุนย์กลางยิ่งใหญ่นั้นหาเป็นไม่ได้ เราต้องดูด้วยว่าทางกัมพูชาเขา "ยึดถือ" ตามหลักใด และเรา ยึดอะไร แล้วมาตกลงกันส่วนกรณีที่ถามผมว่า "ยุติธรรมไหมกับการที่ใช้หลักกฎหมายปิดปาก (estopel) กับเรา" ถ้าหากท่านไม่ยอมรับคำตัดสินก็เปรียบเหมือนกับท่านกระทำความ ผิดคร่าชีวิตคนแล้วศาลตัดสินประหารชีวิต ท่านก็ออกมาโวยวายว่า "ไม่ยุติธรรมๆ" ไม่ว่าใครในโลกนี้ก็พึงกระทำกล่าวอ้างหาประโยชน์เข้าตนเองอยู่แล้ว ส่วนกรณีว่าไทยคัดค้านคำตัดสินของศาลโลกซึ่งปรากฎในหน้าเว็บของ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ผมในฐานะผู้น้อยก็อยากทราบเช่นกันว่าหน้าเว็บไหน ถ้าหากท่าน หรือ ปานเทพ มีก็กรุณาส่งให้ผมดูเถิด เพราะถ้าหากว่าคัดค้านจริงๆแล้ว เพราะเหตุใดเราจึง "ถอนทหารออกจากประสาท?" ไม่ว่าใครที่ศึกษาหลัก กฎหมายระหว่างประเทศเบื้องต้นจะทราบได้ว่า ศาลจะมีบทบาทต่อกรณีพิพาทเมื่อรัฐที่ตกอยู่ในกรณีพิพาท ยินยอมให้ศาลมาระงับคำพิพาท ในมาตราที่ 36 ของ ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนั้น "ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะมีบทบาทในการเป็นผู้ตัดสินได้ก็ต่อเมื่อ 1.รัฐจะต้องแสดงความยินยอมโดยการยื่นเป็นข้อตกลงพิเศษ (special agreement หรือ compromis) ตามมาตรา36 (1) ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ 2.สนธิสัญญาระบุให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีเขตอำนาจในการระงับข้อพิพาทอันเกิดจากการตีความและปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้น (compromissory clause) ตามมาตรา 36 (1) ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ 3.รัฐแถลงยอมรับเขตอำนาจบังคับของศาลไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งเป็นการยอมรับเขตอำนาจโดยบังคับ (compulsory jurisdiction) ไม่ต้องยื่นข้อตกลงพิเศษตามข้อหนึ่ง เพื่อแสดงความยอมรับเขตอำนาจของศาลอีกแล้ว ตาม มาตรา 36 (2) ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ มาตรา 36 ในธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศแสดงให้เห็นว่า รัฐสามารถเลือกที่จะใช้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเป็นวิธีระงับข้อพิพาทหรือไม่ก็ได้ แต่การจะนำคดีขึ้นสู่ศาลจะต้องตั้งอยู่บนความยินยอม (consent) ของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย " และนอกจากนี้ ในมาตราที่ 60 ของธรรมนูยยังได้ระบุว่า "The judgment is final and without appeal. In the event of dispute as to the meaning or scope of the judgment, the Court shall construe it upon the request of any party." ซึ่งก็หมายความว่า คำตัดสินถือเป็นที่สิ้นสุด และจะไม่มีการอุธรณ์ใดๆทั้งสิ้น และเรื่องปัญหาในการตีความนั้น ทางศาลจะดำเนินการจากการร้องขอของภาคี

ท่าน finder ยังได้ถามผมกลับอีกว่า

ผมขอถามคุณง่ายๆด้วยภาษาชาวบ้าน เพราะผมไม่ใช่นักกฎหมายอย่างคุณ ว่า
1.คุณเอาบทความนี้มาแสดงเพื่อจะยืนยันว่าไทยควรยอมรับแผนที่มาตั้งแต่ศาลโลกแล้วใช่หรือไม่
-ถ้าใช่ แสดงว่า พื้นที่ทับซ้อนตลอดแนวชายแดนที่ฝรั่งเศสตั้งใจลากผิด ต้องเป็นของเขมรหรือเขมรสามารถอ้างสิทธิ์ตามแผนที่ ใช่หรือไม่
-ถ้าไม่ใช่ การเอาบทความนี้มาแสดงและตีความเช่นนี้เป็นใครตีความครับ คุณหรือกระทรวงต่างประเทศ
2.ถ้าคุณตีความเอง และคุณเป็นนักฎหมายที่ไม่เกี่ยวกับกระทรวง ยังนับว่าไม่ร้ายแรง แต่ถ้าคุณทำงานในกระทรวงต่างประเทศ นี่นับว่าเป็นผลพวงของการตีความผิดที่เกิดขึ้นในกระทรวงมาตั้งแต่ต้น และได้สร้างปัญหาให้กับประเทศอยู่ในเวลานี้ครับ
3.ถ้าศาลโลกบอกว่าการที่เราไม่ปฏิเสธก็เท่ากับยอมรับ ด้วยกฎหมายปิดปาก ผมถามกลับบ้างว่า แล้วการที่เราไม่เคยยอมรับแผนที่นี้อย่างเป็นทางการมาก่อน จะบอกว่าเรายอมรับได้อย่างไร เพราะถ้าเราเคยยอมรับอย่างเป็นทางการ ศาลโลกคงไม่ต้องใช้กฎหมายปิดปากกับเรา และอีกเหตุผลหนึ่งคือ การที่ฝรั่งเศสวิ่งล็อบบี้คณะศาลรวมทั้งซื้อข่าวจากคนเดินสารของเราเพื่อช่วยเขมร ก็เห็นได้ว่า ศาลตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม มีศาลยุติธรรมที่ไหนเขาให้ล็อบบี้ครับ


จริงๆ ประเด็นข้อที่1 นี้ อยากจะตอบในกรอบวิเคราะห์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่าในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศแต่คงจะเป็นการเสียเวลามากเกินไป ง่ายๆสั้นๆมากที่สุดนั้น ในประชาคมโลกนั้นมีรัฐต่างๆมากมาย และไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตามที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหนึ่งกับอีกรัฐหนึ่งนั้น สิ่งที่สำคัญมากก็คือความยินยอมของแต่ละฝ่าย เพราะ แต่ละรัฐก็มีสิทธิเสมอภาคกันในเชิงกฎหมาย (ไม่นับกรณี potentialities หรือ capabilities อื่นๆ นะครับเดี๋ยวจะมีคนมาแย้ง) ดังนั้น เราไม่สามารถที่จะอ้างว่า "ฉันอะถูกนะ แกต้องยอมรับฉันนะ พื้นที่ตรงนี้เป็นของฉันนะ แกห้าม" คิดหรือครีบว่า อีกรัฐหนึ่งเขาจะยอมรับแบบที่ผมได้กล่าวมา?? ถ้ารัฐ A ยึดตามหลักนึง รัฐ B ยึดตามอีกหลักนึงนั้น และไม่มีการตกลงกันให้แน่ชัด ต่างฝ่ายต่างจะต้องการตักตวงให้ได้มากที่สุด พื้นที่ตรงนั้นก็เป็น No man's land เพราะถ้าประชากรของรัฐ B เข้ามาอยู่ รัฐ A ก็อ้างอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนจับกุมเสีย และรัฐ B ก็สามารถกระทำได้ในทำนองเดียวกัน ดังนั้น จึงมีภาคีที่สามเข้ามาระงับกรณีพิพาทนั่นก็คือศษลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งเราก็เป็นสมาชิกขององค์กรศาลดังกล่าว และจำต้องยอมรับเงื่อนไขต่างๆตามธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และในเมื่อกรรมการได้ตัดสินออกมา ควรหรือไม่ที่จะยอมรับ ถ้าอยากให้เรื่องราวบานปลาย ก็ไม่ต้องยอมรับหรอกครับ เพราะทางกัมพูชาก็จะดำเนินการตาม มาตราที่ 94 วรรค 2 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ นำเรื่องเข้าสู่คณะมนตรีความมั่นคงเพื่อ "หาทาง" ทำให้รัฐคู่กรณี (ไทย) กระทำตามพันธะแห่งคำตัดสิน
ข้อที่ 2 นั้น ผมกล่าวไปแล้วว่าผมไม่ใช่นักกฎหมายและก็ไม่ใช่ข้าราชการกระทรวงต่างประเทศด้วย ผมก็แค่ผู้น้อยที่หลงใหลในวิชาการเท่านั้นเอง
ส่วนที่ข้อที่ 3 นั้น ผมได้ชี้แจงมาแล้ว ว่าทำไมคำตัดสินถึงได้ออกมาเป็นเช่นนั้น ขอกราบเรียนท่านกลับไปอ่านด้านบนได้ใหม่นะครับ
"The unjust law is no law at all."
User avatar
sanddolphin
 
Posts: 477
Joined: Sun Apr 12, 2009 1:35 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby sanddolphin » Sat Jan 01, 2011 3:48 am

อาจจะยาวหน่อยนะครับ ด้วยความเคารพ
"The unjust law is no law at all."
User avatar
sanddolphin
 
Posts: 477
Joined: Sun Apr 12, 2009 1:35 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby sanddolphin » Sat Jan 01, 2011 3:54 am

เอกสารประกอบ

คำพิพากษาภาษาไทย http://www.mfa.go.th/190/book/international.pdf

กฎบัตรสหประชาชาติและธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ http://treaties.un.org/doc/Publication/ ... harter.pdf
"The unjust law is no law at all."
User avatar
sanddolphin
 
Posts: 477
Joined: Sun Apr 12, 2009 1:35 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby ไร้สีไร้กลิ่น » Sat Jan 01, 2011 5:31 am

ก็เพราะศาลไม่วินิจฉัยเรื่องแผนที่กับเขตแดนนี่แหละที่ทำให้ไทยยังพอมีโอกาสอยู่บ้าง(คิดเข้าข้างตัวเองน่ะครับ เพราะรู้ทั้งรู้ว่าศาลคงไม่ตลกพอจะบอกว่าปราสาทเป็นของเขมรส่วนพื้นที่รอบปราสาทเป็นของไทยหรอกนะ) ส่วนเขมรก็คงเข้าใจแบบคุณแซนดอลฟินนั่นแหละคือให้ยึดแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนเพราะไทยก็ใช้แผนที่นั้นตั้งนานไม่คัดค้าน(ทั้งที่จริงไทยก็คงอยากค้านแหละแต่กลัวอำนาจฝรั่งเศสตอนนั้น พอหมดยุคฝรั่งถึงได้ออกมาค้านแต่ก็ดันสายไป)
งั้นก็คงต้องดูว่ายังคัดค้านได้หรือไม่(มีศาลอื่นที่สูงกว่าศาลโลกไหม) ก็รู้ทั้งรู้ว่าแผนที่กับสันปันน้ำไม่ตรงกัน แต่ไทยไม่กล้าขัดใจฝรั่ง พอตัดสินกลับอ้างว่าไทยยอมรับแผนที่จึงให้แผนที่ถูกโดยไม่สนเนื้อหาในสนธิสัญญา เหมือนบอกว่าฟิล์มเป็นพ่อเพราะให้เงินค่าเลี้ยงดูโดยไม่ยอมตรวจ DNA (เอ่อ ไม่เกี่ยว)
สรุปเราทำตามคำตัดสินเรื่องตัวปราสาท แต่เรื่องพื้นที่เนื่องจากยังไม่มีการวินิจฉัยจึงต้องมาตกลงกันใหม่(แม้รู้ทั้งรู้ว่าศาลหมายถึงอะไรแต่ในเมื่อไม่ยอมตัดสินเราก็จะอ้างสิทธิของเรา :D )
ส่วนเรื่ง MOU ก็คงต้องใช้หลักการเดียวกันคือส่วนไหนที่ไม่ใช่ผลงานจากคณะกรรมการปักปันก็ต้องไม่นำเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เรื่องนี้เขมรก็คงไม่ยอมง่ายๆ แต่ก็หวังว่าจะมีทางออกได้สักวัน อาจจะเป็นหลังจากที่ไทยเอาเรื่องไปอุทธรณ์กับศาลจักรวาลแล้วชนะก็ได้ ใครจะรู้ :)
User avatar
ไร้สีไร้กลิ่น
 
Posts: 832
Joined: Tue Nov 23, 2010 1:49 am

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby andoe » Sat Jan 01, 2011 8:32 am

ก่อนอื่นขอบคุณ ข้อคิดเห็น และข้อมูล finder sanddolphin และ ไร้สีไร้กลิ่น
....กรณีเรื่องเขตแดน เขาพระวิหาร และ MOU 2543 ฯลฯ
ผมได้อ่านเรื่องราว และการถกเถียงของท่านทั้งหลายแล้ว ผมกลับรู้สึกตอบปัญหาที่ข้องใจ มากกว่าสื่ออื่นมากนัก แม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน แต่ทำให้ผมเข้าใจมากขึ้น จากคนที่ฟังผ่านๆ เป็นเริ่มปะดิดปะต่อเรื่องราวได้มากขึ้น
ไม่งั้นผมคงงงมากกว่านี้เป็นแน่ ทั้งพายุข้อมูล กรอบรูปแบบตรรกกะ จนถึงการเลือกช่วงเวลาอธิบาย ข้าง และฝ่าย


พอดีผมไปเจอวิดิโอลำดับข้อมูลเรื่องราวลำดับเรื่องดูง่ายดี>>>คณะวุฒิสภามา เลยมาแบ่งปันแก่ทุกท่าน
>>>
http://www.facebook.com/video/video.php ... 7011117032

อันนี้เป็นข้อมูลตอบเรื่องนี้จาก ดร.สมปอง สุจริตกุลคับ สัมภาษณ์โดยนักศึกษาคับ เสมือนมีท่านร่วมสนทนาด้วย
>>>
http://www.facebook.com/pages/khn-thiy- ... 2&comments


....เชิญต่อคับ
Last edited by andoe on Sat Jan 01, 2011 8:37 am, edited 2 times in total.
...................จะต้องมีข้อมูลมากมายไปทำไม.
ถ้าสุดท้ายแล้ว เราก็ตัดสินใจด้วย.......ความเชื่อ
User avatar
andoe
 
Posts: 290
Joined: Thu Dec 16, 2010 4:48 am

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby google » Sat Jan 01, 2011 8:34 am

finder wrote:
google wrote:ถ้าหมายถึงข้อค.มันบอกตอนไหนว่ายอมรับแผนที่1:200000ระวางนั้น
เพราะแผนที่1:200000ระวางนั้นมันไม่เข้าเงื่อนไขอยู่แล้ว
เมื่อไม่เข้าเงื่อนไขจะหมายถึงแผนที่1:200000ระวางนั้นได้อย่างไร
ถ้าเป็น1:200000ระวางอื่นก็ว่าไปอย่าง

จาก http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews ... 0000107078

เอกสารอีกชิ้นหนึ่งชื่อว่า “ปัญหาเขตแดนไทย-ลาว” ซึ่งจัดทำโดย กรมสนธิสัญญาและกฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ จัด ทำเมื่อปี พ.ศ. 2547 (ซึ่งเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นหลัง MOU 2543)

ในหน้า 15 - 16 ในเอกสารของกรมสนธิสัญญาฉบับนี้ระบุความตอนหนึ่งว่า:

(1)เนื่องจากแผนที่ชุดนี้เป็นผล งานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนฯ ชุดที่ 1 ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามสนธิสัญญาปี ค.ศ. 1904 ดังนั้นส่วนใหญ่ของแผนที่ชุดนี้ (จำนวน 9 ระวาง) จึงแสดงเส้นเขตแดนตามสนธิสัญญาและความตกลงฉบับปี ค.ศ. 1904 ซึ่งยังมีผลใช้บังคับอยู่จนถึงปัจจุบัน เพียง 6 ระวาง (ระวางเมืองคอบและเชียงล้อม / ระวางลำน้ำต่างๆ ทางภาคเหนือ/ ระวางเมืองน่าน/ ระวางจำปาสัก/ ระวางโขง/ และ “ระวางดงรัก”)

เห็นไหมครับว่า มีระวางดงรักด้วย คุณจะตีความว่าไงครับ



หนังสือลับที่มีอยู่จริง
หลักฐานที่หาที่มาที่ไปไม่ได้ ไม่รู้รายละเอียดในหนังสือ
แต่แกนนำบอกว่ามี กุก็ต้องเชื่อว่ามีอย่างไร้ข้อกังขา
User avatar
google
 
Posts: 1339
Joined: Sat Apr 03, 2010 11:36 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby finder » Sun Jan 02, 2011 2:13 am

sanddolphin wrote:กราบเรียนคุณ finder ที่เคารพครับ

ท้าวความก่อนเลยว่ากระผมไม่ใช่นักกฎหมาย เพียงแต่มีความสนใจในหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีตัวแสดงเป็นรัฐ และหลักสังคมศาสตร์ทั่วๆไป และโดย วัยวุฒิแล้วก็เป็นเพียงผู้น้อย ที่แสดงความคิดเห็นต่อกรณีประสาทเขาพระวิหารซึ่งมีความสัมพันธ์และสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองภายในของประเทศไทยและ ความสัมพันธ์ต่อกัมพูชา ออกตัวอีกอย่างนึงว่ากระผมมิได้เลือกข้างประชาธิปัตย์หรือว่าฝ่ายใดทั้งสิ้น

ท่าน finder เริ่มต้นกล่าวว่า
ตอนนั้นไทยไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบแผนที่ ถูกต้องไหมครับ


จากข้อมูลที่ผมค้นคว้ามา หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับแผนที่นั้นได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาแล้วในสัมยรัชกาลที่ 5 กล่าวคือในปี ค.ศ. 1885 [อ้างอิงจากงานของ ธงชัย วินิจกุล, Siam Mapped, หน้า 119] ดังนั้น ถ้าท่านถามว่า ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบถูกไหม ผมคิดว่าไม่ถูกนะครับผมและในคำตอบของท่าน finder ในข้อ 2 นั้นท่านกล่าวว่า
เรียนท่านsanddolphinครับ ข้อนี้ถ้าท่านมีหลีกฐานอย่างนี้ ก็ต้องยอมรับ ผมจะไม่สงสัยต่อหรอกครับว่า หน่วยงานแผนที่ของเรามีประสิทธิภาพเพียงใดในเวลานั้น และทำไมหน่วยงานนี้ไม่ทำแผนที่ขึ้นมาเอง เพราะไม่ใช่แก่นของเรื่องนี้ จะได้ไม่เสียเวลานะครับ เพราะตอบเสร็จก็จะรีบไปนอน :mrgreen:
ผมบอกตามตรงว่า ผมไม่ได้อ่านเนื้อหา ตามที่คุณบอกลิ้งค์มา ผมจึงขอตอบตามความคิดและจุดยืนของผมดังนี้

การที่แผนที่นี้จะเป็นที่ยอมรับว่าถูกต้องและเป็นที่ยอมรับได้ของทั้ง2ฝ่ายโดยเฉพาะไทย ต้องมีหลัก2ประการ
1.ทำขึ้นตามเนื้อหาในสนธิสัญญาโดยไม่ผิดเพี้ยน
2.ได้รับการรับรองโดยคณะกรรมการปักปัน....สยาม-ฝรั่งเศส แล้ว
ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขนี้ แผนที่ก็ยังเก๊นะครับ
อย่างนี้คุณคงไม่เถียงนะครับ และผมจะใช้จุดยืนนี้ในการตอบคุณและที่สำคัญ อย่าลืมว่าแก่นของเรื่องที่เราคุยกันคือคุณอ้างว่า

[color=#0000FF]คำตัดสินของศาลโลกทำให้เราต้องยอมรับแผนที่1:200,000โดยอัตโนมัติ ทั้งๆที่ไม่มีคำตัดสินในประเด็นนี้จากศาลโลก


2.จากข้อ1.,กรมพระยาดำรงท่านก็ไม่รู้เรื่องแผนที่ และการขอบใจก็เป็นมรรยาทที่ทุกคนควรทำเมื่อได้รับของ


ซึ่งถ้าหากว่าใครที่ศึกษากรณีนี้โดยการนั่งพลิกอ่านคำพิพากษาไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษอย่างจริงๆจังๆแล้วละก็ จะทราบได้ทันทีว่า ข้ออ้างนี้ ที่ท่าน finder ยกมา ทางศาลได้ระบุถึงประเด็นนี้ไว้อย่างละเอียดและเห็นได้ชัด ในหน้าที่ 32-34 นั้น จะเห็นได้ชัดว่า ศาลระบุในหน้าที่ 33 ย่อหน้าที่ 1 ว่า "ศาลไม่อาจรับฟังข้อต่อสู้เหล่านี้ได้ไม่ว่าจะในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย" สาเหุตก็เพราะว่า "ทั้ง สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปกรณ์ เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ และ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย...ได้ทรงเห็น...แผนที่เหล่านี้...บุคคลดังกล่าวข้างต้นนี้ ไม่มี ผู้ใดที่เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยเลย ทุกท่านหรือเกือบทุกท่านมีความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นนี้ดี บางท่านคงต้องมีความรู้เกี่ยวกับอาณาบริเวณเขาดงรัก เป็นที่ชัดแจ้งจากเอกสารหลักฐานในคดีนี้ว่า สมเด็จพระยาดำรงทรงสนพระทัยเป็นพิเศษในการปักปันเขตแดน และทรงมีความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับโบราณสถาณ จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดขุขันธ์ ซึ่งพระวิหารเคยเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดเรื่อยมาจนกระทั้งได้มีการทำความตกลงเมื่อ ค.ศ. 1904 จะไม่ทราบว่ามีพระวิหารตั้งอยู่ กล่าวง่ายๆก็คือว่า ข้ออ้างที่ท่านยกมานั้น ท่านสามารถตามไปอ่านได้ ในหน้าที่ 32-34 ทางศาลได้ให้เหตุผลหักล้าง แม้กระทั่งว่า ข้อโต้แย้งของฝ่ายไทยที่ว่า "ไม่มีบุคคลใดในประเทศไทยในสมัยนั้นได้ตระหนักถึงความสำคัญของประสาทพระวิหาร" ข้อโต้แย้งดังกล่าวศาลมองว่า "ย่อมไม่มีผลที่จะรับฟังได้ในข้อกฎหมาย คู่กรณีจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้มีการปรับปรุงเส้นเขตแดนใหม่โดยเหตุผลเพียงว่าบริเวณเขตแดนนั้นกลับมีความสำคัญขึ้น... " (หน้าที่ 34 ย่อหน้าที่ 2) สรุปง่ายๆก็คือ ทางศาลสันนิษฐานว่าทางสยามมีบุคคลากรที่มีความรู้ และ ถึงจะบอกว่าไม่มี ก็ไม่สามารถนำมาอ้างได้ ด้วยเหตุผลว่า เราได้ "ยอมรับ" นำมันมาใช้ แม้กระทั่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพยังได้ขอแผนที่มาจากอัครราชฑูตมา 15 ฉบับ(หน้า32)

ตรงส่วนนี้ขอตอบคุณดังนี้
ที่คุณยกมาข้างต้น เนื่องจากเป็นคำตัดสินที่ใช้กฎหมายปิดปากให้เราแพ้คดี คำบรรยายจึงเป็นการรวบรวมเหตุผลที่จะมาหักล้างข้อต่อสู้ของเรา และเขมรก็ทำสำเร็จ อันนี้ไม่ใช่ประเด็น
ประเด็นคือคุณเอาเหตุผลอะไรมาตีความว่า
คำตัดสินของศาลโลกทำให้เราต้องยอมรับแผนที่1:200,000โดยอัตโนมัติ ทั้งๆที่ไม่มีคำตัดสินในประเด็นนี้จากศาลโลก เพราะเท่าที่อ่านมา ยังไม่มีการรับรองโดยเจ้านายของไทยคนใด

การที่เราได้ "ยอมรับ" นำมันมาใช้ แม้กระทั่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพยังได้ขอแผนที่มาจากอัครราชฑูตมา 15 ฉบับ(หน้า32)
1.เป็นการรับรองแผนที่ทางนิตินัยหรือไม่ เพราะการรับรองอะไรที่เกิดจากการทำงานร่วมกัน ก็ควรจะต้องเซ็นด้วยกันทั้ง2ฝ่าย
แต่ถ้าไม่เซ็นหรือเซ็นไม่ครบ มีการกำหนดเงื่อนไขอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อให้มีผลสมบูรณ์หรือไม่ ถ้าไม่มีตามนี้ จะมีผลทางนิตินัยได้หรือครับ
2.ท่านเป็นตัวแทนของไทยอย่างเป็นทางการในการรับผิดชอบต่อจากคณะกรรมการปักปันฝ่ายไทยหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ จะอ้างว่าท่านรับแผนที่มาและขอเพิ่มภายหลัง จะไม่เป็นการที่คุณโมเมเองหรือครับ
สรุปตรงส่วนนี้ว่า การที่คุณอ้างคำพิพากษาศาลโลกมาในส่วนนี้ สามารถใช้อ้างเพียงให้ไทยแพ้คดีเขมร แต่ถ้าคุณจะใช้เพื่ออ้างว่าคำตัดสินของศาลโลกทำให้เราต้องยอมรับแผนที่1:200,000โดยอัตโนมัติ ทั้งๆที่ไม่มีคำตัดสินในประเด็นนี้จากศาลโลก ผมก็ยังมองไม่เห็นเหตุผลข้อไหนที่มีน้ำหนักพอนะครับ ผมคิดและอ้างเหตุผลแบบชาวบ้านนะครับ เพราะผมไม่ใช่นักฎหมาย :mrgreen:


นอกจากนี้ ตามหน้าที่ 30 นั้น ก็มีข้อความหนึ่งระบุไว้ว่า "ในเรื่องที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมตาม คำร้องขอ(เน้นโดยผมนะครับ ว่าเป็นตาม "คำร้องขอ") ของกรรมการฝ่ายสยามให้ กรรมการฝ่ายฝรั่งเศสช่วยจัดทำแผนที่เขตแดนต่างๆ ขึ้นนั้น บัดนี้คณะกรรมการฝ่ายฝรั่งเศสได้ปฏิบัติงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว"
นี่ก็อีกละครับ ที่คุณเน้น "คำร้องขอ"ของกรรมการฝ่ายสยามให้ กรรมการฝ่ายฝรั่งเศสช่วยจัดทำแผนที่เขตแดนต่างๆ คำร้องขอนี้เป็นการรับรองแผนที่โดยคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมอย่างนั้นหรือครับ

นอกจากนี้ถ้าหากลองเปิดไปอ่านดูที่หน้า 29-30 นั้นจะพบได้ว่า ทางสยามไม่ได้มีความพยายามที่จะขัดค้านแผนที่ดังกล่าว "ซ้ำยัง" ได้นำแผนที่อย่างละชุดส่งไปยังสถานฑูตไทย ณ กรุงลอนดอน เบอร์ลิน ประเทศรัซเซีย และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเหตุให้ศษมองว่า เจ้าหน้าที่สยามรับรู้ว่าแผนที่ที่ตนได้รับนั้นคือผลงานปักปันเขตแดนที่รัฐบาลสยามได้ "ร้องขอ"
ครับ สยามไม่เคยคัดค้านแผนที่นี้ จึงถูกพิพากษาให้แพ้เขมร แต่เราก็ไม่เคยยอมรับโดยการรับรองแผนที่นะครับ ดังนั้นการที่คุณตีความเอง โดยไม่มีคำพิพากษาเรื่องนี้รองรับ คุณต้องหาเหตุผลให้ได้ว่าเป็นจริงอย่างที่คุณตีความ

ท่าน finder ยังกล่าวเพิ่มเติมในข้อที่ 3 อีกว่า

3.การที่ท่านขอเพิ่ม, ก็จากข้อ1และ2 ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่า ประเทศมีอารยะ(เลว)อย่างนี้ จะกล้าทำเรื่องชั่วๆ โดยการขีดแผนที่ให้ผิดไปจากที่ตกลง
ในสนธิสัญญา และท่านก็มิได้มีหน้าที่รับรองแผนที่นะครับ ผู้ที่จะรับรองได้คือคณะกรรมการปักปัน....ซึ่งยุบไปก่อนที่แผนที่นี้จะเสร็จและส่งมาไทย เท่ากับแผนที่นี้ก็ยังไม่ได้รับการรับรองและที่มีบางคนว่า ว่าท่านได้เซ็นชื่อรับรองนั้น ไม่จริง เป็นการเซ็นรับมอบแผนที่ครับ(อ.เทพมนตรี)
ศาล มิได้พิจารณาในส่วนที่ท่านกล่าวอ้างมาเลย

หากแต่ศาลระบุว่า สยามได้รับแผนที่ผนวก 1 มาใช้ในทางพฤตินัยและไม่ได้คัดค้านแม้ว่าจะมีโอกาสหลายครั้งก็ตาม ในคำพิพากษาฉบับภาษาไทย หน้าที่ 36-38 สรปุโดยย่อก็คือ ประเทศไทยได้สำรวจบริเวณนี้ด้วยตนเองใน ค.ศ. 1934-1935 ซึ่งจากการสำรวจก็พบว่าเส้นสันปันน้ำกับเส้นบนแผนที่ไม่ตรงกัน และในปี ค.ศ. 1937 ในการลงนามในสนธิสัญญากับฝรั่งเศสเพื่อยืนยันเส้นเขตแดนร่วมที่มีอยู่แล้วอีกครั้งหนึ่ง "กรมแผนที่ของสยามก็ยังคงพิมพ์แผนที่แสดงว่าพระวิหารอยู่ในเขตแดนของกัมพูชาอยู่อีก" (หน้าที่ 37 ย่อหน้าที่ 2)
ก็อย่างที่ผมบอก คำพิพากษานี้ทำให้เราแพ้เขมร ผมย่อมไม่แย้งในส่วนนี้ แต่ส่วนนี้มันทำให้คุณสามารถตีความว่า คำตัดสินของศาลโลกทำให้เราต้องยอมรับแผนที่1:200,000โดยอัตโนมัติ ทั้งๆที่ไม่มีคำตัดสินในประเด็นนี้จากศาลโลกคุณตีความเกินคำพิพากษาได้อย่างไรครับ อย่าลืมว่าต้องตอบโจทย์2ข้อของผมได้ครบนะครับ ที่ผ่านมา ผมก็ยังไม่เห็น

ส่วนบทความหรือบทสัมภาษณ์ของสมปองนั้น ผมจะไม่กล่าวถึง เพราะเป็นปัญหาในข้อกฎหมาย และไม่เป็นประเด็นโดยตรงตามที่เราคุยกัน จึงขอตัดออก ใครสนใจเชิญอ่านในREPก่อนหน้า

นอกจากนี้ท่าน finder ได้สรุปไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า

๑) สถานภาพของแผนที่ผนวก ๑ ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา หรือ (๒) เส้นเขตแดนในบริเวณที่พิพาทดัง นั้น ศาลฯ จึงงดเว้นการวินิจฉัยความถูกต้องของเส้นเขตแดนตามที่ปรากฏในแผนที่ผนวก ๑ ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชารวมทั้งสถานภาพของแผนที่ผนวก ๑ ทั้งฉบับ หรืออีกนัยหนึ่ง ศาลฯ ไม่ทำหน้าที่กรรมการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาจากที่เห็น เท่ากับว่า 1.แผนที่ทำขึ้นโดยไม่ตรงกับรายละเอียดในสนธิสัญญา 2.แผนที่ไม่ได้รับการรับรองโดยคณะกรรมการปักปันไทย-ฝรั่งเศสจึงเป็นแผนที่เก๊ ตั้งแต่หลัง1907
3.ศาลโลกไม่วินิจฉัยแผนที่และเส้นเขตแดน แผนที่จึงยังเก๊อยู่ ดังนั้นการที่คุณเอาคำตัดสินในส่วนของกฎหมายปิดปากมายืนยันว่าแผนที่นี้ไทยต้องยอมรับ ด้วยเหตุผลข้างต้นของคุณ เท่ากับคุณหรือกระทรวงการต่างประเทศเข้าใจผิดเอง การใช้กฎหมายปิดปากมีใช้กับประเทศไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้น คุณยอมรับว่ามันยุติธรรมหรือ และไทยก็ได้คัดค้านคำตัดสินและยืนข้อสงวนไว้ด้วย ทำให้ต้ัวปราสาทเป็นพื้นที่ที่อ้างสิทธิ์โดย2ประเทศ ไม่มีพื้นที่พิพาทอื่นใดอีก และในเวบของศาลโลก ไทยก็อยู่ในรายชื่อประเทศที่ไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลกด้วย(อ.ปานเทพ) การที่ไทยคัดค้านเพราะศาลโลกตัดสินไม่ยุติธรรม เชิญไปอ่านตามลิ้งค์นี้ ดูเฉพาะตอนที่2 ตอนท้าย"เบื้องหลังของคดีนี้"

กราบเรียนอีกครั้ง ผมอยากจะให้ท่านได้วกกลับไปอ่าน ในข้อโต้แย่งที่ผมนำมาข้างต้น ถ้าหากจะพลิกดูหน้าของคำพิพากษา ก็โปรดพลิกไปที่หน้า 39 ซึ่งระบุว่า "ประเทศไทยได้ยอมรับเส้นเขตแดนตรงจุดนี้ดังที่ลากไว้บนแผนที่โดยไม่คำนึงว่าจะตรงกันกับเส้นสันปันน้ำหรือไม่" และในหน้า ที่ 48 นั้น ศาลระบุไว้ว่า "การกำหนดเส้นเส้นสันปันน้ำไว้เพียงเท่านั้นคงไม่พอเพียงที่จะทำให้เส้นเขตแดนมีความมั่นคงแน่นอนหรือเป็นที่ยุติได้" และในหน้าที่ 49-50 นั้น ศษลได้ กล่าวต่อว่า "แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะให้คิดว่าคู่กรณีได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ แก่เส้นสันปันน้ำ โดยเจาะจงเมื่อเปรียบเทียบกับความสำคัญที่เหนือกว่าของการยึดถือเส้นเขตแดนในแผนที่ซึ่งได้ปัปันกันในเวลาต่อมาและเป็นที่ยอมรับแก่คู่กรณี " ฉะนั้นข้อ 1-3 ที่ท่านยกมาข้างต้นนั้น จึงไม่สามารถนำมากล่าวอ้างได้ในที่นี้นอกเสียจากว่าจะ "ล้มโต๊ะ" ให้ประชาคมนานาชาติก่นด่ากันถึงความใจคับแคบของเราที่ไม่ยอมรับปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลก
ก็อย่างที่บอก ขอเน้นนะครับ เพื่อไม่ให้ลืม ไทยแพ้เขมรเพราะคำพิพากษานี้ ผมคิดว่าประโยคที่น่าสนใจคือ
"แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะให้คิดว่าคู่กรณีได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ แก่เส้นสันปันน้ำ โดยเจาะจงเมื่อเปรียบเทียบกับความสำคัญที่เหนือกว่าของการยึดถือเส้นเขตแดนในแผนที่ซึ่งได้ปัปันกันในเวลาต่อมาและเป็นที่ยอมรับแก่คู่กรณี "
ถ้าผมเดาไม่ผิด (เพราะผมไม่ไปอ่านหรอกครับ มันยาว จะดึกเกินไป :mrgreen: )คำว่า"เป็นที่ยอมรับแก่คู่กรณี"นี่น่าจะสรุปมาจากการที่เรายอมรับเอาแผนที่มาใช้ เชื่อว่าผมคงเดาไม่ผิด ถ้าผิดก็ขออภัย ใครที่มาอ่านคำสรุปนี้ก็อาจคิดว่าไทยรับรองแผนที่ไปแล้ว ซึ่งถ้าเป็นตามที่ผมเดา การยอมรับเอาแผนที่มาใช้นั้น มีการเซ็นรับรองแผนที่ก่อนเอามาใช้แล้วหรือครับ ถ้าไม่มีก็ยังไม่เข้าเงื่อนไขให้คุณตีความเป็นประเด็นที่เราคุยกันนะครับ
การที่คุณยกเอาประโยคที่ว่า"เป็นที่ยอมรับแก่คู่กรณี"ขึ้นมา น่าจะเป็นประโยคหลักที่คุณต้องการชี้ให้เห็นว่าไทยยอมรับแล้วตั้งแต่ตอนนั้น อย่างที่ผมเดา ถ้าผมเดาไม่ผิด ก็ถือว่าผมได้ชี้ให้เห็นว่า คุณตีความตอนนี้เกินจากความเป็นจริงตามตัวหนังสือ และยังแย้งกับที่ศาลโลกบอกไว้ว่าศาลโลกไม่ได้ตัดสินประเด็นแผนที่และเขตแดน นี่ก็ยิ่งชัดเจนนะครับ เพราะคำตัดสินด้วยกฎหมายปิดปากนี้ใช้เพื่อตัดสินให้เขมรได้ปราสาทเท่านั้น


และเรื่องดินแดนหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น โดยเฉพาะเรื่องเขตแดน เราจะมาคิดว่าเราเป็นศุนย์กลางยิ่งใหญ่นั้นหาเป็นไม่ได้ เราต้องดูด้วยว่าทางกัมพูชาเขา "ยึดถือ" ตามหลักใด และเรา ยึดอะไร แล้วมาตกลงกันส่วนกรณีที่ถามผมว่า "ยุติธรรมไหมกับการที่ใช้หลักกฎหมายปิดปาก (estopel) กับเรา" ถ้าหากท่านไม่ยอมรับคำตัดสินก็เปรียบเหมือนกับท่านกระทำความ ผิดคร่าชีวิตคนแล้วศาลตัดสินประหารชีวิต ท่านก็ออกมาโวยวายว่า "ไม่ยุติธรรมๆ" ไม่ว่าใครในโลกนี้ก็พึงกระทำกล่าวอ้างหาประโยชน์เข้าตนเองอยู่แล้ว
กรณีนี้เป็นเรื่องเขตแดนครับ ไม่ใช่ฆาตกรรม กรุณาอย่ายกเอาเรื่องที่ไม่ตรงกันมาเปรียบเทียบให้เห็นว่าร้ายแรงชนิดให้อภัยไม่ได้ ถ้าไทยต้องยอมรับ ทำไมเลขาสหประชาชาติจึงยอมรับคำคัดค้านของไทยและแจกจ่ายไปในสหประชาติ รวมทั้งข้อสงวนของไทยด้วย ถ้าทำไม่ได้ เลขาฯสหประชาชาติควรไม่รับหนังสือเหล่านี้ จริงไหมครับ และข้อสงวนยังมีอายุความตลอดไปด้วย ยิ่งชี้ว่า ไทยสามารถทำได้ครับ

ส่วนกรณีว่าไทยคัดค้านคำตัดสินของศาลโลกซึ่งปรากฎในหน้าเว็บของ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ผมในฐานะผู้น้อยก็อยากทราบเช่นกันว่าหน้าเว็บไหน ถ้าหากท่าน หรือ ปานเทพ มีก็กรุณาส่งให้ผมดูเถิด
คงต้องขอดูที่เวบของอาจราย์ปานเทพ เป็นเฟซบุ๊คครับ เข้าไปแล้วพิมพ์ชื่ออาจารย์เป็นภาษาไทยแล้วกดsearch ก็คุยได้

เพราะถ้าหากว่าคัดค้านจริงๆแล้ว เพราะเหตุใดเราจึง "ถอนทหารออกจากประสาท?"
ในบทความของอ.สมปอง ก็บอกเหตุผลไว้แล้ว คุณไปอ่านเองละกัน (นี่จะตี2แล้วครับ) :mrgreen:

ไม่ว่าใครที่ศึกษาหลัก กฎหมายระหว่างประเทศเบื้องต้นจะทราบได้ว่า ศาลจะมีบทบาทต่อกรณีพิพาทเมื่อรัฐที่ตกอยู่ในกรณีพิพาท ยินยอมให้ศาลมาระงับคำพิพาท ในมาตราที่ 36 ของ ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนั้น "ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะมีบทบาทในการเป็นผู้ตัดสินได้ก็ต่อเมื่อ 1.รัฐจะต้องแสดงความยินยอมโดยการยื่นเป็นข้อตกลงพิเศษ (special agreement หรือ compromis) ตามมาตรา36 (1) ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ 2.สนธิสัญญาระบุให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีเขตอำนาจในการระงับข้อพิพาทอันเกิดจากการตีความและปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้น (compromissory clause) ตามมาตรา 36 (1) ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ 3.รัฐแถลงยอมรับเขตอำนาจบังคับของศาลไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งเป็นการยอมรับเขตอำนาจโดยบังคับ (compulsory jurisdiction) ไม่ต้องยื่นข้อตกลงพิเศษตามข้อหนึ่ง เพื่อแสดงความยอมรับเขตอำนาจของศาลอีกแล้ว ตาม มาตรา 36 (2) ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ มาตรา 36 ในธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศแสดงให้เห็นว่า รัฐสามารถเลือกที่จะใช้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเป็นวิธีระงับข้อพิพาทหรือไม่ก็ได้ แต่การจะนำคดีขึ้นสู่ศาลจะต้องตั้งอยู่บนความยินยอม (consent) ของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย " และนอกจากนี้ ในมาตราที่ 60 ของธรรมนูยยังได้ระบุว่า "The judgment is final and without appeal. In the event of dispute as to the meaning or scope of the judgment, the Court shall construe it upon the request of any party." ซึ่งก็หมายความว่า คำตัดสินถือเป็นที่สิ้นสุด และจะไม่มีการอุธรณ์ใดๆทั้งสิ้น และเรื่องปัญหาในการตีความนั้น ทางศาลจะดำเนินการจากการร้องขอของภาคี
เออ,ไม่เกี่ยวกับผมนะ ขอข้าม อ่านแล้วปวดหัวครับ :mrgreen:

ท่าน finder ยังได้ถามผมกลับอีกว่า

ผมขอถามคุณง่ายๆด้วยภาษาชาวบ้าน เพราะผมไม่ใช่นักกฎหมายอย่างคุณ ว่า
1.คุณเอาบทความนี้มาแสดงเพื่อจะยืนยันว่าไทยควรยอมรับแผนที่มาตั้งแต่ศาลโลกแล้วใช่หรือไม่
-ถ้าใช่ แสดงว่า พื้นที่ทับซ้อนตลอดแนวชายแดนที่ฝรั่งเศสตั้งใจลากผิด ต้องเป็นของเขมรหรือเขมรสามารถอ้างสิทธิ์ตามแผนที่ ใช่หรือไม่
-ถ้าไม่ใช่ การเอาบทความนี้มาแสดงและตีความเช่นนี้เป็นใครตีความครับ คุณหรือกระทรวงต่างประเทศ
2.ถ้าคุณตีความเอง และคุณเป็นนักฎหมายที่ไม่เกี่ยวกับกระทรวง ยังนับว่าไม่ร้ายแรง แต่ถ้าคุณทำงานในกระทรวงต่างประเทศ นี่นับว่าเป็นผลพวงของการตีความผิดที่เกิดขึ้นในกระทรวงมาตั้งแต่ต้น และได้สร้างปัญหาให้กับประเทศอยู่ในเวลานี้ครับ
3.ถ้าศาลโลกบอกว่าการที่เราไม่ปฏิเสธก็เท่ากับยอมรับ ด้วยกฎหมายปิดปาก ผมถามกลับบ้างว่า แล้วการที่เราไม่เคยยอมรับแผนที่นี้อย่างเป็นทางการมาก่อน จะบอกว่าเรายอมรับได้อย่างไร เพราะถ้าเราเคยยอมรับอย่างเป็นทางการ ศาลโลกคงไม่ต้องใช้กฎหมายปิดปากกับเรา และอีกเหตุผลหนึ่งคือ การที่ฝรั่งเศสวิ่งล็อบบี้คณะศาลรวมทั้งซื้อข่าวจากคนเดินสารของเราเพื่อช่วยเขมร ก็เห็นได้ว่า ศาลตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม มีศาลยุติธรรมที่ไหนเขาให้ล็อบบี้ครับ


จริงๆ ประเด็นข้อที่1 นี้ อยากจะตอบในกรอบวิเคราะห์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่าในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ
ยังจะบอกว่าเป็นนักกฎหมายธรรมดาที่สนใจกฎหมายหรือครับ

แต่คงจะเป็นการเสียเวลามากเกินไป ง่ายๆสั้นๆมากที่สุดนั้น ในประชาคมโลกนั้นมีรัฐต่างๆมากมาย และไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตามที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหนึ่งกับอีกรัฐหนึ่งนั้น สิ่งที่สำคัญมากก็คือความยินยอมของแต่ละฝ่าย เพราะ แต่ละรัฐก็มีสิทธิเสมอภาคกันในเชิงกฎหมาย (ไม่นับกรณี potentialities หรือ capabilities อื่นๆ นะครับเดี๋ยวจะมีคนมาแย้ง) ดังนั้น เราไม่สามารถที่จะอ้างว่า "ฉันอะถูกนะ แกต้องยอมรับฉันนะ พื้นที่ตรงนี้เป็นของฉันนะ แกห้าม" คิดหรือครีบว่า อีกรัฐหนึ่งเขาจะยอมรับแบบที่ผมได้กล่าวมา?? ถ้ารัฐ A ยึดตามหลักนึง รัฐ B ยึดตามอีกหลักนึงนั้น และไม่มีการตกลงกันให้แน่ชัด ต่างฝ่ายต่างจะต้องการตักตวงให้ได้มากที่สุด พื้นที่ตรงนั้นก็เป็น No man's land เพราะถ้าประชากรของรัฐ B เข้ามาอยู่ รัฐ A ก็อ้างอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนจับกุมเสีย และรัฐ B ก็สามารถกระทำได้ในทำนองเดียวกัน ดังนั้น จึงมีภาคีที่สามเข้ามาระงับกรณีพิพาทนั่นก็คือศษลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งเราก็เป็นสมาชิกขององค์กรศาลดังกล่าว และจำต้องยอมรับเงื่อนไขต่างๆตามธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และในเมื่อกรรมการได้ตัดสินออกมา ควรหรือไม่ที่จะยอมรับ ถ้าอยากให้เรื่องราวบานปลาย ก็ไม่ต้องยอมรับหรอกครับ เพราะทางกัมพูชาก็จะดำเนินการตาม มาตราที่ 94 วรรค 2 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ นำเรื่องเข้าสู่คณะมนตรีความมั่นคงเพื่อ "หาทาง" ทำให้รัฐคู่กรณี (ไทย) กระทำตามพันธะแห่งคำตัดสิน
ผมถือว่าคุณพยายามตีกรรเชียงหลบนะครับ ไม่ตอบตรงๆอย่างที่พยายามทำมาตลอด เพราะกลัวว่าภาพของคุณจะออกมาเป็นผู้ร้ายในสายตาคนไทยใช่ไหมครับ
ทั้งหมดที่คุณกล่าวมา เพราะว่าคุณได้ตีความเกินกว่าคำตัดสินของศาลโลก ทำให้คุณคิดว่า ไทยควรยอมรับเรื่องต่างๆเหล่านี้ตามที่คุณว่ามา ผมเดาถูกไหมครับ
อยากให้คุณลองคิดว่า ถ้าคุณ ตีความผิดล่ะหรือประเทศไทยตีความอย่างคุณว่ามา เราจะเสียค่าโง่ให้เขมรใช่ไหม อายลูกหลานตายเลยครับ แต่ไม่ว่าจะตีความผิดหรือถูก การโต้แย้งต่างๆก็ควรมี ตามหลักฐานที่แต่ละฝ่ายมี ไม่ใช่ไปยอมรับแต่ต้นว่าเราผิด เพราะเราก็มีเหตุผลและหลักฐานของเราเช่นกัน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคดีขึ้นศาลกันหรอกครับ นี่ละครับ ธรรมชาติของการต่อสู้ของมนุษย์


ข้อที่ 2 นั้น ผมกล่าวไปแล้วว่าผมไม่ใช่นักกฎหมายและก็ไม่ใช่ข้าราชการกระทรวงต่างประเทศด้วย ผมก็แค่ผู้น้อยที่หลงใหลในวิชาการเท่านั้นเอง
ส่วนที่ข้อที่ 3 นั้น ผมได้ชี้แจงมาแล้ว ว่าทำไมคำตัดสินถึงได้ออกมาเป็นเช่นนั้น ขอกราบเรียนท่านกลับไปอ่านด้านบนได้ใหม่นะครับ
ครับ แต่ยังตอบไม่หมด ตรงที่ว่า มีศาลยุติธรรมที่ไหนยอมให้มีการล็อบบี้ และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ไทยรู้อยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้ และเป็นเรื่องอยุติธรรมที่คนไทยต้องจำ และไม่ให้เกิดขึ้นอีก

สรุป กราบเรียนว่า การตีความเกินคำตัดสินของศาลโลกของคุณนั้น ผมยังไม่เห็นข้อมูลที่หนุนการตีความว่าคำตัดสินของศาลโลกทำให้เราต้องยอมรับแผนที่1:200,000โดยอัตโนมัติ ตามที่ผมได้แย้งไปแล้ว เนื่องจากผมเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่นักกฎหมาย การแย้งของผมอาจมีข้อผิดพลาดในทางกฎหมาย ก็ต้องกราบขออภัยอย่างสูงมานะที่นี้ด้วยครับ (ให้เห็นว่าผมสุภาพสมน้ำสมเนื้อกับคุณนะ)

ปล.ในอีกไม่นานนี้ ผมจะขอรบกวนให้คุณตีความกฎหมายให้ผมสักหน่อย เป็นในประเด็นที่บอร์ดนี้คุยกัน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวครับ เพื่อให้กระจ่างกันเสียที แล้วผมจะตั้งเป็นกระทู้ถามโดยตรง กราบขอบพระคุณล่วงหน้า(เห็นไหมครับ สุภาพเสมอต้น เสมอปลาย :mrgreen: )
User avatar
finder
 
Posts: 3547
Joined: Fri Jun 11, 2010 8:26 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby คนบาป » Sun Jan 02, 2011 3:46 am

นายกฯแจงผ่านเฟซบุ๊กจุดยืน ๒๐ ข้อยึด MOU๔๓


"อภิสิทธิ์"แพร่บทความ ๒๐หน้าผ่านเฟซบุ๊ก เปรียบเทียบจุดยืนของพันธมิตรฯ ๒๐ ข้อ ยืนยันทำถูกต้องยึดมั่นดำเนินการตามเอ็มโอยู ๔๓

เมื่อเวลาประมาณ ๐๕.๐๐ น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ใช้ช่องทางเฟซบุ๊ก Abhisit Vejjajiva เผยแพร่บทความ โดยโพสต์ข้อความหัวข้อ "เปรียบเทียบจุดยืนกรณีเขตเเดนไทย-กัมพูชา" มีความยาว ๒๐ หน้า เปรียบเทียบจุดยืนกรณีเขตแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างรัฐบาลประชาธิปัตย์ กับจุดยืนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) สรุปได้ ๒๐ ข้อ ดังนี้

๑.รัฐบาลใช้บันทึกความเข้าใจ ปี ๔๓ เป็นกลไกในการเจรจา โดยแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก ไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการปักปัน ไม่เป็นไปตามสนธิสัญญาฯ ไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย และไม่สามารถนำไปถ่ายทอดลงในภูมิประเทศจริงได้

๒.บันทึกความเข้าใจ ปี ๔๓ กำหนดให้จัดทำภาพถ่ายทางอากาศ และสำรวจภูมิประเทศร่วมกัน เมื่อใช้เทคโนโลยีปัจจุบันแล้วจะพบว่า ภูมิประเทศจริงไม่ได้เป็นไปตามแผนที่ระวางดงรัก จะยืนยันว่าแผนที่ดังกล่าวนำมาใช้ไม่ได้

๓.แนวสันปันน้ำมีคำจำกัดความทางวิชาการเป็นสากล มีกฎหมายระหว่างประเทศรับรอง มิใช่เป็นการสำรวจ และหาแนวสันปันน้ำใหม่

๔.การมีบันทึกความเข้าใจ ปี ๔๓ เพื่อป้องกันไม่ให้กัมพูชานำเรื่องการตีความคดีเขาพระวิหารขึ้นศาลโลกได้อีก

๕.รัฐบาลได้ทำหนังสือถึงกัมพูชา จะใช้แผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ระวางดงรัก

๖.หากไม่มีบันทึกความเข้าใจ ปี ๔๓ ต่างฝ่ายต่างจะยึดถือเส้นเขตแดนธรรมชาติที่ตนเองเข้าใจ ก็จะเกิดความขัดแย้งนำไปสู่การสู้รบ กัมพูชาได้ละเมิดบันทึกความเข้าใจ ปี ๔๓ ข้อ ๕ ไทยทำหนังสือประท้วงไปหลายครั้ง และกัมพูชายอมที่จะย้ายชุมชน และตลาดออก จากพื้นที่ดังกล่าว

7.บันทึกความเข้าใจ ปี ๔๓ เป็นกลไกทวิภาคี ในการแก้ไขข้อพิพาทด้านเขตแดนอย่างสันติวิธี ไม่จำเป็นต้องพึ่งสหประชาชาติ หรือศาล โลกเข้ามาร่วมแก้ไขข้อพิพาท

๘.ไทยไม่เคยสละหลักสันปันน้ำ และไม่ยอมรับแผนบริหารจัดการมรดกโลกของกัมพูชา ทำให้การประชุมมรดกโลกเลื่อนไปเป็นมิถุนายนปีหน้า

๙.กัมพูชาไม่สามารถเสนอพื้นที่กันชนต่อมรดกโลก ต้องรอเจรจากับไทยตามบันทึกความเข้าใจ ปี ๔๓

๑๐.นายสุวิทย์ (คุณกิตติ) ไม่มีอำนาจลงนามประนีประนอม เนื่องจากไม่ได้เป็นกรรมการมรดกโลก แต่ลงนามเพื่อรับรองว่ามติการประชุมเป็นที่พึงพอใจของไทย และเอกสารที่กัมพูชามอบไว้ในการประชุมครั้งที่ ๓๔ ยังมิใช่เอกสารอ้างอิงที่จะใช้ในการประชุมครั้งที่ ๓๕ ในปีหน้า เพราะกัมพูชายังละเมิดบันทึกความเข้าใจ ปี ๔๓ ต้องทำเอกสารใหม่ และไทยสงวนสิทธิ์ขอพิจารณาในรายละเอียด และเอกสารของกัมพูชาที่แนบท้ายแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน กัมพูชาทำมาแจกนอกรอบไม่ใช่เอกสารการประชุม ไทยไม่ยอมรับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และได้ท้วงติงการที่ยูเนสโกให้เงินกัมพูชา ๕ หมื่นเหรียญเพื่อซ่อมแซมตลาด และพื้นที่ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการเจรจาตามบันทึกความเข้าใจ ปี ๔๓ และไทยยืนยันจะคัดค้านการตั้งคณะกรรมการประสานงานนานาชาติเพื่ออนุรักษ์ปราสาทพระวิหาร เพราะเข้าข่ายล่วงละเมิดอธิปไตยไทย

๑๑.บันทึกความเข้าใจ ปี ๔๓ เป็นตัวยืนยันว่ายังมีข้อพิพาทเขตแดนอยู่ ต้องตกลงกันให้เรียบร้อยก่อน

๑๒.การยกเลิกบันทึกความเข้าใจ ปี ๔๓ จะทำให้ต่างฝ่ายต่างยึดแนวทางที่ตัวเองเชื่อ จะนำไปสู่การเผชิญหน้ากัน

๑๓.ผลการประชุมเจบีซีไม่มีผลเสีย เพราะบันทึกความเข้าใจ ปี ๔๓ ยึดตามหลักสันปันน้ำ แผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนของกัมพูชานำมาใช้ไม่ได้ ที่ไม่คัดค้านในที่ประชุมเพราะเป็นสิทธิของกัมพูชาจะเข้าใจตามที่ตัวเองเชื่อ แต่ตามกรอบเจบีซีแผนที่ดังกล่าวใช้ไม่ได้ กระทรวงการต่างประเทศจะปรับท่าทีในการประชุมครั้งต่อไป และไทยจะไม่มีการถอนทหารออกจากพื้นที่ดังกล่าว

๑๔.การตั้งกรรมาธิการศึกษาเรื่องเจบีซี ไม่ได้เป็นการถ่วงเวลา แต่ตั้งตามที่พันธมิตรฯ เสนอ

๑๕.การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ เป็นความผิดพลาดทางเทคนิค ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

๑๖.การที่ ๗๙ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เข้าชื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกรอบเจบีซี เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการอ้างอิงของรัฐสภา

๑๗.รัฐบาลไม่มีแนวคิดที่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวไทยเข้าไปเยี่ยมชมปราสาทพระวิหาร กัมพูชาออกข่าวแต่เพียงฝ่ายเดียว ไทยไม่ถอนทหาร กัมพูชายอมถอนชุมชนและตลาด ต้องเจรจาตามกรอบบันทึกความเข้าใจ ปี ๔๓ ต่อไป จึงยังไม่สามารถทำแผนบริหารจัดการมรดกโลกได้

๑๘.การไม่ถอนตัวจากภาคีมรดกโลกทำให้ไทยมีช่องทางต่อสู้มากขึ้น คณะกรรมการมรดกโลกต้องฟังไทย และชะลอการพิจารณาแผนบริหารจัดการไปปีหน้า และไม่ได้ทำให้เวลาในการแก้ปัญหาเหลือน้อยลง เนื่องจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกกำหนดไว้เดือนมิถุนายน ๒๕๕๔

๑๙.หากเห็นว่าการเป็นภาคีมรดกโลกไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป เราก็ทิ้งหมากตัวนี้ได้ แต่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคณะกรรมการมรดกโลกไม่ฟังเราเท่านั้น และการถอนตัวในภายหลังก็ไม่ได้ส่งผลเสียหายใดๆ

๒๐.รัฐบาลยืนยันว่าการทำให้มีสงครามหรือปะทะกันมิได้ช่วยแก้ปัญหา หลังจากยุติการปะทะกันก็ต้องหันเข้ามาเจรจากันอยู่ดี

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๓
User avatar
คนบาป
 
Posts: 13482
Joined: Fri Nov 19, 2010 3:52 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby ไร้สีไร้กลิ่น » Sun Jan 02, 2011 11:36 am

ตอนนี้ประเด็นที่คุณแซนดอลฟินเสนอคือ การที่ศาลโลกพิจารณาให้ปราสาทเป็นของเขมรนั้นเนื่องมาจากใช้กฎหมายปิดปากที่มองว่าไทยยอมรับเอาแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนมาใช้และไม่ได้มีการคัดค้าน ซึ่งจากแผนที่นี้ปราสาทตั้งอยู่ฝั่งเขมร จึงตัดสินว่าปราสาทตั้งอยู่บนดินแดนอธิปไตยของเขมร คุณแซนดอลฟินจึงมองว่าศาลตัดสินให้ยอมรับแผนที่ไปด้วย(ศาลไม่สนใจหลักสันปันน้ำ ไม่สนว่าแผนที่ถูกหรือไม่ แต่มองว่าคณะกรรมการใช้ให้ฝรั่งเศสทำแผนที่แล้วไทยก็ยึดแผนที่นั้นมาตลอด ซึ่งปราสาทไปอยู่ฝั่งเขมรไทยก็ไม่คัดค้าน) แต่ในข้อเรียกร้องของเขมรอื่นๆศาลไม่วินิจฉัยคือไม่ได้วินิจฉัยว่าให้ใช้เขตแดนตาม 1 ต่อ 2 แสน(เนื่องจากไม่ได้อยู่ในคำร้องเริ่มแรก และไทยสงวนสิทธิ์ไม่ต่อสู้ในประเด็นที่ให้รับรองว่าแผนที่ถูกต้องและให้แบ่งเขตแดนโดยใช้แผนที่) จึงเกิดเป็นความสับสนของทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายไทยเข้าใจว่าสันปันน้ำยังคงเป็นของไทย ส่วนปราสาทเท่านั้นเป็นของเขมร ถ้าถามว่านี่คือความเข้าใจของไทยอย่างเดียวหรือไม่(ไทยคิดเข้าข้างตัวเองหรือไม่) ก็อาจไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะจากข่าวที่เคยมีเขมรนั่งเฮลิคอปเตอร์มาเพื่อจะมาปราสาทนั้นถูกฝั่งไทยยิงตกไปแสดงให้เห็นว่าเขมรก็มองว่าพื้นที่รอบปราสาทเป็นของไทยจึงต้องนั่งฮ.มาและก็ไม่ได้มีการเรียกร้องไปยังส่วนที่บังคับใช้อำนาจของศาลโลกให้มาลงโทษไทยที่ไม่ถอนทหารออกไปจากเขตเขมรตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ทหารไทยก็ยังคงอยู่ที่รอบพระวิหารมาตลอด ส่วนเขมรในภายหลังอาจกลับมามองว่าแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนของตนนั้นถูกต้องแล้ว มองว่าศาลโลกยอมรับแล้วหรือไม่ผมก็ไม่แน่ใจแต่ถ้าดูจากการปฏิบัติของเขาขณะนี้ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น จริงๆอาจคิดแบบนี้มาตั้งแต่ตัดสินแล้วแต่ติดปัญหาการเมืองในประเทศทำให้ไม่มีเวลามาสนใจไทย แต่ปัจจุบันก็ยังไม่เห็นมีการมาบอกให้ไทยออกไปจากเขตแดนตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน(ซึ่งก็ทำไม่ได้เพราะศาลไม่ได้วินิจฉัยไทยจึงไม่จำเป็นต้องถอยร่นออกไป)
ที่ผ่านมาไทยก็ทำตามคำตัดสินของศาลโลกคือถอนกำลังทหารออกจากตัวปราสาท ส่วนเรื่องคัดค้านนี่ผมไม่แน่ใจว่าถ้าศาลโลกตัดสินแล้วเรามีโอกาสคัดค้านหรือไม่ ถ้าคัดค้านได้จะต้องทำอย่างไรเพราะนี่ก็ผ่านมาตั้งนานก็ไม่เห็นความคืบหน้าว่าจะดำเนินการคัดค้านอย่างไร เพราะถ้าเกิดจากหลักฐานผิดพลาดพอเจอหลักฐานใหม่ก็คัดค้านได้ แต่นี่รู้ทั้งรู้ว่าผิดพลาดแต่มองว่าไทยไม่คัดค้านก็เลยถือเป็นการยอมรับข้อผิดพลาดนั้น ดังนั้นต่อให้มีหลักฐานว่าสันปันน้ำเป็นของไทยก็จะยังถือว่าปราสาทอยู่บนพื้นที่เขมรหรือไม่ หรือต้องมีหลักฐานว่าไทยมีการคัดค้านแผนที่นี้มาก่อน
User avatar
ไร้สีไร้กลิ่น
 
Posts: 832
Joined: Tue Nov 23, 2010 1:49 am

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby คนบาป » Sun Jan 02, 2011 9:04 pm

หลังจากศาลโลกได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชาในเดือน มิ.ย.2505 ในเดือนถัดมาไทยก็ได้ยื่นบันทึกต่อศาลโลกพร้อมแผนที่ฉบับนี้แสดงที่ตั้งของปราสาทพระวิหารกับบริเวณโดยรอบและเส้นเขตแดนตามแนวสันปันน้ำที่ไทยสงวนที่จะกล่าวอ้าง ภาพล่างซ้ายแสดงให้เห็นว่าไทยยอมรับให้พื้นที่แก่ปราสาทที่กว้างที่สุดเพียง 100 เมตรเท่านั้น อาณาบริเวณข้างนอกเส้นปรุเป็นพื้นที่เขตสันปันน้ำ

จากผลของคำพิพากษาศาลโลก ทุกรัฐบาลและคนไทยทั้งมวลเชื่อว่าแผนที่ประเทศไทยคงแหว่งไปเฉพาะเท่าที่ไทยขีดให้ไปเท่านั้น

และหลังจากนั้นก็ไม่ปรากฎว่ามีเรื่องการประท้วง หรือเรียกร้องจากกัมพูชามากไปกว่าสิ่งที่ไทยได้ปฏิบัติไปแล้ว ตั้งแต่การย้ายเสาธงลงมาและล้อมรั้วลวดหนามส่งมอบการครอบครองไปเท่านั้น

การเจรจาตกลงกับกัมพูชาเรื่องเขตแดนบริเวณปราสาท ฝ่ายไทยยังยืนยันตามแผนที่นี้มาตลอดจนถึงปัจจุบัน

Image
User avatar
คนบาป
 
Posts: 13482
Joined: Fri Nov 19, 2010 3:52 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby finder » Sun Jan 02, 2011 10:15 pm

เพื่อให้ชัดเจนขึ้น ผมจะให้เห็นว่า หลังตัดสินแล้วกัมพูชามีปฏิกิริยาอย่างไร โดยยกเอาบทความเรื่องปราสาทพระวิหาร
ของอ.สมปอง สุจริตกุล ที่กล่าวถึงตรงนี้
ปฏิกิริยาของกัมพูชา
หลัง จากไทยได้ถอนบุคลากรจากประสาทพระวิหารตามคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่าง ประเทศ กัมพูชาก็ยอมรับสภาพโดยดี และมิได้โต้แย้งในการที่ไทยได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาและตั้งข้อ สงวนไว้อย่างชัดเจน กัมพูชานิ่งเฉยตลอดระยะเวลา ๕ ทศวรรษโดยมิได้เรียกร้องอะไรอื่นอีก กัมพูชา เริ่มมีปฏิกิริยาเมื่อประมาณ ๕-๖ ปีมานี้
1.จะเห็นว่า5ทศวรรษนะครับที่กัมพูชายอมรับสภาพเท่าที่ไทยกันพื้นที่ให้และไม่โต้แย้งคำคัดค้านและข้อสงวนของไทย เ่ท่ากับเขมร
ยอมรับตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า ศาลให้เขมรเท่านี้ เพราะถ้าไม่ใช่ ทำไมเขมรจึงนิ่งเฉย
2.หลังการตัดสิน เจ้าสีหนุได้ขึ้นมาที่ปราสาทโดยขึ้นมาทางบันไดหัก ซึ่งถ้าศาลได้ตัดสินดังที่คุณsanddolphinเข้าใจ พื้นที่ที่เขมรได้
จะครอบคลุมเลยบันไดนาค เจ้าสีหนุก็ไม่ต้องปีนบันไดหักขึ้นมา นี่คืออีกเหตุผลที่ยืนยันในเรื่องนี้ได้

เรื่องที่อยากชี้แจงเพิ่มเติม
เพื่อให้เข้าใจชัดเจนขึ้น เนื่องจากตอนที่ผมแย้งไปนั้น เป็นเวลาที่ดึก ผมไม่มีเวลาจะอธิบายมากนัก จึงขอขยายความให้ชัดเจนในตอนนี้

1.ขอแสดงความเห็นว่า การที่ท่านsanddolphinจะสามารถตีความเกินคำพิพากษาของศาลโลกได้ จะต้องมีองค์ประกอบของหลักฐานและเหตุผลที่เกินจากที่ศาลโลกแถลงมา เพราะขนาดศาลโลกยังทำได้แค่ บอกว่าไทยต้องยอมรับแผนที่โดยอาศัยเหตุการณ์แวดล้อมต่างๆเป็นเหตุผล แต่ไม่สามารถชี้ให้เห็นว่า ไทยเคยรับรองแผนที่ ดังนั้นถ้าท่านsanddolphinไม่มีหลักฐานมากกว่านี้ ก็เป็นไปไม่ได้ครับที่จะตีความให้เป็นไปดังที่ท่านเข้าใจ นี่คือวิธีคิดของผมในการแย้งเรื่องนี้

2..การที่ศาลโลกเอากฎหมายปิดปากออกมาใช้ เพราะ
-ไทยไม่เคยรับรองแผนที่โดยคณะกรรมการปักปันฝ่ายไทยหรือบุคคลที่ทำหน้าที่แทนคณะกรรมการ และ
-แผนที่นี้มีรายละเอียดผิดไปจากข้อความในสนธิสัญญา
ทำให้องค์ประกอบในการรับรองแผนที่ไม่ครบ จึงเป็นแผนที่เก๊

ด้วยเหตุผลนี้ทางเขมรและฝรั่งเศสจึงทำได้เพียงเอาเหตุการณ์แวดล้อมมายืนยันว่าไทยยอมรับแผนที่ การจะเอากฎหมายปกติมาใช้ ย่อมไม่สามารถอ้างอิงได้ถนัด จึงต้องใช้กฎหมายปิดปากมาอ้างว่าไทยต้องยอมรับแผนที่ เพียงเพราะไทยไม่เคยคัดค้านแผนที่ ซึ่งก็ทำได้เพียงแค่นั้น ไม่สามารถทำให้เห็นว่า ไทยได้รับรองแผนที่อย่างถูกต้องเลย
ลองมองอีกมุมว่าถ้าไทยเซ็นรับรองแผนที่ตั้งแต่หลัง1907 ผมเชื่อว่าศาลโลกจะตัดสินให้เป็นคุณแก่เขมรมากกว่านี้ และการตีความของท่านsanddolphinก็จะถูกต้อง เพราะองค์ประกอบครบ แม้รายละเดียดในแผนที่จะไม่ตรงกับสนธิสัญญา แต่เมื่อไทยยอมรับด้วยการเซ็นรับรองแผนที่แล้ว เท่ากับไทยยอมรับรายละเอียดในแผนที่ด้วย
ที่นำมาเปรียบเทียบให้ดูก็เพื่อจะทำให้เห็นภาพชัดขึ้นนะครับ

สรุปตรงนี้ว่า ปัญหาที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นนั้น ต้นเหตุเกิดจาก
1.ฝรั่งเศส การล่าอาณานิคมเป็นเหตุให้อังกฤษและฝรั่งเศสสร้างปัญหาทื้งไว้ในเอเชีย เช่น
-กรณีเขดแดนในแคว้นแคชเมียร์ระหว่างอินเดียกับปากีสถาน
-กรณีกบฏพยัคฆ์ทมิฬในศรีลังกา
-และไทยเองก็กรณีปราสาทพระวิหารกับเขมร โดยมีแผนที่เป็นเหตุ
2.ศาลโลก เพราะเป็นองค์การยุติธรรมระดับโลกที่ล็อบบี้ได้ สามารถชี้ว่าแผนที่สำคัญกว่าข้อความในสนธิสัญญา ทั้งๆที่แผนที่นี้ไม่ถูกต้องในรายละเอียด และยังไม่เคยผ่านการรับรองอย่างถูกต้อง ผิดกับสนธิสัญญาที่ทุกฝ่ายลงนามรับรองแล้ว

น่าจะสมบูรณ์แล้วนะครับ


User avatar
finder
 
Posts: 3547
Joined: Fri Jun 11, 2010 8:26 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby finder » Sun Jan 02, 2011 10:42 pm

ไร้สีไร้กลิ่น wrote:.............................................................................
จึงเกิดเป็นความสับสนของทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายไทยเข้าใจว่าสันปันน้ำยังคงเป็นของไทย ส่วนปราสาทเท่านั้นเป็นของเขมร ถ้าถามว่านี่คือความเข้าใจของไทยอย่างเดียวหรือไม่(ไทยคิดเข้าข้างตัวเองหรือไม่) ก็อาจไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะจากข่าวที่เคยมีเขมรนั่งเฮลิคอปเตอร์มาเพื่อจะมาปราสาทนั้นถูกฝั่งไทยยิงตกไปแสดงให้เห็นว่าเขมรก็มองว่าพื้นที่รอบปราสาทเป็นของไทยจึงต้องนั่งฮ.มาและก็ไม่ได้มีการเรียกร้องไปยังส่วนที่บังคับใช้อำนาจของศาลโลกให้มาลงโทษไทยที่ไม่ถอนทหารออกไปจากเขตเขมรตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ทหารไทยก็ยังคงอยู่ที่รอบพระวิหารมาตลอด
ให้เห็นว่าเป็นอย่างไรกันแน่
ปฏิกิริยาของกัมพูชา
หลัง จากไทยได้ถอนบุคลากรจากประสาทพระวิหารตามคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่าง ประเทศ กัมพูชาก็ยอมรับสภาพโดยดี และมิได้โต้แย้งในการที่ไทยได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาและตั้งข้อ สงวนไว้อย่างชัดเจน กัมพูชานิ่งเฉยตลอดระยะเวลา ๕ ทศวรรษโดยมิได้เรียกร้องอะไรอื่นอีก กัมพูชา เริ่มมีปฏิกิริยาเมื่อประมาณ ๕-๖ ปีมานี้
1.จะเห็นว่า5ทศวรรษนะครับที่กัมพูชายอมรับสภาพเท่าที่ไทยกันพื้นที่ให้และไม่โต้แย้งคำคัดค้านและข้อสงวนของไทย เ่ท่ากับเขมร
ยอมรับตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า ศาลให้เขมรเท่านี้ เพราะถ้าไม่ใช่ ทำไมเขมรจึงนิ่งเฉย
2.หลังการตัดสิน เจ้าสีหนุได้ขึ้นมาที่ปราสาทโดยขึ้นมาทางบันไดหัก ซึ่งถ้าศาลได้ตัดสินดังที่คุณsanddolphinเข้าใจ พื้นที่ที่เขมรได้
จะครอบคลุมเลยบันไดนาค เจ้าสีหนุก็ไม่ต้องปีนบันไดหักขึ้นมา นี่คืออีกเหตุผลที่ยืนยันในเรื่องนี้ได้


ส่วนเขมรในภายหลังอาจกลับมามองว่าแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนของตนนั้นถูกต้องแล้ว มองว่าศาลโลกยอมรับแล้วหรือไม่ผมก็ไม่แน่ใจแต่ถ้าดูจากการปฏิบัติของเขาขณะนี้ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น จริงๆอาจคิดแบบนี้มาตั้งแต่ตัดสินแล้วแต่ติดปัญหาการเมืองในประเทศทำให้ไม่มีเวลามาสนใจไทย
อ่านข้างบนแล้วก็คงบอกได้ว่า ไม่ใช่อย่างที่คุณคิด

แต่ปัจจุบันก็ยังไม่เห็นมีการมาบอกให้ไทยออกไปจากเขตแดนตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน(ซึ่งก็ทำไม่ได้เพราะศาลไม่ได้วินิจฉัยไทยจึงไม่จำเป็นต้องถอยร่นออกไป)
คุณคงไม่ได้ตามข่าว แต่เดิมมาเขมรจะขึ้น ต้องมาขอไทยนะครับ แต่ปัจจุบันไทยจะขึ้น ต้องไปขอเขมรและระยะหลังทหารไทยเข้าไปได้แต่ต้องถูกปลดอาวุธ มาในปัจจุบันไทยเรายอมถอนทหารออกมาเองนะครับ ดูข่าวจากวาสนา นาน่วมของบางกอกโพสท์ก็ได้ครับ ถ้ากลัวข่าวจากผจก. ในเวบนี้ก็มีคนเอามาแปะให้ดู

ที่ผ่านมาไทยก็ทำตามคำตัดสินของศาลโลกคือถอนกำลังทหารออกจากตัวปราสาท ส่วนเรื่องคัดค้านนี่ผมไม่แน่ใจว่าถ้าศาลโลกตัดสินแล้วเรามีโอกาสคัดค้านหรือไม่ ถ้าคัดค้านได้จะต้องทำอย่างไรเพราะนี่ก็ผ่านมาตั้งนานก็ไม่เห็นความคืบหน้าว่าจะดำเนินการคัดค้านอย่างไร เพราะถ้าเกิดจากหลักฐานผิดพลาดพอเจอหลักฐานใหม่ก็คัดค้านได้ แต่นี่รู้ทั้งรู้ว่าผิดพลาดแต่มองว่าไทยไม่คัดค้านก็เลยถือเป็นการยอมรับข้อผิดพลาดนั้น ดังนั้นต่อให้มีหลักฐานว่าสันปันน้ำเป็นของไทยก็จะยังถือว่าปราสาทอยู่บนพื้นที่เขมรหรือไม่ หรือต้องมีหลักฐานว่าไทยมีการคัดค้านแผนที่นี้มาก่อน

ตรงนี้ให้ดูREPล่าสุดของผมก็แล้วกัน
User avatar
finder
 
Posts: 3547
Joined: Fri Jun 11, 2010 8:26 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby sanddolphin » Sun Jan 02, 2011 10:52 pm

กราบเรียนคุณ finder
ในการเกริ่นตอบครั้งนี้ ผมจะสรุปประเด็นที่ท่านถามมาสองประเด็น เพราะไม่ว่าท่านจะพิมพ์ยืดยาวแต่นั้น แต่ฐานแย้งของท่านก็ตกลงไปแค่สองประเด็นหลักๆนี่เท่านั้น และตอบรวบรัดไปในทีเดียวนะครับผม ประเด็นที่หนึ่งก็คือท่านตั้งคำถามกับผมว่า
ประเด็นคือคุณเอาเหตุผลอะไรมาตีความว่า
คำตัดสินของศาลโลกทำให้เราต้องยอมรับแผนที่1:200,000โดยอัตโนมัติ ทั้งๆที่ไม่มีคำตัดสินในประเด็นนี้จากศาลโลก เพราะเท่าที่อ่านมา ยังไม่มีการรับรองโดยเจ้านายของไทยคนใด

อย่างที่ผมได้กล่าวอย่างยืดยาวโดยการยกบางส่วนของคำตัดสินมานะครับ กล่าวคือ ไทยเรา ถ้าหากปฏิเสธ ก็มีสิทธิที่จะประท้วงหลายต่อหลายครั้ง ดังเช่นที่ผมได้กล่าวอ้างมาถึงการยอมรับโดยพฤตินัย และในหน้าที่ 37 ของคำพิพากษา ในปี ค.ศ. 1937 นั้น ในการลงนามในสนธิสัญญากับฝรั่งเศสเพื่อยืนยันเส้นเขตแดนร่วมที่มีอยู่แล้วอีกครั้งหนึ่ง “กรมแผนที่ของสยามก็ยังคงตีพิมพ์แผนที่แสดงว่าพระวิหารอยู่ใน เขต ของกัมพูชาอยู่อีก” เปรียบเสมือนกับเป็นการยอมรับโดยพฤตินัย
ถ้าหากยังมีคนที่ยังดึงดัน ถามว่า การนำแผนที่ดังกล่าวมา “ใช้” เป็นระยะเวลาอันสมควรนั้น ทั้งๆที่มีสิทธิที่จะโต้แย้งการใช้แผนที่ดังกล่าว และ โต้แย้งที่ข้อผิดพลาด แต่กลับมิได้ปฏิบัตินั้น ในกฎหมายระหว่างประเทศ แผนที่ดังกล่าว ซึ่งมีสภาพเป็น สนธิสัญญาตามคำพิพากษานั้น ต่อให้ไม่จำเป็นต้องมีสภาพเป็น สนธิสัญญาหากแต่ว่าถ้าทั้งสองรัฐปฏิบัติสิ่งใดๆดังกล่าวมาเป็นเวลานานด้วยกัน ตามาตราที่ 38 แห่ง ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ นั้น ในมาตรากล่าวถึงแหล่างที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศกอปรขึ้นมาด้วยกัน 4 อย่าง และหนึ่งในนั้นก็คือ “จารีตประเพณี” ซึ่งถ้าหากอ้างอิงความหมายตามตำรากฎหมายระหว่างประเทศฉบับภาษาไทยเก่าๆเสียหน่อย (ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, กฎหมายระหว่างประเทศ, 2511) จารีตประเพณี คือ “การให้ความยินยอมของรัฐโดยปริยาย การที่รัฐปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใดเป็นประจำด้วยระยะเวลาที่ยาวนาน จนรัฐถือว่าเป็นกฎเกณฑ์ที่ผูกพันที่ตนจะต้องปฏิบัตอตาม ก็ถือได้ว่ากฎเกณฑ์นั้นได้กลายเป็นกฎเกณฑ์ทางกฎหมาย คือกฎหมายไม่ต้องสร้างขึ้นโดยองค์กรนิติบัญญัติ ไม่จำเป็นต้องเป็นลายลักษณ์อักษร” ซึ่งกล่าวอย่างสั้นๆก็คือว่า ต่อให้ผมไม่พูดถึงการ “ร้องขอโดยไทย” (หน้าที่ 30 ของคำพิพากษา) ต่อให้ไม่อ้างในคำตัดสินของศาลในหน้าที่ 29-30 ที่กล่าวว่า “ดังในภาษาละตินที่ว่า ผู้ที่เงียบเฉยอยู่ย่อมถือว่ายินยอมถ้าเขามีหน้าที่ที่จะพูดและสามารถจะพูดได้ (estopel)” แต่บนฐานของแหล่งที่มาทางกฎหมายระหว่างประเทศอย่างนี้ละครับ??? ถ้าหากท่านยังดึงดันเถียงข้างๆคูๆว่า “ไม่มีเจ้านายคนใดยอมรับ” แบบนี้หลักความคุ้มกันทางการทูตที่ได้รับการปฏิบัติๆสืบๆกันมานั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นกฎหมายระหว่างประเทศด้วยสิครับเนี่ย เพราะว่า “เมื่อก่อน” ไม่เคยมีรัฐใดยอมรับหรือรับรองเป็นลายลักษณ์อักษร
ประเด็นที่สองที่ท่าน finder อ้างมานั้น ว่าด้วยเรื่องของ
คำตัดสินของศาลโลกทำให้เราต้องยอมรับแผนที่1:200,000โดยอัตโนมัติ ทั้งๆที่ไม่มีคำตัดสินในประเด็นนี้จากศาลโลกคุณตีความเกินคำพิพากษาได้อย่างไรครับ

จริงอยู่ว่าในส่วนนี้ ในส่วนของคำถามนี้เป็นคำถามที่ผมเคยกล่าวกับคุณ “คนบาป” และอีกหลายๆคนแล้วว่า เป็นกรณีเจ้าปัญหาที่คาราคาซังไม่ว่าจะเป็นทางด้าน ไทย-กัมพูชา หรือ นักวิชาการพันธมิตรเช่น ปานเทพ หรือนักวิชาการที่เห็นต่างเช่น พวงทอง ภัครพันธ์ หรือว่า William Roth นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์จุฬา
หากพิจารณาคำพิพากษาของศาลโลกอย่างละเอียด ย่อมจะพบได้ว่าศาลได้กล่าวถึงสถานะของแผนที่และเส้นเขตแดนในแผนที่ผนวก1 ไว้ดังนี้
ในหน้าที่ 45 ของคำพิพากษา: “ศาลมีความเห็นว่าประเทศไทยใน ค.ศ. 1908-09 ได้ยอมรับแผนที่ในภาคผนวก 1 ว่าเป็นผลงานของการปักปันเขตแดน และด้วยเหตุนี้ จึงได้รับรองเส้นบนแผนที่ว่าเป็นเส้นเขตแดน อันเป็นผลให้พระวิหารตกอยู่ในดินแดนกัมพูชา ศาลมีความเห็นต่อไปว่า เมื่อพิจารณาโดยทั่วๆไปการกระทำต่อๆมาของไทยมีแต่ยืนยันและชี้ให้เห็นชัดถึงการยอมรับแต่แรกนั้น และว่าการกระทำของไทยในเขตท้องที่ก็ไม่พอเพียงที่จะลบล้างข้อนี้ได้ คู่กรณีทั้งสองฝ่าย โดยการประพฤติปฏิบัติของตนเองได้รับรองเส้นแผนที่นี้ และดังนั้นจึงถือได้ว่าเป็นการตกลงให้ถือว่าเส้นนี้เป็นเส้นเขตแดน ”
และในหน้าที่ 47 นั้น ซึ่งเป็นส่วนที่จะตอบคำถามท่านได้เลย ก็คือ “ศาลมีความเห็นว่าการยอมรับแผนที่ภาคผนวก 1 โดยคู่กรณี เป็นผลให้ แผนที่นั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับความตกลงโดยสนธิสัญญาและกลายเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงนั้น”
นอกจากนี้นะครับ ถ้าหากว่าเราพิจารณาในคำพิพากษาหน้า 51 ดีๆละก็ ในคำพิพากษาระบุว่า “ศาลลงคะแนนเสียง เก้าต่อ สาม ลงความเห็นว่าประสาทพระวิหารตั้งอยู่ใน อาณาเขตภายใต้อธิปไตย ของกัมพูชา” กรุณาอ่านช้าๆสักสามรอบว่ายกเฉพาะตัวประสาทหรือว่าตัดสินด้านอาณาเขตด้วย
เพียงสิ่งที่กล่าวมาทั้งสองอย่างนี้ ผมคิดว่าคงตอบคำถามหลักๆโดยที่ผมไม่ต้องไปตาม quote แล้วนะครับผม เนื่องจากประเด็นหลักๆที่ท่านได้ยกขึ้นมาโต้แย้งคือกรณีเรื่อง “เซ็นรับรอง” ซึ่งผมพยายามชี้แจงไปบนฐานของหลักปฏิบัติ หรือแม้กระทั่ง หลักกฎหมายทั่วๆไป อย่างเช่นหลักกฎหมายปิดปาก (estopel) นั้น ก็คือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศด้วยเนื่องมากจากว่า ในธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนั้น ในมาตราที่ 38 นอกเหนือจาก จารีตประเพณีและสนธิสัญญานั้น ยังมีหลักกฎหมายทั่วๆไป รวมถึงงานเขียนหรือคำตัดสินต่างๆของนักกฎหมายชื่อดังรวมเข้าไปด้วย จึงเป็นที่แปลกใจสำหรับผม เมื่อมีคนมาอ้างว่าหลักกฎหมายปิดปากนั้นไม่ควรนำมาใช้เพราะไม่ยุติธรรม?????? มันสร้างความฉงนให้ผมไม่น้อยเลยทีเดียว
กรณีนี้เป็นเรื่องเขตแดนครับ ไม่ใช่ฆาตกรรม กรุณาอย่ายกเอาเรื่องที่ไม่ตรงกันมาเปรียบเทียบให้เห็นว่าร้ายแรงชนิดให้อภัยไม่ได้ ถ้าไทยต้องยอมรับ ทำไมเลขาสหประชาชาติจึงยอมรับคำคัดค้านของไทยและแจกจ่ายไปในสหประชาติ รวมทั้งข้อสงวนของไทยด้วย ถ้าทำไม่ได้ เลขาฯสหประชาชาติควรไม่รับหนังสือเหล่านี้ จริงไหมครับ และข้อสงวนยังมีอายุความตลอดไปด้วย ยิ่งชี้ว่า ไทยสามารถทำได้ครับ

ในกรณีของสมปองนั้น ผมขอเน้นว่า สำคัญมาก ในการที่จะเข้าใจคำพิพากษาไม่ให้คลาดเคลื่อนรวมถึงการ “ตั้งข้อสงวน” ไม่ยอมรับ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร พยายามเปิดหาหลักการนี้ทั้งในธรรมนูญหรือกฎบัตรสหประชาชาติ แม้กระทั่งตำรากฎหมายระหว่างประเทศทั้งไทยและเทศ ก็ยังหาไม่เจอ ประเด็นนี้ผมมองว่า สำคัญมาก กล่าวคือ มักจะมีคนนำมาอ้างเสมอๆว่าไม่ยอมรับๆ แต่จริงๆก็คือยอมรับ ถ้าหากว่าท่านใดในที่นี้มีความรู้เรื่อง “การตั้งข้อสงวนต่อคำพิพากษา” (ไม่ใช่การตั้งข้อสงวนต่อสนธิสัญญานะครับ) ก็กรุณาแบ่งปันด้วยเถิด
ส่วนเรื่องการเปรียบเทียบนั้น (analogy) แค่แสดงให้เห็นก็เพียงเท่านั้น สาระสำคัญอยู่ที่การยอมรับการตัดสิน การคัดค้าน รัฐใดๆในโลกก็ทำได้ทั้งนั้น แล้วคัดค้านแล้วอย่างไรละครับ? เปลี่ยนแปลงคำตัดสินสิครับ ไม่ปฏิบัติสิครับ ก็จะได้วกเข้าทางของกัมพูชาตามมาตราที่ 33 วรรค 2 ของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ อีกอย่างหนึ่งที่ผมจะกล่าวก็คือ ถ้ายังดึงดันอยู่ละก็ อันที่จริงทั้งทางในและกัมพูชาสามารถร้องขอให้มีการตีความจากทางศาลก็ได้ ทีนี้ละก็ ไม่คิดว่าจะน่าสนใจหรอครับประเด็นนี้??? เพราะคุณกล่าวว่า
เออ,ไม่เกี่ยวกับผมนะ ขอข้าม อ่านแล้วปวดหัวครับ

ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับคำพิพากษา ดังที่กล่าวไปว่าตามมาตรา 60 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนั้น ยังได้ระบุว่า "The judgment is final and without appeal. In the event of dispute as to the meaning or scope of the judgment, the Court shall construe it upon the request of any party." ซึ่งก็หมายความว่า คำตัดสินถือเป็นที่สิ้นสุด และจะไม่มีการอุธรณ์ใดๆทั้งสิ้น และเรื่องปัญหาในการตีความนั้น ทางศาลจะดำเนินการจากการร้องขอของภาคี
ฉะนั้นจะประท้วงหรือตั้งข้อสงวน (ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร) แต่สุดท้ายง่ายๆว่าเราปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือเปล่าละ??? หรือว่าตั้งข้อสงวนโดยการยอมรับบางอย่าง แต่บางอย่างไม่ยอมรับ??? ในที่นี้ ผมมั่นใจว่าเราสามารถกระทำได้อย่างแน่นอน “แต่” ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าต้องเป็นการยอมรับจากทางกัมพูชาด้วย
ท่านกล่าวอีกว่า
ผมถือว่าคุณพยายามตีกรรเชียงหลบนะครับ ไม่ตอบตรงๆอย่างที่พยายามทำมาตลอด เพราะกลัวว่าภาพของคุณจะออกมาเป็นผู้ร้ายในสายตาคนไทยใช่ไหมครับ
ทั้งหมดที่คุณกล่าวมา เพราะว่าคุณได้ตีความเกินกว่าคำตัดสินของศาลโลก ทำให้คุณคิดว่า ไทยควรยอมรับเรื่องต่างๆเหล่านี้ตามที่คุณว่ามา ผมเดาถูกไหมครับ
อยากให้คุณลองคิดว่า ถ้าคุณ ตีความผิดล่ะหรือประเทศไทยตีความอย่างคุณว่ามา เราจะเสียค่าโง่ให้เขมรใช่ไหม อายลูกหลานตายเลยครับ แต่ไม่ว่าจะตีความผิดหรือถูก การโต้แย้งต่างๆก็ควรมี ตามหลักฐานที่แต่ละฝ่ายมี ไม่ใช่ไปยอมรับแต่ต้นว่าเราผิด เพราะเราก็มีเหตุผลและหลักฐานของเราเช่นกัน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคดีขึ้นศาลกันหรอกครับ นี่ละครับ ธรรมชาติของการต่อสู้ของมนุษย์

ผมคิดว่าคุณ “เดา” ผิดครับ อย่างที่ผมบอกไปความสัมพันธ์ระหว่างสองรัฐขึ้นไป โดยเฉพาะรัฐที่ไม่ใช่รัฐใหญ่ๆ ต้องดำเนินไปด้วยการยินยอมของทุกภาคิ เสียค่าโง่หรือไม่นั้น แล้วแต่มุมมองมากกว่าครับ ในสมัยก่อนนั้นเราไม่ได้เห็นคุณค่าของดินแดนหรือพื้นที่เหมือนทุกวันนี้หรอกครับ มันเป็นเพียงผลผลิตของความเป็น “สมัยใหม่” ก็เท่านั้นเอง ผมยืนยันว่าถ้าทางกัมพูชายังยึดตามหลักแผนที่หนึ่งต่อสองแสน และทางเราไม่ยอมรับ อยู่ มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะเรียกร้องการตีความตามมาตรา 60 แห่ง ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
ยืนยันอีกครั้งว่า ผมไม่ใช่นักกฎหมายอะไรทั้งสิ้น กฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้ยากเกินความเข้าใจเลย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เช่นเดียวกัน และผมก็ไม่เคยใฝ่ฝันจะทำงานเป็นข้าราชการทำงานกระทรวงต่างประเทศด้วย อยากเป็นเพียงปัญญาชนสาธารณะในอนาคตก็เท่านั้นเอง และในที่นี้ ไม่มีเรื่องส่วนตัวครับ ผมถกเถียงประเด็นสาธารณะเท่านั้น
"The unjust law is no law at all."
User avatar
sanddolphin
 
Posts: 477
Joined: Sun Apr 12, 2009 1:35 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby คนบาป » Sun Jan 02, 2011 11:22 pm

ผมเคยบอกไปตรงไหนจำไม่ได้ จอมพล ส. และ รมต.ต่างประเทศ สมัย 2505 ต้องทำแบบที่ทำมานั่นแหละครับ

เพราะมันเป็นการเมืองภายในประเทศ เป็นข้อสงวนเพื่อแก้ตัวกับประชาชนไม่ให้ฟูมฟายกันมากเพราะปลุกกระแสสู้ในศาลมาแล้วแพ้เท่านั้นเอง

ส่วนแผนที่กันเขต หรือการส่งมอบต่างๆ ที่ทำถึงศาลโลก ก็ไม่ปรากฎว่ามีคำทักท้วงหรือมีมติใดๆ ตามมา
ก็ถือซะว่าไทยยังคงถือตามแผนที่กันเขตที่เสนอต่อศาลโลกไปแล้ว จนวันนี้ประเทศไทยเองหยิบมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่ปี 2518

โดยกรมแผนที่ทหารได้จัดทำแผนที่ 1 : 50,000 ในชุด L 1017 กันเขตตามแผนที่สงวนของรัฐบาลไทยปี 2505 ไว้แล้ว

หากจะมีการต่อสู้ในชั้นศาล ได้ยินว่า รมต.กษิตก็บอกชัดเจน กระทรวงการต่างประเทศก็พร้อมที่จะสู้

เราก็คิดแบบของเรา แต่เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปปิดกั้นไม่ใช้เขมรคิดแบบเขมร ทุกชาติในโลกนี้ต่างก็คิดเพื่อประโยชน์ของชาติตนเองทั้งนั้น

สุดท้ายสองประเทศก็ต้องมาเจรจากัน อันไหนรับได้เราก็รับ อันไหนรับไม่ได้เราก็ไม่รับ ไม่เห็นมีตรงไหนที่บอกว่าเจรจาแล้วเราจะต้องสูญเสีย

คงไม่มีใครโง่กระทั่งไปทำความตกลงให้ไทยสูญเสียประโยชน์ เพราะท้ายที่สุด ต้องมาตัดสินกันในรัฐสภา

ถ้ารัฐสภาโง่กระทั่งไม่รู้ว่าอะไรคือการเสียดินแดน ก็ถือว่าเวรกรรมของประเทศไทยแล้ว
User avatar
คนบาป
 
Posts: 13482
Joined: Fri Nov 19, 2010 3:52 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby sanddolphin » Sun Jan 02, 2011 11:36 pm

กราบเรียนท่าน finder อีกครั้ง
ท่านกล่าวว่า
1.ขอแสดงความเห็นว่า การที่ท่านsanddolphinจะสามารถตีความเกินคำพิพากษาของศาลโลกได้ จะต้องมีองค์ประกอบของหลักฐานและเหตุผลที่เกินจากที่ศาลโลกแถลงมา เพราะขนาดศาลโลกยังทำได้แค่ บอกว่าไทยต้องยอมรับแผนที่โดยอาศัยเหตุการณ์แวดล้อมต่างๆเป็นเหตุผล แต่ไม่สามารถชี้ให้เห็นว่า ไทยเคยรับรองแผนที่ ดังนั้นถ้าท่านsanddolphinไม่มีหลักฐานมากกว่านี้ ก็เป็นไปไม่ได้ครับที่จะตีความให้เป็นไปดังที่ท่านเข้าใจ นี่คือวิธีคิดของผมในการแย้งเรื่องนี้

ซึ่งหลังจากอ่านไม่ทราบว่าจะรู้สึกอย่างไรดี กล่าวคือ ในคุณตอบผมนั้นคุณกล่าวในทำนองนี้บ่อยครั้งว่า
ประเด็นคือคุณเอาเหตุผลอะไรมาตีความว่า
คำตัดสินของศาลโลกทำให้เราต้องยอมรับแผนที่1:200,000โดยอัตโนมัติ ทั้งๆที่ไม่มีคำตัดสินในประเด็นนี้จากศาลโลก เพราะเท่าที่อ่านมา ยังไม่มีการรับรองโดยเจ้านายของไทยคนใด

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือท่านปฏิเสธมาหลายต่อหลายครั้งว่า ศาลไม่ได้กล่าวให้ไทยยอมรับแผนที่ แต่เมื่อผมยกข้อมูลจากคำพิพากษามาแต่ละวรรคแต่ละหน้า คุณก็ยอมรับว่า
เพราะขนาดศาลโลกยังทำได้แค่ บอกว่าไทยต้องยอมรับแผนที่โดยอาศัยเหตุการณ์แวดล้อมต่างๆเป็นเหตุผล

เลยไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไรดี เหตุผลของคุณที่แย้งในเรื่องนี้น่ะ ผมก็เข้าว่าท่านอยากได้องค์ประกอบหรือหลักฐานนอกเหนือจากอะไรต่อมิอะไร “แต่ทว่า” ศาลได้ตัดสินไปแล้วถ้าหากมีปัญหาก็ไปพูดคุยกันเรื่องตีความหรืออะไรต่อมิอะไร ผมไม่คิดว่าจะมีการขึ้นศาลในกรณีที่ตัดสินไปแล้วหรอกนะครับหรือถ้าหากว่ามี ผมมั่นใจว่าทางกัมพูชาไม่มีทางไปสู้คดีในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศแน่นอน
ท่านกล่าวต่อในข้อที่สองว่า
2..การที่ศาลโลกเอากฎหมายปิดปากออกมาใช้ เพราะ
-ไทยไม่เคยรับรองแผนที่โดยคณะกรรมการปักปันฝ่ายไทยหรือบุคคลที่ทำหน้าที่แทนคณะกรรมการ และ
-แผนที่นี้มีรายละเอียดผิดไปจากข้อความในสนธิสัญญา
ทำให้องค์ประกอบในการรับรองแผนที่ไม่ครบ จึงเป็นแผนที่เก๊

ในกรณีที่หนึ่งผมได้กล่าวไปแล้วว่ารับรองและนำมาใช้โดยพฤตินัยพร้อมทั้งยกข้อความจากคำตัดสินมาด้วย ส่วนในกรณีที่สองว่าด้วยความผิดแปลกไปจากสนธิสัญญา อันที่จริงแล้ว อย่างที่ได้กล่าวมาว่า สถานะของแผนที่ผนวก1 นั้นก็เป็นสนธิสัญญา ในคำพิพากษาหน้าที่ 47 นั้น ซึ่งเป็นส่วนที่จะตอบคำถามท่านได้เลย ก็คือ “ศาลมีความเห็นว่าการยอมรับแผนที่ภาคผนวก 1 โดยคู่กรณี เป็นผลให้ แผนที่นั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับความตกลงโดยสนธิสัญญาและกลายเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงนั้น”
และในหน้าที่ 50 ของคำพิพากษานั้น ซึ่งสำคัญมาก ระบุไว้วว่า “ไม่มีเหตุผลที่จะให้คิดว่าคู่กรณีได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่เส้นสันปันน้ำโดยเจาะจงเมื่อเปรียบเทียบกับความสำคัญที่เหนือกว่าของการยึดเส้นเจตแดนในแผนที่ซึ่งได้ปักปันกันในเวลาต่อมาและเป็นที่ยอมรับแก่คู่กรณี ทั้งนี้เพื่อให้เรื่องได้เป็นที่ยุติกันไป ฉะนั้น อาศัยหลักในการตีความสนธิสัญญา ศาลจึงต้องลงความเห็นให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท”
"The unjust law is no law at all."
User avatar
sanddolphin
 
Posts: 477
Joined: Sun Apr 12, 2009 1:35 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby sanddolphin » Sun Jan 02, 2011 11:43 pm

คนบาป wrote:ผมเคยบอกไปตรงไหนจำไม่ได้ จอมพล ส. และ รมต.ต่างประเทศ สมัย 2505 ต้องทำแบบที่ทำมานั่นแหละครับ

เพราะมันเป็นการเมืองภายในประเทศ เป็นข้อสงวนเพื่อแก้ตัวกับประชาชนไม่ให้ฟูมฟายกันมากเพราะปลุกกระแสสู้ในศาลมาแล้วแพ้เท่านั้นเอง

ส่วนแผนที่กันเขต หรือการส่งมอบต่างๆ ที่ทำถึงศาลโลก ก็ไม่ปรากฎว่ามีคำทักท้วงหรือมีมติใดๆ ตามมา
ก็ถือซะว่าไทยยังคงถือตามแผนที่กันเขตที่เสนอต่อศาลโลกไปแล้ว จนวันนี้ประเทศไทยเองหยิบมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่ปี 2518

โดยกรมแผนที่ทหารได้จัดทำแผนที่ 1 : 50,000 ในชุด L 1017 กันเขตตามแผนที่สงวนของรัฐบาลไทยปี 2505 ไว้แล้ว

หากจะมีการต่อสู้ในชั้นศาล ได้ยินว่า รมต.กษิตก็บอกชัดเจน กระทรวงการต่างประเทศก็พร้อมที่จะสู้

เราก็คิดแบบของเรา แต่เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปปิดกั้นไม่ใช้เขมรคิดแบบเขมร ทุกชาติในโลกนี้ต่างก็คิดเพื่อประโยชน์ของชาติตนเองทั้งนั้น

สุดท้ายสองประเทศก็ต้องมาเจรจากัน อันไหนรับได้เราก็รับ อันไหนรับไม่ได้เราก็ไม่รับ ไม่เห็นมีตรงไหนที่บอกว่าเจรจาแล้วเราจะต้องสูญเสีย

คงไม่มีใครโง่กระทั่งไปทำความตกลงให้ไทยสูญเสียประโยชน์ เพราะท้ายที่สุด ต้องมาตัดสินกันในรัฐสภา

ถ้ารัฐสภาโง่กระทั่งไม่รู้ว่าอะไรคือการเสียดินแดน ก็ถือว่าเวรกรรมของประเทศไทยแล้ว


คุณ คนบาป วิเคราะห์ได้ดีนะครับ คือ มันเป็นกระแสภายในด้วยนั่นละครับที่ทำให้จอมพลท่านหนึ่งกล่าวแบบแปลกๆออกมา (นักการเมือง) ท่านคนบาปมองได้ถูกต้องตามหลักการว่าด้วยการเจรจาของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือแต่ละรัฐเขาก็ถือว่าเป็นอิสระต่อกัน เขาถือหนึ่งต่อสองแสน เราไม่ถือ เวรกรรมงานนี้ก็มีปัญหากรณีพิพาทเรื่องพื้นที่และเขตแดน แทนที่สองรัฐจะแบ่งผลประโยชน์กัน แต่ผมคิดว่าถ้ามีกรณีขึ้นศาลโลก ผมค่อนข้างมั่นใจว่ากัมพูชาจะไม่เข้าไปสู้คดี และผมก็ไม่ทราบว่าทางกัมพูชาได้ประกาศยอมรับอำนาจของศาลโลกไปก่อนหน้านี้หรือเปล่าด้วยนะครับ
"The unjust law is no law at all."
User avatar
sanddolphin
 
Posts: 477
Joined: Sun Apr 12, 2009 1:35 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby คนบาป » Mon Jan 03, 2011 12:11 am

เรื่องแผนที่ 1 : 200,000 คือที่มาของคำว่า "กฎหมายปิดปาก" ดังนั้นคงไม่ต้องพูดถึงเรื่องแผนที่อีกกระมัง รับหรือไม่รับ เหตุผลตรรกะมันรองรับกันเป็นทอด ๆ

และตุลาการจากออสเตรเลียก็ไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องแผนที่เก่งกว่าสันปันน้ำ ( หาอ่านจากวิกิพี่เดียได้เลย ) หรือกรณีกฎหมายปิดปาก ตุลาการบางท่านก็ไม่เห็นด้วย มันเป็นความเห็นส่วนตนของตุลาการก็ว่ากันไป

กัมพูชารับหรือเปล่าไม่รู้แต่ตอนเปิดเขาพระวิหารให้เข้าชม ภาพลวดหนามตรงบันได้นาคก็ชัดเจนครับ ไม่ต้องห่วง

ก่อนนั้นเขมรขึ้นฮ.จะมาปราสาทพระวิหารก็โดนไทยยิงตก ก็ไม่เห็นจะมีอะไร

ผมคิดว่าการที่ฮุนเซ็นถอนคน ถอนทหารออกจากพื้นที่เชิงเขา ก็คงเกรงว่าจะเสียเปรียบทางการทูตเหมือนกัน เพราะตกลงกันไว้ว่าต้องกลับไปเป็นเหมือนก่อนปี 2551

ทีนี้เค้าจะไปป่าวประกาศอะไรกับประชาชนของเค้า มันก็เรื่องของเค้า เหมือนที่เราบอกว่าไม่มีวันถอนทหารจากบริเวณนั้น ก็เป็นเรื่องของการเมืองภายในของเรา

การผลักดันต่างชาติออกจากพื้นที่อ้างสิทธิ์มันทำได้หลากหลายวิธีตามที่เค้าร่ำเรียนกันมา ทั้งทางการทูตและการทหาร ตราบใดที่ทางการทูตยังใช้ได้อยู่แล้วจะไปล้มโต๊ะทำไม

MOU 2543 ไทยก็บอกไทยได้เปรียบเพราะยกสันปันน้ำมาพูดอีกครั้ง เขมรก็บอกว่าดีเหมือนกันผมถือเอาแผนที่ฝรั่งเศสมาเจรจา ซึ่งก็ขึ้นกับผลการเจรจาซึ่งสลับซับซ้อน ต่อรอง ประนีประนอม ให้ทุกอย่างเป็นไปบนโต๊ะเจรจา แสวงหาประโยชน์ในพื้นที่ร่วมกันได้แค่ไหนก็ต้องทำไป

ก่อนมี MOU 2543 ไทยกับกัมพูชา มีการตกลงร่วมกันพัฒนาปราสาทพระวิหาร มีโครงการสามเหลี่ยมมรกต มีเรื่องถนนสายอินโดจีนฯลฯ

ทั้งหมดนั้นมาจากการร่วมมือกันฉันท์มิตรประเทศ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศในแถบนี้ เรายังจะมีโครงการรถไฟจากจีนลงมาไปถึงมาเลย์

เรื่องพวกนี้มันผลประโยชน์ร่วมกันทั้งนั้น
User avatar
คนบาป
 
Posts: 13482
Joined: Fri Nov 19, 2010 3:52 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby finder » Mon Jan 03, 2011 12:21 am

ก่อนอื่น ผมฝากคำถามไว้ กรุณาช่วยตอบด้วย ขอขอบพระคุณล่วงหน้า

ส่วนที่คุณตอบมาล่าสุด ผมจะมาตอบเมื่อว่าง วันนี้ขอไปนอนก่อน ช่วงนี้นอนดึกมาหลายคืน แต่ผมได้อ่านคร่าวๆแล้ว

และสังเกตุว่า คุณไม่ได้ตอบในทุกใจความอย่างที่ผมทำ แต่เลือกตอบในข้อที่คุณตอบได้เท่านั้น และก็อ้างแต่ข้อความที่จะใช้กฎหมายปิดปากมาใช้อ้าง ซึ่งแน่นอนว่า ฟังอย่างไรก็มีเหตุผล เพราะมาจากคำตัดสินของผู้ชนะ และ ศาลก็เป็นใจ ย่อมต้องใส่เนื้อหาที่ชี้ว่าเขมรชนะได้อย่างไร คงไม่ใส่เนื้อหาที่ต่างจากนี้

แต่ที่ผมได้ชี้ว่าศาลเพียงแค่ตัดสินว่า ไทยต้องยอมรับแผนที่ ไม่สามารถทำให้เห็นได้ว่าไทยรับรองแผนที่ เท่ากับยังไม่สามารถตีความได้ดังที่คุณทำ นี่ก็ยังไม่เคลียร์นะครับ

ขอเน้นว่า กรุณาตอบทุกใจความครับ อย่าเลือกตอบเฉพาะบางใจความ เพื่อจะได้เห็นว่า คุณมีเหตุผลที่สมบูรณ์

ไปนอนก่อน สวัสดีครับ
User avatar
finder
 
Posts: 3547
Joined: Fri Jun 11, 2010 8:26 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby คนบาป » Mon Jan 03, 2011 12:28 am

...ไม่เคยเห็นการวินิจฉัยกฎหมายระหว่างประเทศที่หละหลวม เช่นคำพิพากษานี้...

ดร.ถนัด คอมันตร์ รมต.ต่างประเทศในสมัยนั้น

0000

...ด้วยเลือดและน้ำตา...สักวันหนึ่งเราจะต้องเอาเขาพระวิหารคืนมาให้จงได้...

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีไทยในสมัยนั้น

0000

...เราคืนให้เฉพาะพื้นที่รองรับตัวปราสาทเขาพระวิหารเท่านั้น ส่วนเขมรจะขึ้นหรือเข้ามาทางไหนเราไม่รับรู้ เป็นเรื่องของเขมรเอง...

พลเอก ถนอม กิตติขจร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยในสมัยนั้น

0000

...มันไม่ใช่เป็นเรื่องให้ไม่ให้ เป็นเรื่องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาล...

พลเอก ประภาส จารุเสถียร รมต.มหาดไทยในสมัยนั้น

0000

...สันปันน้ำไม่ใช่นามธรรมที่คิดขึ้นด้วยสติปัญญา สันปันน้ำเป็นผลอันเกิดขึ้นจากลักษณะของพื้นภูมิประเทศ และย่อมเป็นลักษณะของภูมิประเทศอยู่เสมอ สันเขา แนวชะง่อนผา หรือส่วนสูงของพื้นดินเหล่านี้ย่อมจะประกอบกันเป็นเส้นสันปันน้ำธรรมชาติ...

— ลูซิโอ มอเรโน กินตานา ผู้พิพากษาชาวอาร์เจนตินา

0000

...ข้าพเจ้าคิดว่าฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ของตนเองเป็นสำคัญ

— เซอร์เพอร์ซี สเปนเดอร์ ผู้พิพากษาชาวออสเตรเลีย

0000

...การยอมรับโดยการนิ่งเฉยหลักกฎหมายโรมันที่ว่า "ใครที่นิ่งจะถูกถือว่ายินยอม ถ้าเขาสามารถพูดได้" นั้น ตามความเห็นของข้าพเจ้านำมาใช้ในคดีนี้มิได้

— เซอร์ เวลลิงตันคู ผู้พิพากษาและอดีตนายกรัฐมนตรีชาวจีน

0000

...เห็นได้ชัดเจนว่าอารยธรรมตัวปราสาทเป็นของกัมพูชา แม้กระทั่งแผนที่ของกัมพูชาอีกด้วย

— โบดาน วินิอาร์สกิ ผู้ประธานการพิจารณาคดีเขาพระวิหารชาวโปแลนด์
User avatar
คนบาป
 
Posts: 13482
Joined: Fri Nov 19, 2010 3:52 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby คนบาป » Mon Jan 03, 2011 12:31 am

เลือกเชื่อเลือกชอบได้เลยครับ ชอบแบบไหนมีให้เลือกทุกแบบ

เพราะมันคือ "ความเห็น"
User avatar
คนบาป
 
Posts: 13482
Joined: Fri Nov 19, 2010 3:52 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby sanddolphin » Mon Jan 03, 2011 12:31 am

finder wrote:ก่อนอื่น ผมฝากคำถามไว้ กรุณาช่วยตอบด้วย ขอขอบพระคุณล่วงหน้า

ส่วนที่คุณตอบมาล่าสุด ผมจะมาตอบเมื่อว่าง วันนี้ขอไปนอนก่อน ช่วงนี้นอนดึกมาหลายคืน แต่ผมได้อ่านคร่าวๆแล้ว

และสังเกตุว่า คุณไม่ได้ตอบในทุกใจความอย่างที่ผมทำ แต่เลือกตอบในข้อที่คุณตอบได้เท่านั้น และก็อ้างแต่ข้อความที่จะใช้กฎหมายปิดปากมาใช้อ้าง ซึ่งแน่นอนว่า ฟังอย่างไรก็มีเหตุผล เพราะมาจากคำตัดสินของผู้ชนะ และ ศาลก็เป็นใจ ย่อมต้องใส่เนื้อหาที่ชี้ว่าเขมรชนะได้อย่างไร คงไม่ใส่เนื้อหาที่ต่างจากนี้

แต่ที่ผมได้ชี้ว่าศาลเพียงแค่ตัดสินว่า ไทยต้องยอมรับแผนที่ ไม่สามารถทำให้เห็นได้ว่าไทยรับรองแผนที่ เท่ากับยังไม่สามารถตีความได้ดังที่คุณทำ นี่ก็ยังไม่เคลียร์นะครับ

ขอเน้นว่า กรุณาตอบทุกใจความครับ อย่าเลือกตอบเฉพาะบางใจความ เพื่อจะได้เห็นว่า คุณมีเหตุผลที่สมบูรณ์

ไปนอนก่อน สวัสดีครับ


กราบเรียนคุณ finder

รบกวนชี้ประเด็นที่ผมไม่ได้ตอบด้วยครับผม ด้วยเหตุที่ว่า ผมเข้าใจว่าผมตอบทุกๆอย่างแล้ว เนื่องจากไม่ว่าจะอย่างไรเสีย คุณก็วนมาเหลือเพียงสองประเด็นเท่านั้นเองคือเรื่องรับรองแผนที่และประเด็นว่าศาลโลกไม่ได้ตัดสินให้ยอมรับแผนที่จากคำพิพากษาซึ่งผมก็ยกเหตุผลทางกฎหมายและข้อความตามคำพิพากษามาแล้ว หรือว่าท่าน finder เพียงต้องการให้ผมตอบความเห็นของ สมปอง สุจริตกุล ด้วยครับ?
"The unjust law is no law at all."
User avatar
sanddolphin
 
Posts: 477
Joined: Sun Apr 12, 2009 1:35 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby คนบาป » Mon Jan 03, 2011 12:33 am

ประเด็นใดไม่ตอบ เราจะยึดถือตาม "กฎหมายปิดปาก" ฮ่า ฮ่า
User avatar
คนบาป
 
Posts: 13482
Joined: Fri Nov 19, 2010 3:52 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby thanong » Mon Jan 03, 2011 12:43 am

คนบาป wrote:เลือกเชื่อเลือกชอบได้เลยครับ ชอบแบบไหนมีให้เลือกทุกแบบ

เพราะมันคือ "ความเห็น"

เสียเวลาตอบครับ คุ๊นนน..สีซออ่ะ ไม่มีประโยชน์หรอก ..จนผมเบื่อแล้ว ตอนหลังต้องทำใจ ฟัง(อ่าน)เล่น ขำขำ ครับ..
;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;)
User avatar
thanong
 
Posts: 5110
Joined: Wed Nov 24, 2010 4:27 am

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby sanddolphin » Mon Jan 03, 2011 12:55 am

คนบาป wrote:ประเด็นใดไม่ตอบ เราจะยึดถือตาม "กฎหมายปิดปาก" ฮ่า ฮ่า


ท่าจะจริงแฮะ แบบนี้ สงสัยต้องตอบแล้วละ เห็นมันห่างไกลจากคำตัดสิน
ท่าน finder กล่าวว่า

1.จะเห็นว่า5ทศวรรษนะครับที่กัมพูชายอมรับสภาพเท่าที่ไทยกันพื้นที่ให้และไม่โต้แย้งคำคัดค้านและข้อสงวนของไทย เ่ท่ากับเขมร
ยอมรับตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า ศาลให้เขมรเท่านี้ เพราะถ้าไม่ใช่ ทำไมเขมรจึงนิ่งเฉย
2.หลังการตัดสิน เจ้าสีหนุได้ขึ้นมาที่ปราสาทโดยขึ้นมาทางบันไดหัก ซึ่งถ้าศาลได้ตัดสินดังที่คุณsanddolphinเข้าใจ พื้นที่ที่เขมรได้
จะครอบคลุมเลยบันไดนาค เจ้าสีหนุก็ไม่ต้องปีนบันไดหักขึ้นมา นี่คืออีกเหตุผลที่ยืนยันในเรื่องนี้ได้


ในประเด็นที่หนึ่งนั้น สมปอง ใช้ตรรกะง่ายๆก็คือ ไม่โต้แย้งข้อสงวน=ยอมรับว่าศาลให้เขมรเท่านี้ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าทางกัมพูชาได้ประโยชน์จากคำพิพากษาดังกล่าว และจากที่ได้อ้างอิงหลายต่อหลายครั้งในธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมาตราที่ 60 ของธรรมนูญก็คือคำพิพากษาจะสิ้นสุดโดยปราศจาการอุธรณ์ และถ้ามีปัญหาจากคำตัดสิน ทางศาลจะตีความตามคำเรียกร้องของคู่ภาคี (เป็นการแปลเอาเอง:"The judgment is final and without appeal. In the event of dispute as to the meaning or scope of the judgment, the Court shall construe it upon the request of any party." ) ผมถึงได้กล่าวถามคำถามท่านอย่างไรเล่า ว่าการตั้งข้อสงวนเนี่ย สามารถกระทำได้ในสถานการณ์ดังกล่าวด้วยหรือ? และยังได้กล่าวต่อด้วยว่าถ้าหากสามารถกระทำได้ เรามิต้องร้องขอความยินยอมจากทางรัฐคู่กรณีนั่นก็คือกัมพูชาหรือครับ? ฉะนั้นการตั้งข้อสงวนและทางกัมพูชามิได้มีปฏิกิริยาอันใดมิได้หมายความว่าทางกัมพูชายอมรับท่าทีของเรานี่ครับ เพราะัศาลตัดสินมาแล้ว มันต่างจากการที่จะมีคำพิพากษาซึ่งมาระงับกรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา และเขาก็ยึดแผนที่ผนวก1 เสียด้วย และยังยืนกรานจนกระทั่งทุกวันนี้

ในประเด็นที่สองนั้น สรุปได้ว่า เจ้าสีหนุขึ้นประสาททางบันได้หัก=เขมรยอมรับว่าไทยไม่ยอมรับแผนที่ผนวก1??? ตรรกะเป็นอย่างไรคงไม่ต้องพูดนะครับผม และอันที่จริง จากสไลด์ของนักวิชาการท่านหนึ่ง ผมลองดู ทางขึ้นเขาพระวิหารก็ไม่ได้มีทางเดียวเสียด้วยสิ ผมจะลองไปปรึกษานักวิชาการท่านนี้เพื่อที่จะนำสไลด์ดังกล่าวมาแบ่งปันนะครับ
"The unjust law is no law at all."
User avatar
sanddolphin
 
Posts: 477
Joined: Sun Apr 12, 2009 1:35 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby Robert De Niro » Mon Jan 03, 2011 12:57 am

คนบาป wrote:...การผลักดันต่างชาติออกจากพื้นที่อ้างสิทธิ์มันทำได้หลากหลายวิธีตามที่เค้าร่ำเรียนกันมา ทั้งทางการทูตและการทหาร ตราบใดที่ทางการทูตยังใช้ได้อยู่แล้วจะไปล้มโต๊ะทำไม

MOU 2543 ไทยก็บอกไทยได้เปรียบเพราะยกสันปันน้ำมาพูดอีกครั้ง เขมรก็บอกว่าดีเหมือนกันผมถือเอาแผนที่ฝรั่งเศสมาเจรจา ซึ่งก็ขึ้นกับผลการเจรจาซึ่งสลับซับซ้อน ต่อรอง ประนีประนอม ให้ทุกอย่างเป็นไปบนโต๊ะเจรจา แสวงหาประโยชน์ในพื้นที่ร่วมกันได้แค่ไหนก็ต้องทำไป...

ทำไมบางคนอยากทำสงครามจัง :P

รบกันแล้วก็ต้องรบกันอีก เค้าแพ้วันนี้ วันหน้าเค้าพร้อมก็มาใหม่ มีผู้นำคนใหม่ที่ปลุก
กระแสรักชาติปนคลั่งชาติครั้งใหม่ๆ สุดท้ายสู้กันจนเบื่อก็ต้องนั่งเจรจากัน

สุดท้ายก็มีแต่เสียกับเสีย คนเขมรคนไทยเคยไปมาหาสู่กันฉันท์มิตร แต่งงานดองกัน
มีวัฒนธรรมที่เชื่อมต่อถึงกันอย่างแนบแน่น ต้องมารบกัน เกลียดกัน

ทำไมไม่คิดให้มัน win win เออนะ มี MOU เอาทหารออกไป เจรจากันไป คุณมีอะไร
เอามาดู ผมมีอะไรเอามาดู เอามาขึ้นโต๊ะแล้วต่อรองกัน คุยกัน

อย่างพื้นที่ตรงนี้ถ้าตกลงกันไม่ได้จะเอายังไง ถ้าไม่จบก็พัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อทั้ง
สองประเทศไม่ได้อย่างที่เป็นอยู่ ทั้งคู่ก็ต้องพยายามหาจุดที่มันลงตัวที่สุด และเป็นที่
พอใจของทั้งสองฝ่ายให้ได้
กองกำลังไม่ฝักไฝ่ฝ่ายใด (...ใส่แว่นสีฟ้า)
User avatar
Robert De Niro
 
Posts: 6093
Joined: Sat Nov 08, 2008 11:27 am

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby คนบาป » Mon Jan 03, 2011 1:35 am

ห้วงเวลาก่อนมีพิพาท และหลังพิพาท มีตชด.ประจำที่หน่วยผามออีแดงที่ผมสนิทสนม ที่บ้านก็ไปเที่ยวกัน อาศัยว่ามีตชด.เป็นญาติ ขึ้นเขาพระวิหารได้

ตชด.เรามีจำนวนมากกว่าทหารเขมรแถวๆ นั้น ( มีกำลังเพียง 1 หมวด ) จึงพึ่งพาอาศัยกันเหมือนเพื่อน เหมือนญาติ

สมัยเขมรแดงรบกัน ไทยก็เปิดทางให้เขมรแดงขึ้นมาใช้พื้นที่ปราสาทพระวิหารตั้งค่ายทหาร ร่องรอยการต่อสู้น่าจะยังเหลืออยู่

มันเป็นนโยบายจากทางรัฐบาลในห้วงเวลาต่าง ๆ

ว่างๆ จะไปขอรูปเค้ามาดู ไม่ทราบว่ายังเก็บกันบ้างหรือเปล่าไม่แน่ใจ

แต่เชื่อว่ามีทางขึ้นหลายทาง เพราะพรานป่าก็ออกล่าสัตว์กันเป็นประจำ ตชด.(เขต 3 อุบลราชธานี ) รุ่นนั้นหลายๆ คนก็ไปจับจองที่ดินในเขตป่าสงวนเขาพระวิหารกันหลายราย

เดี๋ยวนี้เป็นที่ดินสปก.หลายแปลง เพราะเป็นป่าสงวนเสื่อมโทรมที่หมู่บ้านภูมิสรอล ตชด.คนหนึ่ง สู้กับหมี ได้รับบาดเจ็บ

เราก็ทึ่งเค้ามากเพราะตอนนั้นเรายังเด็ก ๆ ฟังเค้าเล่าให้ฟังเป็นที่สนุกสนานขอดูแผลที่หมีข่วน...เหมือนนิยายบ้านเล็กในป่าใหญ่

ข้อมูลส่วนนี้ต้องลงไปคุยกับชาวบ้านภูมิสรอล หรือ ตชด.ที่รักษาการที่นั่นถึงจะได้ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์
User avatar
คนบาป
 
Posts: 13482
Joined: Fri Nov 19, 2010 3:52 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby sanddolphin » Mon Jan 03, 2011 2:15 am

คนบาป wrote:ห้วงเวลาก่อนมีพิพาท และหลังพิพาท มีตชด.ประจำที่หน่วยผามออีแดงที่ผมสนิทสนม ที่บ้านก็ไปเที่ยวกัน อาศัยว่ามีตชด.เป็นญาติ ขึ้นเขาพระวิหารได้

ตชด.เรามีจำนวนมากกว่าทหารเขมรแถวๆ นั้น ( มีกำลังเพียง 1 หมวด ) จึงพึ่งพาอาศัยกันเหมือนเพื่อน เหมือนญาติ

สมัยเขมรแดงรบกัน ไทยก็เปิดทางให้เขมรแดงขึ้นมาใช้พื้นที่ปราสาทพระวิหารตั้งค่ายทหาร ร่องรอยการต่อสู้น่าจะยังเหลืออยู่

มันเป็นนโยบายจากทางรัฐบาลในห้วงเวลาต่าง ๆ

ว่างๆ จะไปขอรูปเค้ามาดู ไม่ทราบว่ายังเก็บกันบ้างหรือเปล่าไม่แน่ใจ

แต่เชื่อว่ามีทางขึ้นหลายทาง เพราะพรานป่าก็ออกล่าสัตว์กันเป็นประจำ ตชด.(เขต 3 อุบลราชธานี ) รุ่นนั้นหลายๆ คนก็ไปจับจองที่ดินในเขตป่าสงวนเขาพระวิหารกันหลายราย

เดี๋ยวนี้เป็นที่ดินสปก.หลายแปลง เพราะเป็นป่าสงวนเสื่อมโทรมที่หมู่บ้านภูมิสรอล ตชด.คนหนึ่ง สู้กับหมี ได้รับบาดเจ็บ

เราก็ทึ่งเค้ามากเพราะตอนนั้นเรายังเด็ก ๆ ฟังเค้าเล่าให้ฟังเป็นที่สนุกสนานขอดูแผลที่หมีข่วน...เหมือนนิยายบ้านเล็กในป่าใหญ่

ข้อมูลส่วนนี้ต้องลงไปคุยกับชาวบ้านภูมิสรอล หรือ ตชด.ที่รักษาการที่นั่นถึงจะได้ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์


มันมีทางขึ้นหลายทางจริงๆน่ะละครับ เคยไปนั่งฟังบรรยายอาจารย์ท่านหนึ่งแสดงภาพให้ดู
"The unjust law is no law at all."
User avatar
sanddolphin
 
Posts: 477
Joined: Sun Apr 12, 2009 1:35 pm

Next

Return to สภากาแฟ



cron