เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

เรื่องการเมือง เชิญที่นี่เลยครับ
Forum rules
- ห้ามใช้คำพูดหยาบคาย
- ห้ามโพสกระทู้หรือข้อความที่ดูหมิ่นเสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอันขาด

เชิญทุกท่านเข้าสู่บอร์ดใหม่ได้ที่ http://webboard.serithai.net ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ viewtopic.php?f=2&t=44976 ครับ

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby rokjitjung » Mon May 10, 2010 1:04 am

thmthm wrote:
กลุ่มมันสมองของคณะราษฎร์ จึงวิพากษ์วิจารณ์ หาแนวร่วม และโจมตีการบริหารราชการ ของรัชกาลที่ 7
ถึงแม้พระองค์ท่านจะทรงพากเพียรพยายามในการแก้ปัญหา โดยการลดรายจ่ายของรัฐ การลดเงินเดือน
ยุบสถานะจังหวัดบางแห่ง แม้กระทั่งรายจ่ายราชสำนักเองก็ไม่เว้น
แต่ถึงกระนั้น สถานะการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น

ทรงทราบถึงจุดอ่อนที่ทรงไม่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ จึงทรงแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาในพระองค์ขึ้น
แต่อาจจะเป็นเพราะท่านเหล่านั้นไม่เชี่ยวชาญพอ หรือสภาวะการณ์หนักมาก หรือต้องการเวลาในการแก้ปัญหาก็ตาม
ดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะไม่ดีขึ้น


ต้องลองทำตามนี้ครับ
baboon wrote:เห็นเจ้าของกระทู้แล้วนึกถึงตนเองตอนหนุ่มๆ
อยากให้ท่านศึกษาประวัติของ ร6 อย่างลึกซึ้ง ตลอดจนพระยารามฯ
ท่านจะได้รับทราบสาเหตุของ 2475 ได้ชัดขึ้น
ความเห็นนี้ ตรงประเด็นมาครับ

และไม่เฉพาะเรื่องการเมืองด้านเดียว ต้องลองดูด้านเศรษฐกิจ และสังคม ในช่วงนั้นประกอบด้วยนะครับ จริงๆ แล้ว ควรต้องดูการเปลี่ยนแปลงทางสังคมบ้านเมืองทุกด้านตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมาเลยจะยิ่งดี ครับ หากเห็นภาพสังคมตั้งแต่ช่วงนั้น ทั้งหมด คุณจะเห็นถึงปัญหา ในราชสำนักสมัยนั้นที่สืบเนื่องต่อมาในยุคต่อๆ มา ปัญหาทางการระหว่างประเทศ ที่ส่งผลต่อภาวะทางการเมืองการปกครองในประเทศ ระหว่างประเทศ และผลทางเศรษฐกิจที่เกิดจากสนธิสัญญาที่ทำกับต่างประเทศ การเสียดินแดนแต่ละครั้งของไทย ส่งผลอย่างไรในทางเศรษฐกิจ ในหนังสือสอนไว้ส่วนมากจะบอกเฉพาะมิติทางการเมืองเรื่องการเสียดินแดน แต่ไม่เคยพูดถึงว่า การเสียดินแดนแต่ละส่วนทำให้เสียเงินภาษีอากรที่จะเก็บได้เท่าไหร่ เสียโอกาสในการใช้ทรัพยากรในพื้นที่เท่าไหร่ และเจ้าเมือง ข้าราชการและผู้ที่เกี่ยวข้องเขาแก้ไขปัญหาอย่างไรกันบ้าง ผลของการแก้ไขปัญหาเป็นอย่างไร เรื่องพวกนี้ ต้องศึกษาอย่างเป็นระบบครับ

หากคุณเป็นนักวิทยาศาสตร์แท้ที่ไม่ "ด่วนสรุป" โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนเพียงพอแล้ว คุณน่าจะมีข้อสังเกตและสามารถลองค้นหาข้อมูลต่อไปได้หากผมจะบอกว่า จากการศึกษาของผม ปัญหาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี 2475 เป็นปัญหาที่เกิดจาก "สภาวะเศรษฐกิจ" มากกว่าเรื่องการเมืองครับ สิ่งที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาจนทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ มันเป็นความกดดันทางสังคมที่เริ่มผิดหวังกับผู้มีอำนาจในการปกครอง และต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คล้ายๆ กับที่ในขณะนี้ มีคนบางกลุ่มอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้อำนาจของรัฐบาลอภิสิทธิ์นี่แหละครับ คือ เรื่องที่คนส่วนใหญ่อยากใ้ห้ทำคนที่มีอำนาจไม่ทำ ตามนั้น ก็เกิดกระแสที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงที่เเห็นได้ชัด และจับต้องได้โดยไม่นึกถึงผลในอนาคตอย่างรอบด้าน หรือจะเรียกว่า "ยอมไปตายเอาดาบหน้า" ก็ว่าได้ (คุ้นๆ มั๊ย :lol: :lol: )

ส่วนเรื่องมักใหญ่ต้องการล้มสถาบันนั้น ก็คงเหมือนในสังคมทุกวันนี้แหละครับ ในกลุ่้มคนที่ร่วมก่อการ 20-30 คน ก็มีทั้งคนที่ต้องการไปให้ถึงจุดนั้น คนที่ต้องการเพียงลดพระราชอำนาจ และคนที่ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันก็มีโดยต้องการเพียงเปลี่ยนโครงสร้างทางการบริหารประเทศ แต่ ณ ขณะที่ตัดสินใจก่อการนั้น เป็นจุดที่ทั้งหมดเห็นร่วมกันว่า ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง ซึ่งการที่ตัดสินใจทำอย่างนั้นในขณะนั้นทุกคนที่ออกหน้ากระทำการ ต่างยอมรับและตกลงกันไว้แล้วว่า หากทำสำเร็จก็เป็นการเปลี่ยนประเทศให้ก้าวไปสู่เส้นทางแห่งอารยะ แต่หากแม้ผิดพลาดไปก่อการไม่สำเร็จ ย่อมต้องกลายเป็นกบฏ ทุกคนต้องยอมรับการลงโทษทัณฑ์ตามอาญาแผ่นดินโดยดุษฎี

ผมเกริ่นไว้ก่อนเท่านี้เพื่อให้ลองพิจารณา "ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น" อย่างมีสติ และลองมองให้รอบด้าน การใช้อคติมองเฉพาะมิติของ "อำนาจ" เพียงด้านเดียวไม่สามารถนำไปสู่ข้อสรุปที่เป็น "วิทยาศาสตร์" ได้ ในการทดลองวิทยาศาสตร์ สิ่งที่ต้องตัดออกเป็นอย่างแรกในการทดสอบ "สมมติฐาน" คือ "ความคิด" หรือ "ความรู้สึกส่วนตัว" ของผู้ทดลองที่มีคาดหวังต่อผล เพื่อให้ผลการทดสอบได้ผล "อย่างที่ควรเป็น" ตามการทดลอง ซึ่งอาจตรงกับสิ่งที่ผู้ทดลอง "คาดการณ์" ไว้หรือไม่ก็ได้
หาก

โดยเฉพาะปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นี้ สิ่งที่ผมศึกษามาบอกตรงๆ ว่า "ปรีดี" เป็นแค่หนึ่งในผู้เล่นครับ แต่อาจเป็นผู้เล่นที่อยู่ในระดับ "มันสมอง" ของเกมส์ ถ้าเทียบกับฟุตบอลก็อาจเป็นกองกลางตััวทำเกมส์ หรือ กัปตันทีม แต่ยังไม่ใช่ "กุนซือ" ตัวจริง เพราะหากพิจารณาให้ดีแล้วเหตุการณ์ในขณะนั้น "ปรีดี" ไม่มี "ปัจจัย" สนับสนุนอะไรเลยในการที่จะเป็น "กุนซือ" ตัวจริง ดังนั้นหากเป้าการโจมตี เรื่องการเปลนี่ยนแปลงการปกครองอยู่ที่ "ปรีดี" ผมบอกได้แค่ว่า "ด่า" ไม่ตรงเป้า ส่วนรายละเอียดคงต้องไปลองพิจารณาให้รอบด้านครับ ตั้งสติดีๆครับ ว่าคุยกันประเด็นไหนแน่ "เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่ดี เพราะมันสร้างปัญหาถึงปัจจุบัน" หรือ "ปรีดีเป็นคนไม่ดีเพราะคิดล้มเจ้า" หรือ " เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่ดี เพราะปรีดีเป็นแกนนำ" หรือ "เพราะปรีดีเห็นแก่ประโยชน์ตัวเองเลยเป็นตัวอย่างให้นักการเมืองทุกวันี้มีแต่ขี้โกง" ตั้งประเด็นให้ดีก่อนดีกว่าครับ ไม่ใช่อะไรเลวก็เพราะ "ปรีดี" เข้าไปเกี่ยวข้อง

ผมไม่ได้โปร "ปรีดี" แบบไม่มีเหตุผล แต่โดยส่วนตัวผมก็เห็นถึงประโยชน์หลายอย่างที่เขาทำให้กับประเทศพอๆ กับหลายเรื่องที่ไม่สมควรทำรวมถึงการที่มีคุณลักษณะบางประการที่น่าหมั่นไส้(หากผมเป็นนคนในสมัยนั้น) เช่นเดียวกับกรณี "ไอ้หน้าเหลี่ยม" ที่ผลงานดีๆ ก็มีให้เห็นหลายอย่าง เรื่องเลวๆ ก็มีอีกไม่น้อยทั้งที่มีหลักฐานและไม่มีหลักฐาน สำหรับผมการจะด่าใครซักคน ก็ควรด่าในเรื่องที่เป็นส่วนไม่ดีจริงๆ โดยมีหลักฐานที่เพียงพอระดับหนึ่ง ไม่ใช่ด่าแบบเหมาๆเพราะมันทำแบบนี้ที่เหลือต้องเลวทุกกรณีไป ส่วนการด่าโดยความไม่พอใจเป็นส่วนตัว ซึ่งเรียกว่า"อคติ"ก็ทำได้เพรีาะเป็นสิทธิส่วนตัว แต่ควรทำโดยมีสติและต้องยอมรับหากจะมีใครด่ากลับโดย "อคติ" ในลักษณะเดียวกัน ถ้าเป็นแบบนี้ จึงจะเหมาะสมที่จะเรียกตัวเองว่าเป็น "เสรีไทย" ที่แท้จริง เห็นด้วยไหมครับ
User avatar
rokjitjung
 
Posts: 89
Joined: Mon May 11, 2009 1:47 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby digdig » Mon May 10, 2010 1:20 am

rokjitjung wrote:
thmthm wrote:
กลุ่มมันสมองของคณะราษฎร์ จึงวิพากษ์วิจารณ์ หาแนวร่วม และโจมตีการบริหารราชการ ของรัชกาลที่ 7
ถึงแม้พระองค์ท่านจะทรงพากเพียรพยายามในการแก้ปัญหา โดยการลดรายจ่ายของรัฐ การลดเงินเดือน
ยุบสถานะจังหวัดบางแห่ง แม้กระทั่งรายจ่ายราชสำนักเองก็ไม่เว้น
แต่ถึงกระนั้น สถานะการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น

ทรงทราบถึงจุดอ่อนที่ทรงไม่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ จึงทรงแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาในพระองค์ขึ้น
แต่อาจจะเป็นเพราะท่านเหล่านั้นไม่เชี่ยวชาญพอ หรือสภาวะการณ์หนักมาก หรือต้องการเวลาในการแก้ปัญหาก็ตาม
ดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะไม่ดีขึ้น


ต้องลองทำตามนี้ครับ
baboon wrote:เห็นเจ้าของกระทู้แล้วนึกถึงตนเองตอนหนุ่มๆ
อยากให้ท่านศึกษาประวัติของ ร6 อย่างลึกซึ้ง ตลอดจนพระยารามฯ
ท่านจะได้รับทราบสาเหตุของ 2475 ได้ชัดขึ้น
ความเห็นนี้ ตรงประเด็นมาครับ

และไม่เฉพาะเรื่องการเมืองด้านเดียว ต้องลองดูด้านเศรษฐกิจ และสังคม ในช่วงนั้นประกอบด้วยนะครับ จริงๆ แล้ว ควรต้องดูการเปลี่ยนแปลงทางสังคมบ้านเมืองทุกด้านตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมาเลยจะยิ่งดี ครับ หากเห็นภาพสังคมตั้งแต่ช่วงนั้น ทั้งหมด คุณจะเห็นถึงปัญหา ในราชสำนักสมัยนั้นที่สืบเนื่องต่อมาในยุคต่อๆ มา ปัญหาทางการระหว่างประเทศ ที่ส่งผลต่อภาวะทางการเมืองการปกครองในประเทศ ระหว่างประเทศ และผลทางเศรษฐกิจที่เกิดจากสนธิสัญญาที่ทำกับต่างประเทศ การเสียดินแดนแต่ละครั้งของไทย ส่งผลอย่างไรในทางเศรษฐกิจ ในหนังสือสอนไว้ส่วนมากจะบอกเฉพาะมิติทางการเมืองเรื่องการเสียดินแดน แต่ไม่เคยพูดถึงว่า การเสียดินแดนแต่ละส่วนทำให้เสียเงินภาษีอากรที่จะเก็บได้เท่าไหร่ เสียโอกาสในการใช้ทรัพยากรในพื้นที่เท่าไหร่ และเจ้าเมือง ข้าราชการและผู้ที่เกี่ยวข้องเขาแก้ไขปัญหาอย่างไรกันบ้าง ผลของการแก้ไขปัญหาเป็นอย่างไร เรื่องพวกนี้ ต้องศึกษาอย่างเป็นระบบครับ

หากคุณเป็นนักวิทยาศาสตร์แท้ที่ไม่ "ด่วนสรุป" โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนเพียงพอแล้ว คุณน่าจะมีข้อสังเกตและสามารถลองค้นหาข้อมูลต่อไปได้หากผมจะบอกว่า จากการศึกษาของผม ปัญหาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี 2475 เป็นปัญหาที่เกิดจาก "สภาวะเศรษฐกิจ" มากกว่าเรื่องการเมืองครับ สิ่งที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาจนทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ มันเป็นความกดดันทางสังคมที่เริ่มผิดหวังกับผู้มีอำนาจในการปกครอง และต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คล้ายๆ กับที่ในขณะนี้ มีคนบางกลุ่มอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้อำนาจของรัฐบาลอภิสิทธิ์นี่แหละครับ คือ เรื่องที่คนส่วนใหญ่อยากใ้ห้ทำคนที่มีอำนาจไม่ทำ ตามนั้น ก็เกิดกระแสที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงที่เเห็นได้ชัด และจับต้องได้โดยไม่นึกถึงผลในอนาคตอย่างรอบด้าน หรือจะเรียกว่า "ยอมไปตายเอาดาบหน้า" ก็ว่าได้ (คุ้นๆ มั๊ย :lol: :lol: )

ส่วนเรื่องมักใหญ่ต้องการล้มสถาบันนั้น ก็คงเหมือนในสังคมทุกวันนี้แหละครับ ในกลุ่้มคนที่ร่วมก่อการ 20-30 คน ก็มีทั้งคนที่ต้องการไปให้ถึงจุดนั้น คนที่ต้องการเพียงลดพระราชอำนาจ และคนที่ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันก็มีโดยต้องการเพียงเปลี่ยนโครงสร้างทางการบริหารประเทศ แต่ ณ ขณะที่ตัดสินใจก่อการนั้น เป็นจุดที่ทั้งหมดเห็นร่วมกันว่า ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง ซึ่งการที่ตัดสินใจทำอย่างนั้นในขณะนั้นทุกคนที่ออกหน้ากระทำการ ต่างยอมรับและตกลงกันไว้แล้วว่า หากทำสำเร็จก็เป็นการเปลี่ยนประเทศให้ก้าวไปสู่เส้นทางแห่งอารยะ แต่หากแม้ผิดพลาดไปก่อการไม่สำเร็จ ย่อมต้องกลายเป็นกบฏ ทุกคนต้องยอมรับการลงโทษทัณฑ์ตามอาญาแผ่นดินโดยดุษฎี

ผมเกริ่นไว้ก่อนเท่านี้เพื่อให้ลองพิจารณา "ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น" อย่างมีสติ และลองมองให้รอบด้าน การใช้อคติมองเฉพาะมิติของ "อำนาจ" เพียงด้านเดียวไม่สามารถนำไปสู่ข้อสรุปที่เป็น "วิทยาศาสตร์" ได้ ในการทดลองวิทยาศาสตร์ สิ่งที่ต้องตัดออกเป็นอย่างแรกในการทดสอบ "สมมติฐาน" คือ "ความคิด" หรือ "ความรู้สึกส่วนตัว" ของผู้ทดลองที่มีคาดหวังต่อผล เพื่อให้ผลการทดสอบได้ผล "อย่างที่ควรเป็น" ตามการทดลอง ซึ่งอาจตรงกับสิ่งที่ผู้ทดลอง "คาดการณ์" ไว้หรือไม่ก็ได้
หาก

โดยเฉพาะปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นี้ สิ่งที่ผมศึกษามาบอกตรงๆ ว่า "ปรีดี" เป็นแค่หนึ่งในผู้เล่นครับ แต่อาจเป็นผู้เล่นที่อยู่ในระดับ "มันสมอง" ของเกมส์ ถ้าเทียบกับฟุตบอลก็อาจเป็นกองกลางตััวทำเกมส์ หรือ กัปตันทีม แต่ยังไม่ใช่ "กุนซือ" ตัวจริง เพราะหากพิจารณาให้ดีแล้วเหตุการณ์ในขณะนั้น "ปรีดี" ไม่มี "ปัจจัย" สนับสนุนอะไรเลยในการที่จะเป็น "กุนซือ" ตัวจริง ดังนั้นหากเป้าการโจมตี เรื่องการเปลนี่ยนแปลงการปกครองอยู่ที่ "ปรีดี" ผมบอกได้แค่ว่า "ด่า" ไม่ตรงเป้า ส่วนรายละเอียดคงต้องไปลองพิจารณาให้รอบด้านครับ ตั้งสติดีๆครับ ว่าคุยกันประเด็นไหนแน่ "เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่ดี เพราะมันสร้างปัญหาถึงปัจจุบัน" หรือ "ปรีดีเป็นคนไม่ดีเพราะคิดล้มเจ้า" หรือ " เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่ดี เพราะปรีดีเป็นแกนนำ" หรือ "เพราะปรีดีเห็นแก่ประโยชน์ตัวเองเลยเป็นตัวอย่างให้นักการเมืองทุกวันี้มีแต่ขี้โกง" ตั้งประเด็นให้ดีก่อนดีกว่าครับ ไม่ใช่อะไรเลวก็เพราะ "ปรีดี" เข้าไปเกี่ยวข้อง

ผมไม่ได้โปร "ปรีดี" แบบไม่มีเหตุผล แต่โดยส่วนตัวผมก็เห็นถึงประโยชน์หลายอย่างที่เขาทำให้กับประเทศพอๆ กับหลายเรื่องที่ไม่สมควรทำรวมถึงการที่มีคุณลักษณะบางประการที่น่าหมั่นไส้(หากผมเป็นนคนในสมัยนั้น) เช่นเดียวกับกรณี "ไอ้หน้าเหลี่ยม" ที่ผลงานดีๆ ก็มีให้เห็นหลายอย่าง เรื่องเลวๆ ก็มีอีกไม่น้อยทั้งที่มีหลักฐานและไม่มีหลักฐาน สำหรับผมการจะด่าใครซักคน ก็ควรด่าในเรื่องที่เป็นส่วนไม่ดีจริงๆ โดยมีหลักฐานที่เพียงพอระดับหนึ่ง ไม่ใช่ด่าแบบเหมาๆเพราะมันทำแบบนี้ที่เหลือต้องเลวทุกกรณีไป ส่วนการด่าโดยความไม่พอใจเป็นส่วนตัว ซึ่งเรียกว่า"อคติ"ก็ทำได้เพรีาะเป็นสิทธิส่วนตัว แต่ควรทำโดยมีสติและต้องยอมรับหากจะมีใครด่ากลับโดย "อคติ" ในลักษณะเดียวกัน ถ้าเป็นแบบนี้ จึงจะเหมาะสมที่จะเรียกตัวเองว่าเป็น "เสรีไทย" ที่แท้จริง เห็นด้วยไหมครับ



เยี่ยมครับ พูดตรงใจเลย โพสดีที่สุดในกระทู้

เติ้งเสี่ยวผิง เคยพูดไว้ คอมมิวนิส ฆ่าง่ายๆ แค่ให้คนมีข้าวกิน

ความหมายคือ อุดมการณ์ และการเปลี่ยนแปลง มันล้วนมาจากท้องไม่อิ่มแหละครับ

ตอนนั้น สถาณการ์ณเศรษฐกิจการคลังมันแย่จริงๆ

เราได้กุนซือเศรษฐกิจที่หัวไม่ก้าวหน้า เลยสภาพเป็นอย่างที่เห็น



มันเป็นกรรมของประเทศ
User avatar
digdig
 
Posts: 15
Joined: Tue Apr 20, 2010 7:15 am

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby neonewman » Mon May 10, 2010 2:19 am

ถ้าประเทศไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

- ไม่มีกลุ่มเสือหิว ที่กินทุกอย่างที่ขวางหน้า ตอนโดนปลดจากตำแหน่งท่านผู้นำก็โดนคดีคอปรัปชั่นไปมากมาย
และกินแม้กระทั่งกลุ่มคณะที่ก่อการมาด้วยกัน หลังปี 2475 ซัดกันนัว เป็นปฐมบทของคำว่า "ไม่มีมิตรแท้และ
ศัตรูถาวรในระบบการเมืองไทย"

- ไม่มีเหตุการณ์สลดใจ รัฐประหารรัฐบาลตัวเอง คณะก่อการความจำสั้นว่า ปี 2475 เกิดขึ้นเพราะอะไร รู้แต่ว่า
จะชิงอำนาจกันอย่างไร

- ไม่มีภาษาไทยที่เข้าใจยาก ไม่มีคำว่า "เป็น" แทนคำว่า "เปน" และไม่มีไวยกรณ์ภาษาไทยยากๆให้คนรุ่นหลัง
ได้เรียนกัน และปวดหัวกับหลักภาษาแปลกๆตอน ent

- ไม่มีการพัฒนาแบบโง่ๆ เช่น การจูบแบบฝรั่งและการสวมหมวกเพียงคิดว่าทำสิ่งเหล่านี้แล้วประเทศไทยจะ
พัฒนา แทนที่จะส่งเสริมการศึกษาและแนวคิดประชาธิปไตยแก่ประชาชนรากหญ้า

- ไม่มีตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าคนที่มีอุดมการณ์แรงกล้าพอได้อำนาจกลับเปลี่ยน ความคิดได้ฉับพลัน สามารถ
ใช้เงินซื้อระบอบประชาธิปไตยด้วยการซื้อเสียง โกงการเลือกตั้ง ทั้งที่ๆ 2475 เคยโจมตีพฤติกรรมเหล่านี้แต่
2500 กลับมาเล่นบทนี้ซะเอง

- ไม่มีวันเสียงปืนแตกเพราะต้องเอาราชการมาเป็นพวกค้ำบังลังค์ผเด็จการจนชาว บ้านไม่พอใจ

- ไม่มีระบอบเผด็จการที่ปกครองประเทศหลังปี 2500 จนทำให้เกิด 14 ตุลา

:lol: :lol: :lol:
User avatar
neonewman
 
Posts: 4046
Joined: Sat May 01, 2010 8:45 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby rokjitjung » Mon May 10, 2010 2:19 am

Layla_Kop wrote:ถึงผมจะจบ ธรรมศาสตร์ แล้วก็สนิทกับอาจารย์บางคนที่มีนามสกุลเดียวกับมัน (ปรีดี)

Layla_Kop wrote:จริงๆ อยากให้เด็กธรรมศาสตร์รู้ไว้ด้วยว่า ที่ได้ร่ำได้เรียน มหาลัยฯ นะ ไม่ใช่เพราะปรีดีหรอกนะ


คุณแน่ใจนะว่าที่คุณมีมหาวิทยาลัยเรียนจนคุณอ้างว่าจบมาได้เนี่ย ไม่ใช่เพราะ "ปรีดี"
มหาวิทยาลัยที่คุณเรียนจนจบมาทำงาน มีรายได้โดยอาศัยหลักฐานปริญญาบัตรที่แสดงความรู้จากสถาบันนี้ เกิดขึ้นมาได้อย่างไรลองไปดูให้ดี
สถาบันนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ "ปรีดี" ลงแรงทำ และวางรากฐานให้กับประเทศนี้ (หากพิจารณาตามความเห็นของคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาตอบกระทู้นี้) นั่นคือการ "ให้ความรู้"
ไม่ว่า "ปรีดี" จะเป็น "คนดี" หรือ "คนเลว" ในสายตามของคุณ แต่ด้วยวัฒนธรรมที่ดีงามของไทยที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับ "ความกตัญญู"
คุณไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เป็นเพราะ "ปรีดี" คุณจึงได้ชื่อว่า "จบธรรมศาสตร์" และถ้าคุณใช้ "ความรู้" ที่ได้จาก "ธรรมศาสตร์" ไปทำมาหากิน นั่นคือคุณกำลังเอา "สิ่งที่ปรีดีทิ้งไว้ให้" ไปดำรงชีวิต พร้อมๆ กับที่คุณก็ "ด่าปรีดี" ไปด้วย คุณมัน "อกตัญญู" ว่ะ

คุณปฏิเสธ "ความจริง" ไม่ได้หรอก แม้คุณจะคิดโกรธเกลียดที่มี "พ่อ" เป็นโจร(ที่คุณคิดเอาเอง) แต่คุณจะมาบอกว่าที่เกิดมาได้ไม่ใช่เพราะ "พ่อ" เนี่ยมันคนละเรื่อง จะไปเรียกร้องบอกลูกคนอื่นว่า ที่เกิดมาได้เนี่ยไม่ใช่เพราะ "พ่อ" หรอก แบบนี้มัน "เห็นแก่ตัว" สุภาษิตไทยเขาเรียกว่า "เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง"

อีกอย่าง ถ้าคุณสนิทกับอาจารย์นามสกุล "พนมยงค์" ที่ปัจจุบันอยู่คณะ 02 ล่ะก็ มันยิ่งบอกได้เลยว่า คุณได้รับการถ่ายทอดอะไรมา ผมบอกได้แค่ว่า "ปู่" กับ "ย่า" ความคิดไม่ตรงกันก็หลายเรื่อง แล้วสิ่งที่ถ่ายทอดมาถึงปัจจุบันตลอดจนข้อมูลที่ไม่ดีเกี่ยวกับความคิด ความเห็นของ "ปรีดี"หลายเรื่อง ส่วนใหญ่มีฐานมาจาก "ย่า" ที่ช่วงหลังมี"หลุด" มาเป็นระยะซึ่งหลายเรื่องเป็น แค่ "ข่าวลือ"

Layla_Kop wrote:ความจริงในใจลึกๆ ที่มันทำ ไม่ได้หวังประชาธิปไตยอย่างที่มันพูดหรอก จะบอกให้


คุณ "รู้" จริงๆ หรือว่าเขาคิดอะไร หรือที่คุณรู้เป็นแค่ "คุณคิดว่าคุณรู้ว่าเขาคิดอะไร" ถ้าคุณ "รู้" แบบที่เป็น Fact ไม่ใช่ Estimate ผมจะได้เสนอให้ ศอฉ. พิจารณาเชิญคุณไปศึกษาความคิดของ "ไอ้หน้าเหลี่ยม" ดู เพราะคุณมีความสามารถในการอ่านใจ "คนที่ตายแล้ว" ดังนั้น แค่อ่านใจ "คนป่วยเป็นมะเร็ง" เนี่ย ไม่น่าจะเกินความสามารถ

Layla_Kop wrote:ผมว่าประเทศเราเริ่มมีวัฒนธรรมเชิดชูคนเลว ก็เริ่มจากเชิดชูคณะราษฏร์ กับไอ้ปรีดี เนี่ยแหละ


ลองกลับไปดู ศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทยดูให้ีแล้จะรู้ว่า "วัฒนธรรมเชิดชูคนเลว" มีมาตั้งแต่อยุธยาแล้ว การกบฏ แย่งชิงอำนาจระหว่างพี่น้อง อาหลาน และระหว่างราชวงศ์ต่างๆ มีอยู่ตลอดช่วง 417 ปีของอาณาจักร ถ้ามิติ"วัฒนธรรมเชิดชูคนเลว" ของคุณคือ การยกย่องคนที่มี "อำนาจ" มี "ทรัพย์สิน" นะ

สังคมไทย มีความหลากหลายทางสถานะทางสังคม แต่ด้วยวัฒนธรรมที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนไทย ประกอบกับการขยายตัวของคำสอนศาสนาพุทธ ทำให้ การแบ่งแยกชนชั้นระหว่างแต่ละชนชั้น ไม่เหมือนในประเทศตะวันตก ที่มีการแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจนเป็นผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครอง หรือในอินเดียที่มีการแบ่งวรรณะ โดยในสังคมไทย ยอมรับว่า คนสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงระดับชนชั้นได้ หากไม่ได้เป็นทาส คือนอกจากทาสแล้ว ไพร่สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นขุนนางได้ หรือแม้แต่ "ทาส" บางประเภทและบางคนหากมีความสามารถ "มูลนาย" อาจปลดปล่อยทาสนั้นให้เป็นไทได้ ในขณะเดียวกัน แม้สังคมจะไม่มีวัฒนธรรมการเปลี่ยนสถานะจากเจ้านายลงไปเป็นไพร่ แต่สังคมส่วนใหญ่จะมีมาตรการลงโทษทางสังคม (Social Sanction) ที่ไว้ดำเนินการกับคนที่สังคมมองว่าเป็นคนที่ "ไม่ดี" แม้ว่าคนๆ นั้น จะมีฐานะเป็น "เจ้านาย" ก็ตาม ซึ่งโดยปกติสังคมไทยตั้งแต่โบราณจะไม่ยกย่องเชิดชู "คนเลว" หรือครับ

ส่วนเรื่องการเชิดชูนั้น ในสังคมไทยก็มี อย่างน้อย 2 แบบ คือ การเชิดชูตำแหน่ง กับการเชิดชูตัวบุคคล การยกย่องตามตำแหน่งนั้น ตั้งแต่สมัยโบราณ จะมีการฉลองการเข้าสู่ตำแหน่ง ซึ่งนั่นแสดงถึงการ "ให้เกียรติ" ตำแหน่งหน้าที่นั้น ๆ ซึ่งโดยมากจะเป็นตำแหน่งที่มีหน้าที่ดูแลทุกข์ สุขของประชาชน ในด้านต่าง ๆ นั่นเองส่วนเรื่องการเชิดชูตัวบุคคล โดยทั่วไปจะยกย่องคนที่มีความรู้ ความสามารรถ หรือเป็นคนดี

ดังนั้น "วัฒนธรรมเชิดชูคนเลว" ในสังคมไทยจึงไม่มี ถ้าจะมีก็จะเป็นเหมือนกรณีเสื้อแดงที่ราชประสงค์นั่นแหละ ที่รับข้อมูลผิดพลาด หรือข้อมูลเท็จ หรือข้อมูลที่ถูกบิดเบือน หรือสุดท้ายก็เป็นอคติที่เชื่อมั่นเป็นการส่วนตัว เพราะหากข้อมูลที่ชัดแจ้ง คนที่มีสติก็จะรู้และไม่เชิดชูหรอกครับ แต่เป็นกรรมของประเทศที่ในขณะสมัยของ "ปรีดี" ผู้มีอำนาจเห็นว่า ไม่ควรให้ประชาชนรู้ข้อมูล "ที่จะทำให้เขาหมดอำนาจ" ก็เลยมีแต่ข้อมูลที่เป็นการใส่สี ตีไข่ เพื่อรักษาอำนาจของตัวเองเป็นส่วนใหญ่

ในปัจจุบัน ความเชื่อและการเชิดชู"คนเลว" ก็มีการพัฒนาไปอีกหลายขั้นแล้ว แต่ในปัจจุบัน ชาวบ้านประเภท "ถึงรู้ว่าเลว แต่ยังรักอยู่" ก็มีไม่น้อย ซึ่งก็ไม่ใช่เขาจะ "โง่" แต่เป็นเพราะเขา "ได้ประโยชน์"บางอย่างจากความเลวนั้น ดูตัวอย่างง่ายๆ กับประโยคที่เคยมีผู้นำประเทศคนหนึ่งพูดว่า "จังหวัดไหนที่เลือกเรา ก็จะดูแลเป็นพิเศษ" นั่นแหละ ซึ่งแบบนี้ ไม่ใช่กรณี การเชิดชูคนเลว แต่เป็นการสนับสนุนคนเลวเพื่อให้ได้ประโยชน์จากความเลวนั้น ซึ่งบางครั้งก็ว่าไม่ได้ สำหรับชาวบ้าน คนดีที่ไม่เหลียวและพวกเขา กับคนเลวๆ ที่ทำให้เขามีมากขึ้น ถ้ามองมิติเศรษฐศาสตร์เรื่องปากท้องเป็นหลักแล้ว การที่เขาจะ"เชิดชูคนเลว" ตามนัยยะนี้ก็ถือเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในทางเศรษฐศาสตร์ด้วย
User avatar
rokjitjung
 
Posts: 89
Joined: Mon May 11, 2009 1:47 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby neonewman » Mon May 10, 2010 2:55 am

>>>>ปัญหาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี 2475 เป็นปัญหาที่เกิดจาก "สภาวะเศรษฐกิจ" มากกว่าเรื่องการเมือง


แปลก !!! คนไทยสมัยนี้โง่จริงๆ สู้สมัย 2475 ก็ไม่ได้ ตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้วว่า ถ้าเราประสบปัญหาทางเศรษฐกิจเราก็แค่เปลี่ยนแปลงการปกครอง แค่นี้เอง ง่ายๆ..เราก็แก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจได้แล้ว ไม่เห็นต้องไปกู้ต่างประเทศเลย โง่จริงๆ :lol:
User avatar
neonewman
 
Posts: 4046
Joined: Sat May 01, 2010 8:45 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby rokjitjung » Mon May 10, 2010 2:56 am

neonewman wrote:ถ้าประเทศไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475


"If clause" the third type ..... AN Impossible Condition ..... because It already happened

neonewman wrote:- ไม่มีกลุ่มเสือหิว ที่กินทุกอย่างที่ขวางหน้า ตอนโดนปลดจากตำแหน่งท่านผู้นำก็โดนคดีคอปรัปชั่นไปมากมาย
และกินแม้กระทั่งกลุ่มคณะที่ก่อการมาด้วยกัน หลังปี 2475 ซัดกันนัว เป็นปฐมบทของคำว่า "ไม่มีมิตรแท้และ
ศัตรูถาวรในระบบการเมืองไทย"
- ไม่มีเหตุการณ์สลดใจ รัฐประหารรัฐบาลตัวเอง คณะก่อการความจำสั้นว่า ปี 2475 เกิดขึ้นเพราะอะไร รู้แต่ว่า
จะชิงอำนาจกันอย่างไร
- ไม่มีภาษาไทยที่เข้าใจยาก ไม่มีคำว่า "เป็น" แทนคำว่า "เปน" และไม่มีไวยกรณ์ภาษาไทยยากๆให้คนรุ่นหลัง
ได้เรียนกัน และปวดหัวกับหลักภาษาแปลกๆตอน ent
- ไม่มีการพัฒนาแบบโง่ๆ เช่น การจูบแบบฝรั่งและการสวมหมวกเพียงคิดว่าทำสิ่งเหล่านี้แล้วประเทศไทยจะ
พัฒนา แทนที่จะส่งเสริมการศึกษาและแนวคิดประชาธิปไตยแก่ประชาชนรากหญ้า
- ไม่มีตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าคนที่มีอุดมการณ์แรงกล้าพอได้อำนาจกลับเปลี่ยน ความคิดได้ฉับพลัน สามารถ
ใช้เงินซื้อระบอบประชาธิปไตยด้วยการซื้อเสียง โกงการเลือกตั้ง ทั้งที่ๆ 2475 เคยโจมตีพฤติกรรมเหล่านี้แต่
2500 กลับมาเล่นบทนี้ซะเอง
- ไม่มีวันเสียงปืนแตกเพราะต้องเอาราชการมาเป็นพวกค้ำบังลังค์ผเด็จการจนชาว บ้านไม่พอใจ
- ไม่มีระบอบเผด็จการที่ปกครองประเทศหลังปี 2500 จนทำให้เกิด 14 ตุลา
:lol: :lol: :lol:


เพราะหากไม่เกิด เหตุการณ์ 2475 นี้ ก็อาจไม่มี "ประเทศไทย" อยู่ในแผนที่โลกในปัจจุบันก็ได้

หรือ ไม่อาจอ้างความ "ไท" ที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้น เพราะคงเป็นเมืองขึ้น อังกฤษ หรือฝรั่งเศส ไปแล้ว

หรือ ไม่มีภาษาไทย "ยาก" ให้เรียนอีกต่อไป ต้องเรียน อังกฤษ หรือฝรั่งเศสกันได้ทั้งประเทศแล้ว

หรือ เป็นประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่มีกองทัพมายิงประชาชน ไม่ต้องมีการปฏิวัติโดยทหาร เพราะคงไม่มีทหาร

และสุดท้าย แม้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 การเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตย ยังไงก็ต้องเกิด ไม่ช้าก็เร็ว

และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย ยังไงก็ต้องมีนักการเมือง "เลว" อยู่ดี
User avatar
rokjitjung
 
Posts: 89
Joined: Mon May 11, 2009 1:47 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby neonewman » Mon May 10, 2010 3:18 am

โพสแรกพอดีไปอ่านเจอมาน่ะครับ :lol:


>>>>แม้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 การเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตย ยังไงก็ต้องเกิด ไม่ช้าก็เร็ว

และ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย ยังไงก็ต้องมีนักการเมือง "เลว" อยู่ดี



-ประชาธิปไตย คือ การบังคับ ด้วยเหตุผลว่า ยังไงก็ต้องมี อย่างนั้นเหรอครับ
-เมื่อรากฐานแข็งแกร่งแล้ว ประชาชนเห็นถึงความสำคัญและความหมายของคำว่าประชาธิปไตย นักการเมืองเลว ก็คงไม่สุขสบายแบบปัจจุบันนี้หรอกครับ
User avatar
neonewman
 
Posts: 4046
Joined: Sat May 01, 2010 8:45 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby ramboboy26 » Mon May 10, 2010 6:32 am

ไม่มีเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เรารู้จัก

อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่เราไม่รู้จักก็ได้
กูขอปฏิญาณ ต่อหน้าสถูปสถานศักดิ์สิทธิ์ ต่อหน้าอิฐหินดินทราย ขอจองล้างจองผลาญจนตาย ต่อผู้ทำลาย แผ่นดิน...
User avatar
ramboboy26
 
Posts: 3081
Joined: Mon Oct 13, 2008 3:52 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby love_samkha » Mon May 10, 2010 7:12 am

ควรสอนว่า อย่าขายสิทธิ์ ขายตัวรับใช้นายทุนการเมืองชั่ว
โกงกิน ขายชาติ มอบเมาประชาชน

หยุดขายสิทธิ์ ขายประชาธิปไตย หยุดทำลายสถาบัน
ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ร่วมรณรงค์ หยุดขายเสียง ขายตัว รับใช้นักการเมืองชั่วโกงกินประเทศไทย
หยุดส่งเสริมคนไม่ดีคนอัปรีย์มาปกครองบ้านเมือง
หยุดเข่นฆ่าประชาชน ทหาร ตำรวจ อ้างว่าเพื่อประชาธิปไตย
หยุดปิดถนนเอาถนนเป็นสภาเพื่อทำลายเศรษฐกิจชาติให้ล่มจม
บ้านเมืองมีขื่อมีแปให้เคารพกฎหมาย อย่าเอากฎหมู่มาอยู่เหนือกฎหมาย
อย่าคิดเอาแต่ได้ เอาหลักของกู กฎของพวกกูบ้านเมืองมันก็ฉิบหาย สิ
หยุดเห็นแก่ตัว หยุดทำชั่ว หยุดทำผิดกฎหมาย
หยุดขายเสียง หยุดขายสิทธิ์ มันเหมือนขายชีวิต ขายชาติ
ทำลายศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ บ้านเมืองมันจึงวิบัติอย่างปัจจุบัน
หยุดส่งเสริมยกย่องคนโกงมาปกครองบ้านเมืองเถิดหนาคนไทย
หยุดขายสิทธิ์ หยุดระบอบคอรัปชั่นเถิดหนาปวงประชาชาวไทย
สังคมวิบัติเพราะคนชั่วป่วนเมือง อันตระพาล ครองเมือง
หยุดทำชั่ว หยุดขายสิทธิ์ หยุดคอรัปชั่นเถิดหนาปวงประชาชาวไทย
ทั้งพวกข้าราชการทุกกระทรวง นักวิชาเกิน
นักวิชาโกงและพระสงฆ์ที่ขาศีลธรรม
อย่าสามัคคีกันทำชั่ว ทำลายชาติ ทำลายศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์
หยุดแก่งแย่ง อำนาจ และผลประโยชน์เถิดนักการเมือง
ขอให้ลด ตัณหา มานะ ทิฐิ อคติ อวิชชา และรู้จักปล่อยวางเสียบ้าง
หยุดขายสิทธิ์ หยุดคอรัปชั่นเถิดปวงประชาชาวไทย เพื่ออนาคต
ลูกหลานไทยจะอยู่ดีกินดีไม่ใช่แค่ลูกนายทุน ที่หากินบนหลังประชาชนคนจน love_samkha love_samkha
User avatar
love_samkha
 
Posts: 370
Joined: Thu Apr 22, 2010 1:48 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby neonewman » Mon May 10, 2010 11:34 am

ถ้าสุ่มพวกเสื้อแดงที่อยู่ที่หน้าเวทีมาสักคนนึง แล้วให้อธิบายความหมายของคำว่า ประชาธิปไตย ก็คงจะชัดเจนกว่านี้นะครับ :mrgreen:
User avatar
neonewman
 
Posts: 4046
Joined: Sat May 01, 2010 8:45 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby Layla_Kop » Mon May 10, 2010 12:47 pm

rokjitjung wrote:
Layla_Kop wrote:ถึงผมจะจบ ธรรมศาสตร์ แล้วก็สนิทกับอาจารย์บางคนที่มีนามสกุลเดียวกับมัน (ปรีดี)

Layla_Kop wrote:จริงๆ อยากให้เด็กธรรมศาสตร์รู้ไว้ด้วยว่า ที่ได้ร่ำได้เรียน มหาลัยฯ นะ ไม่ใช่เพราะปรีดีหรอกนะ


คุณแน่ใจนะว่าที่คุณมีมหาวิทยาลัยเรียนจนคุณอ้างว่าจบมาได้เนี่ย ไม่ใช่เพราะ "ปรีดี"
มหาวิทยาลัยที่คุณเรียนจนจบมาทำงาน มีรายได้โดยอาศัยหลักฐานปริญญาบัตรที่แสดงความรู้จากสถาบันนี้ เกิดขึ้นมาได้อย่างไรลองไปดูให้ดี
สถาบันนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ "ปรีดี" ลงแรงทำ และวางรากฐานให้กับประเทศนี้ (หากพิจารณาตามความเห็นของคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาตอบกระทู้นี้) นั่นคือการ "ให้ความรู้"
ไม่ว่า "ปรีดี" จะเป็น "คนดี" หรือ "คนเลว" ในสายตามของคุณ แต่ด้วยวัฒนธรรมที่ดีงามของไทยที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับ "ความกตัญญู"
คุณไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เป็นเพราะ "ปรีดี" คุณจึงได้ชื่อว่า "จบธรรมศาสตร์" และถ้าคุณใช้ "ความรู้" ที่ได้จาก "ธรรมศาสตร์" ไปทำมาหากิน นั่นคือคุณกำลังเอา "สิ่งที่ปรีดีทิ้งไว้ให้" ไปดำรงชีวิต พร้อมๆ กับที่คุณก็ "ด่าปรีดี" ไปด้วย คุณมัน "อกตัญญู" ว่ะ

คุณปฏิเสธ "ความจริง" ไม่ได้หรอก แม้คุณจะคิดโกรธเกลียดที่มี "พ่อ" เป็นโจร(ที่คุณคิดเอาเอง) แต่คุณจะมาบอกว่าที่เกิดมาได้ไม่ใช่เพราะ "พ่อ" เนี่ยมันคนละเรื่อง จะไปเรียกร้องบอกลูกคนอื่นว่า ที่เกิดมาได้เนี่ยไม่ใช่เพราะ "พ่อ" หรอก แบบนี้มัน "เห็นแก่ตัว" สุภาษิตไทยเขาเรียกว่า "เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง"

อีกอย่าง ถ้าคุณสนิทกับอาจารย์นามสกุล "พนมยงค์" ที่ปัจจุบันอยู่คณะ 02 ล่ะก็ มันยิ่งบอกได้เลยว่า คุณได้รับการถ่ายทอดอะไรมา ผมบอกได้แค่ว่า "ปู่" กับ "ย่า" ความคิดไม่ตรงกันก็หลายเรื่อง แล้วสิ่งที่ถ่ายทอดมาถึงปัจจุบันตลอดจนข้อมูลที่ไม่ดีเกี่ยวกับความคิด ความเห็นของ "ปรีดี"หลายเรื่อง ส่วนใหญ่มีฐานมาจาก "ย่า" ที่ช่วงหลังมี"หลุด" มาเป็นระยะซึ่งหลายเรื่องเป็น แค่ "ข่าวลือ"

Layla_Kop wrote:ความจริงในใจลึกๆ ที่มันทำ ไม่ได้หวังประชาธิปไตยอย่างที่มันพูดหรอก จะบอกให้


คุณ "รู้" จริงๆ หรือว่าเขาคิดอะไร หรือที่คุณรู้เป็นแค่ "คุณคิดว่าคุณรู้ว่าเขาคิดอะไร" ถ้าคุณ "รู้" แบบที่เป็น Fact ไม่ใช่ Estimate ผมจะได้เสนอให้ ศอฉ. พิจารณาเชิญคุณไปศึกษาความคิดของ "ไอ้หน้าเหลี่ยม" ดู เพราะคุณมีความสามารถในการอ่านใจ "คนที่ตายแล้ว" ดังนั้น แค่อ่านใจ "คนป่วยเป็นมะเร็ง" เนี่ย ไม่น่าจะเกินความสามารถ

Layla_Kop wrote:ผมว่าประเทศเราเริ่มมีวัฒนธรรมเชิดชูคนเลว ก็เริ่มจากเชิดชูคณะราษฏร์ กับไอ้ปรีดี เนี่ยแหละ


ลองกลับไปดู ศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทยดูให้ีแล้จะรู้ว่า "วัฒนธรรมเชิดชูคนเลว" มีมาตั้งแต่อยุธยาแล้ว การกบฏ แย่งชิงอำนาจระหว่างพี่น้อง อาหลาน และระหว่างราชวงศ์ต่างๆ มีอยู่ตลอดช่วง 417 ปีของอาณาจักร ถ้ามิติ"วัฒนธรรมเชิดชูคนเลว" ของคุณคือ การยกย่องคนที่มี "อำนาจ" มี "ทรัพย์สิน" นะ

สังคมไทย มีความหลากหลายทางสถานะทางสังคม แต่ด้วยวัฒนธรรมที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนไทย ประกอบกับการขยายตัวของคำสอนศาสนาพุทธ ทำให้ การแบ่งแยกชนชั้นระหว่างแต่ละชนชั้น ไม่เหมือนในประเทศตะวันตก ที่มีการแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจนเป็นผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครอง หรือในอินเดียที่มีการแบ่งวรรณะ โดยในสังคมไทย ยอมรับว่า คนสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงระดับชนชั้นได้ หากไม่ได้เป็นทาส คือนอกจากทาสแล้ว ไพร่สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นขุนนางได้ หรือแม้แต่ "ทาส" บางประเภทและบางคนหากมีความสามารถ "มูลนาย" อาจปลดปล่อยทาสนั้นให้เป็นไทได้ ในขณะเดียวกัน แม้สังคมจะไม่มีวัฒนธรรมการเปลี่ยนสถานะจากเจ้านายลงไปเป็นไพร่ แต่สังคมส่วนใหญ่จะมีมาตรการลงโทษทางสังคม (Social Sanction) ที่ไว้ดำเนินการกับคนที่สังคมมองว่าเป็นคนที่ "ไม่ดี" แม้ว่าคนๆ นั้น จะมีฐานะเป็น "เจ้านาย" ก็ตาม ซึ่งโดยปกติสังคมไทยตั้งแต่โบราณจะไม่ยกย่องเชิดชู "คนเลว" หรือครับ

ส่วนเรื่องการเชิดชูนั้น ในสังคมไทยก็มี อย่างน้อย 2 แบบ คือ การเชิดชูตำแหน่ง กับการเชิดชูตัวบุคคล การยกย่องตามตำแหน่งนั้น ตั้งแต่สมัยโบราณ จะมีการฉลองการเข้าสู่ตำแหน่ง ซึ่งนั่นแสดงถึงการ "ให้เกียรติ" ตำแหน่งหน้าที่นั้น ๆ ซึ่งโดยมากจะเป็นตำแหน่งที่มีหน้าที่ดูแลทุกข์ สุขของประชาชน ในด้านต่าง ๆ นั่นเองส่วนเรื่องการเชิดชูตัวบุคคล โดยทั่วไปจะยกย่องคนที่มีความรู้ ความสามารรถ หรือเป็นคนดี

ดังนั้น "วัฒนธรรมเชิดชูคนเลว" ในสังคมไทยจึงไม่มี ถ้าจะมีก็จะเป็นเหมือนกรณีเสื้อแดงที่ราชประสงค์นั่นแหละ ที่รับข้อมูลผิดพลาด หรือข้อมูลเท็จ หรือข้อมูลที่ถูกบิดเบือน หรือสุดท้ายก็เป็นอคติที่เชื่อมั่นเป็นการส่วนตัว เพราะหากข้อมูลที่ชัดแจ้ง คนที่มีสติก็จะรู้และไม่เชิดชูหรอกครับ แต่เป็นกรรมของประเทศที่ในขณะสมัยของ "ปรีดี" ผู้มีอำนาจเห็นว่า ไม่ควรให้ประชาชนรู้ข้อมูล "ที่จะทำให้เขาหมดอำนาจ" ก็เลยมีแต่ข้อมูลที่เป็นการใส่สี ตีไข่ เพื่อรักษาอำนาจของตัวเองเป็นส่วนใหญ่

ในปัจจุบัน ความเชื่อและการเชิดชู"คนเลว" ก็มีการพัฒนาไปอีกหลายขั้นแล้ว แต่ในปัจจุบัน ชาวบ้านประเภท "ถึงรู้ว่าเลว แต่ยังรักอยู่" ก็มีไม่น้อย ซึ่งก็ไม่ใช่เขาจะ "โง่" แต่เป็นเพราะเขา "ได้ประโยชน์"บางอย่างจากความเลวนั้น ดูตัวอย่างง่ายๆ กับประโยคที่เคยมีผู้นำประเทศคนหนึ่งพูดว่า "จังหวัดไหนที่เลือกเรา ก็จะดูแลเป็นพิเศษ" นั่นแหละ ซึ่งแบบนี้ ไม่ใช่กรณี การเชิดชูคนเลว แต่เป็นการสนับสนุนคนเลวเพื่อให้ได้ประโยชน์จากความเลวนั้น ซึ่งบางครั้งก็ว่าไม่ได้ สำหรับชาวบ้าน คนดีที่ไม่เหลียวและพวกเขา กับคนเลวๆ ที่ทำให้เขามีมากขึ้น ถ้ามองมิติเศรษฐศาสตร์เรื่องปากท้องเป็นหลักแล้ว การที่เขาจะ"เชิดชูคนเลว" ตามนัยยะนี้ก็ถือเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในทางเศรษฐศาสตร์ด้วย


ขอบคุณนะครับ
แต่ขอโทษนะครับ บางเรื่อง ที่เปรียบกับพ่อเนี่ยมันคนละเรื่องกันเลยครับ
ปรีดี กับพ่อที่ให้กำเนิด มันคนละเรื่องกันนะครับ แล้วผมก็แยกแยะได้ครับว่าอะไร
เผอิญผมอาจจะจบจาก มธ. ที่ไม่ได้ เป็น ปรีดีลิซึ่ม แบบคุณๆ ก็เท่านั้นเอง
แล้วบางเรื่องที่คุณว่าผมนึกเองเนี่ย ขอโทษนะครับ เปล่าครับ แล้วถ้าผมย้อนกลับไปถามคุณบ้างว่า
คุณก็นึกเองเหมือนกันว่าผมนึกเอง ถ้างั้นคุณก็ควรจะไป ศอฉ. เหมือนกันนะครับ
จะถามว่าผมอกตัญญูไหมอันนี้ก็แล้วแต่คุณครับ ผมไม่เอามารบกวนจิตใจ แต่ผมไม่เคยและไม่พยายามทำชื่อเสียให้กับมหาลัยฯ อยู่แล้วครับ
แล้วก็จะทำต่อไปครับ มีหน้าที่ในสังคม ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร อีกอย่างนะครับเพราะผมคิดว่ามหาลัยฯครับที่ต้องตอบแทน ไม่ใช่เพราะคนๆนึง
ที่ผมเห็นว่าเค้าก็แค่เป็นผู้ก่อตั้งแค่นั้นเอง แต่ มธ. เค้าเจริญก้าวหน้ามาด้วยคนอีกหลายๆคนที่ทำหน้าที่
User avatar
Layla_Kop
 
Posts: 142
Joined: Sun Mar 29, 2009 10:27 am

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby เทพธิดาพยายาม » Mon May 10, 2010 1:25 pm

เดี๊ยนอยากให้แก้รัฐธรรมนูญให้พระราชวงศ์ชั้นสูง หรือพระบรมวงศานุวงศ์ สามารถเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศในนามรัฐบาลได้มากกว่า

แต่การจะเข้ามาขอให้อยู่ภายใต้ประชาธิปไตยด้วย นั่นคือต้องได้รับเลือกจากประชาชนเช่นเดียวกับการเลือกตั้งแบบทุกวันนี้ เมื่อก่อนเดี๊ยน

คิดแต่ว่า การที่รัฐธรรมนูญให้พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง โดยไม่มีนัยใดๆ แอบบแฝง

แต่ยิ่งโตเดี๊ยนก็ยิ่งพบว่า มันเป็นความฉลาดแกมนโยบายของคณะราษฎร์สกปรก ที่รู้ว่าพระราชวงศ์คือศูนย์รวมจิตใจของประชาชนซึ่งย่อมได้

รับความนิยมสูงกว่าพวกนักการเมืองขี้ฉ้อหน้าหนาอยู่แล้วนั่นเอง

ทุกวันนี้ถ้าเดี๊ยนเลือกได้ เดี๊ยนอยากให้ประเทศไทยกลับไปเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชเหมือนเดิมด้วยซ้ำ ไอ้พวกนักการเมืองชั้นต่ำจะได้หมดทาง

ทำมาหากินบนหลังประชาชนเสียที
คนเสื้อแดงมีประโยชน์กับดิฉันอย่างเดียวค่ะ
"พวกคุณคือแหล่งความบันเทิงที่มีไว้เพื่อเยาะเย้ยและสมน้ำหน้าเท่านั้น"
User avatar
เทพธิดาพยายาม
 
Posts: 124
Joined: Sat May 08, 2010 1:32 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby t045 » Mon May 10, 2010 1:40 pm

เราโชคดีที่ได้เกิดมาในยุคทึ่ มีกษัตริย์ที่ทรงทศธรรม
แล้วกาลเวลาก็ได้พิสูจน์แล้ว

บางทีถ้าท่าน
ถ้าท่านไปเกิด ในยุคหลุยส์ ฝรั่งเศษ
ยุคพระเจ้าจอร์จ อังกฤษ
ยุคจิ๋นซี ยุคซูสี ของจีน
ที่ประชาชนต้องเสียสละชีวิตเพื่อเสรีภาพ

แล้วถ้าสมมุติวันใด เราได้กษัตริย์ ที่ไม่ทรงทศธรรมล่ะ
บางทีท่านอยากจะให้เกิดประชาธิปไตยเร็ว ที่สุดก็ได้

ผมว่าบรรพบุรษของเราทุกคนได้ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว
เราจึงอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้

ส่วนใครทำผลกรรมอะไรใว้ในอดีค
เขาก็ต้องได้รับผลกรรมตอบแทนไปแล้วนิ
ใยถึงต้องเอามาเก็บให้ใจหม่นหมอง เบียดเบียนตัวเองทำไม
User avatar
t045
 
Posts: 128
Joined: Sat Mar 27, 2010 1:25 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby ter162525 » Mon May 10, 2010 2:11 pm

ของบ้างอย่างมันยังไม่ถึงเวลาที่ควรได้ มันก็ไม่สมควรจะเอา กล้วยแค่หามดันเสือกเอามากินมันก็ฝาดอยู่นั้นละ คณะราชก็เกิดจากคนหลายๆคนหลายความคิดแต่มีจะมีทางร่วมที่อาจจะคุยกันได้ สุดท้ายอำนาจมันหอมหวานยิ่งกว่าผลไม้ใดๆในโลก มันทำให้ทุกคนหลงไหลจนลืมตัว ถ้าตามที่ ส.ศิวลักษณ์ เขียนขึ้นจะเห็นด้วยว่า ปรีดี ก็ อยากจะ รักษา สถาบันไว้ แต่เพื่อนร่วมคณะ เขาไม่อยากได้ (จอมป.)ถึงขนาดที่จะทำลายความเป็นไทยเพื่อรับเอาแต่ของต่างชาติเพื่อจะให้ดูว่าประเทศศิวิไล แต่สิ่งที่ผมอยากพูดคือไม่ว่ากี่ยุดกี่สมัยผู้ชนะเท่านั้นที่ได้เขียนประวัติศาสตร์ สิ่ง ที่ผ่านมาแล้วเราเรียกกลับมาไม่ได้แต่ตอนอยู่ก็ต้องปรับปรุงกันไปกล้วยไม่สุขเราก็ต้องหาวิธีบ่มให้มันสุข ประชาธิปไตยมันก็ต้องพัฒนา เมื่อเปลี่ยนเอามาแล้วมันเปลี่ยนคืนไม่ได้แล้ว เหมือนกล้วยที่ถูกตัด แต่จะพัฒนาอย่างไรก็อยู่ที่เรา อย่าไปโทษว่าคนโน้น คนนี้ เมื่อคนที่ทำมันตาย5ไปแล้ว แล้วเรามามัวโทษอยู่ไม่เกิดอะไรหรอ
ปล.ผมไม่ได้เคารพคณะราชเลยตั้งแต่เรียนนั้นสือแล้ว (และตอนนี้ยิ่งรู้ว่ามันก็กัดกันเองเพราะอำนาจยิ่งสมน้ำหน้าไปใหญ่)เพราะว่าประวัติศาสตร์ก็บ่งบอกอยู่แล้วว่า ร.6-ร.7ท่านกำลังทดลองประชาธิปไตยอยู่ :) :)
บรรพชนเป็นพยาน ข้าลูกหลานแผ่นดินท่าน ขอสาปส่ง มันผู้ใด ทรยศ คดโกงชาติ ขายแผ่นดิน ขอให้มันบรรลัย อย่าได้มีสุขในแผ่นดินนี้ เดินเหยียบไปในถิ่นใด ขอให้มันร้อนรนดังถูกเพลิงเผา มันผู้ใด คิดล้มล้างกษัตริย์ผู้ทรงทศพิ ของให้มันผู้นั้นเกิดเป็นคนอนาถทุกชาติไป
User avatar
ter162525
 
Posts: 3030
Joined: Tue Mar 23, 2010 3:23 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby best » Mon May 10, 2010 2:49 pm

เทพธิดาพยายาม wrote:เดี๊ยนอยากให้แก้รัฐธรรมนูญให้พระราชวงศ์ชั้นสูง หรือพระบรมวงศานุวงศ์ สามารถเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศในนามรัฐบาลได้มากกว่า

แต่การจะเข้ามาขอให้อยู่ภายใต้ประชาธิปไตยด้วย นั่นคือต้องได้รับเลือกจากประชาชนเช่นเดียวกับการเลือกตั้งแบบทุกวันนี้ เมื่อก่อนเดี๊ยน

คิดแต่ว่า การที่รัฐธรรมนูญให้พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง โดยไม่มีนัยใดๆ แอบบแฝง

แต่ยิ่งโตเดี๊ยนก็ยิ่งพบว่า มันเป็นความฉลาดแกมนโยบายของคณะราษฎร์สกปรก ที่รู้ว่าพระราชวงศ์คือศูนย์รวมจิตใจของประชาชนซึ่งย่อมได้

รับความนิยมสูงกว่าพวกนักการเมืองขี้ฉ้อหน้าหนาอยู่แล้วนั่นเอง

ทุกวันนี้ถ้าเดี๊ยนเลือกได้ เดี๊ยนอยากให้ประเทศไทยกลับไปเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชเหมือนเดิมด้วยซ้ำ ไอ้พวกนักการเมืองชั้นต่ำจะได้หมดทาง

ทำมาหากินบนหลังประชาชนเสียที


โพสต์นี้ตลกดี :lol: :lol: :lol:
User avatar
best
 
Posts: 332
Joined: Mon Dec 01, 2008 11:07 am

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby Huligan » Mon May 10, 2010 5:24 pm

naiare wrote:ใจเย็นๆ..

บทบาทปรีดี ผมชื่นชมในฐานะหัวหน้าเสรีไทยรบญี่ปุ่น อันนี้เป็นคุณต่อชาติไทยอย่างมาก
ส่วน บทบาทปรีดีในคณะราษฎร์ 2475 อันนี้ ผมก็ไม่ชอบเหมือน จขกท

แต่ผมคิดว่า ปรีดี ทำไปด้วยอุดมการณ์ซึ่งอาจจะผิด ถ้าวันนี้ท่านยังอยู่ อาจจะสำนึกว่าตอนนั้นตัดสินใจผิดที่ร่วมยึดอำนาจ ร 7 มา
แต่ก็แน่นอนที่เมียท่านโกรธแค้น อันนั้นก็เรื่องของท่านที่คิดว่า สามีทำคุณให้ชาติตอนสงคราม แต่ต้องเจอมรสุมชีวิตในบั้นปลาย

ส่วนไอ้พวกแดงนรก ก็แค่ยกคณะราษฎร์มาอ้างหลอกเด็กเพื่อให้ดู ปชต แต่ทั้งหมดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของพวกมันเท่านั้นเอง


เห็นด้วยกับคุณ Naiare ครับ ในประเด็นขบวนการเสรีไทย แล้วก็ประเด็นเสี้ยมที่ควายแดงชอบทำ

มุกแบบนี้ ถ้าจำไม่ผิด เริ่มมาจาก ไอ้หงอกหมาเน่า กับ ไอ้ใจรัน มันเริ่มจุดประกาย...ตั้งแต่ราวๆปี 46
(ไอ้หงอกหมาเน่าใช้ชื่อจริง แต่ไอ้ใจรันจะใช้นามแฝงหนึ่ง)
ในเวบบอร์ดบางเวบ ที่มีบางกระทู้ เขียนสดุดีวาทกรรม ของอดีต พคท.อย่าง จิตร หรือ อัศนี(พลจันทร์)
ในขณะเดียวกัน ก็มีบางกระทู้ ที่เขียนเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์
ไอ้เหี้eพวกนี้จะเข้าไปเสี้ยม > บอกประมาณว่า อ่อนหัดไร้เดียงสา ที่เอาวาทกรรมของทั้ง"ซ้าย"และ"ขวา"มาโปรโมต บนกระดานเดียวกัน
หรือไม่ก็ยกยอเอาคนที่ตายไปแล้ว อย่างจิตรหรืออัศนีย์ มาเป็นเมพฝ่ายตัวเอง > แล้วตามด้วยวาทกรรมเสียดสีอมาตย์ เสียดสีสถาบันฯ
ทั้งๆที่ไม่ปรากฏหลักฐานว่า สองคนนั้นต่อต้านสถาบันจริงหรือไม่?...
ใครเคยเป็น พคท.แต่ว่าตายไปแล้ว ไม่สามารถออกมาพูดได้ มันจะจับยัดเข่งเลยว่ามีอุดมการณ์ล้มเจ้าเหมือนกับมัน
(นี่ถ้า เสกสรรค์ ธีรยุทธ เนาวรัตน์ หงาคาราวาน ฯลฯ ไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้ว...เผลอๆมันจะจับท่านเหล่านี้ยัดเข้าหลุมเดียวกับ"พวกล้มเจ้า"เป็นแน่! บังเอิญท่านทั้ง 4 ยังอยู่ เลยพิสูจน์ตัวได้ว่าไม่ได้เป็นพวกซ้ายไดโนเสาร์แบบนั้น)

ตอนแรกๆผมก็ตามมุกมันไม่ทันเหมือนกัน รู้แต่ว่ามีสำนวนที่อ่านแล้วเหมือนชวนทะเลาะ...มากกว่าต้องการแลกเปลี่ยน

ทีแรกผมก็ไม่เอะใจ ว่าวาทกรรมพวกนี้ มันก็มีจุดบอดอย่างร้ายแรง ที่น่าจะโดนอัดมันกลับไปได้บ้าง...
เป็นต้นว่า ด้านหนึ่งทำเป็นอ้าง > ไม่ชอบแบ่งชนชั้น...แต่อีกด้านก็ทำทีรังเกียจ ชนชั้นสูง แบบหว่านแห
ซึ่งมันคือการแบ่งชนชั้นไปในตัว นั่นเอง
:twisted:
ทฤษฎีของ เดล คาเนกี ใช้กับเหิ้ยหางแดงไม่ได้

การตัดหางลูกอ๊อด ไม่ได้ทำให้ลูกอ๊อดกลายเป็นกบได้!!!
User avatar
Huligan
 
Posts: 1203
Joined: Mon Jan 12, 2009 3:33 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby Huligan » Mon May 10, 2010 5:48 pm

rokjitjung wrote:คุณแน่ใจนะว่าที่คุณมีมหาวิทยาลัยเรียนจนคุณอ้างว่าจบมาได้เนี่ย ไม่ใช่เพราะ "ปรีดี"
มหาวิทยาลัยที่คุณเรียนจนจบมาทำงาน มีรายได้โดยอาศัยหลักฐานปริญญาบัตรที่แสดงความรู้จากสถาบันนี้ เกิดขึ้นมาได้อย่างไรลองไปดูให้ดี
สถาบันนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ "ปรีดี" ลงแรงทำ และวางรากฐานให้กับประเทศนี้ (หากพิจารณาตามความเห็นของคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาตอบกระทู้นี้) นั่นคือการ "ให้ความรู้"


อืมม์ อันนี้มีส่วนจริงครับ...สมมติถ้าผมจบจาก มธ.คงไม่กล้าวิจารณ์ท่านปรีดีแบบสุดลิ่ม
บังเอิญผมจบจากรั้วชมพู เลยขอทิ่มแทง ไอ้ใจหมา เอ๋งพาขย้อน กับ ไอ้สุธาควาย จิ๋มประเสริฐ ด้วยตรรกะแบบเดียวกันนี้ครับ :P
มาสอนอยู่จุฬาฯ ทำเหิ้ยอะไรวะ? ไม่รู้หรือไงว่าสถาบันการศึกษาแห่งนี้ ใครเริ่มก่อตั้งขึ้นมา?


rokjitjung wrote:คุณปฏิเสธ "ความจริง" ไม่ได้หรอก แม้คุณจะคิดโกรธเกลียดที่มี "พ่อ" เป็นโจร(ที่คุณคิดเอาเอง) แต่คุณจะมาบอกว่าที่เกิดมาได้ไม่ใช่เพราะ "พ่อ" เนี่ยมันคนละเรื่อง จะไปเรียกร้องบอกลูกคนอื่นว่า ที่เกิดมาได้เนี่ยไม่ใช่เพราะ "พ่อ" หรอก แบบนี้มัน "เห็นแก่ตัว" สุภาษิตไทยเขาเรียกว่า "เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง"


เฉกเช่น > ที่เหล่าควายแดง ชอบอ้างว่า ต่อต้านอมาตย์ แต่...
พ่อของเหล่าควายแดง กลับร้อนรน ที่ตัวเองจะถูกถอดยศ > อันเป็นสัญลักษณ์ค่านิยมแบบอมาตย์
ลูกควายแดง ที่เคยเป็นสหายคอมฯ ทำไมยอมรับเงื่อนไข ของอมาตย์เปรม ในปี 2523...ออกจากป่าตามข้อเสนอของอมาตย์ทำไม?
บอกว่า รธน.50 ไม่ดี...แล้วเสือกมาลงสมัครรับเลือกตั้ง ภายใต้ รธน.50...ฯลฯ
Last edited by Huligan on Mon May 10, 2010 6:46 pm, edited 2 times in total.
ทฤษฎีของ เดล คาเนกี ใช้กับเหิ้ยหางแดงไม่ได้

การตัดหางลูกอ๊อด ไม่ได้ทำให้ลูกอ๊อดกลายเป็นกบได้!!!
User avatar
Huligan
 
Posts: 1203
Joined: Mon Jan 12, 2009 3:33 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby Huligan » Mon May 10, 2010 6:08 pm

ส่วนเรื่องกราบไหว้ ปรีดี เนี่ย...เท่าที่เรียนผ่านมา ยังไม่เคยมีอาจารย์คนไหนสอนผมแบบนี้ครับ...จากประสบการณ์เลยนะ
แต่เท่าที่จำได้(สมัยประถม+มัธยม) จะไม่ค่อยมีใครชี้ประเด็นให้วิเคราะห์ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงนั้น
สมบูรณาฯมีข้อเสียอย่างไรบ้าง? หรือ ปชต.มีจุดอ่อนตรงไหนบ้าง? ก็ไม่มีครูคนไหนเคยวิเคราะห์ให้ฟัง ส่วนใหญ่จะสอนแบบผ่านๆตรงนี้ไปเลย...
เดาว่าคงเป็นวิถีของครูสมัยแรกๆที่จะพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง...มากกว่าบริหารความขัดแย้ง

เพิ่มเติม >.แต่จากการท่องโลกไซเบอร์ ทำให้ผมได้เจออาจารย์อีก 2 จำพวก...ที่ไม่ค่อยได้เจอในชีวิตจริง คือ
1) พวกที่ใช้แนวทาง"บริหารความขัดแย้ง"ให้ยอมรับความจริง แต่หลายมุมมอง
2) พวกช่างเสี้ยม"ยั่วยุและส่งเสริมความขัดแย้ง"
ทฤษฎีของ เดล คาเนกี ใช้กับเหิ้ยหางแดงไม่ได้

การตัดหางลูกอ๊อด ไม่ได้ทำให้ลูกอ๊อดกลายเป็นกบได้!!!
User avatar
Huligan
 
Posts: 1203
Joined: Mon Jan 12, 2009 3:33 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby ter162525 » Mon May 10, 2010 6:27 pm

rokjitjung wrote:
neonewman wrote:ถ้าประเทศไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475


"If clause" the third type ..... AN Impossible Condition ..... because It already happened

neonewman wrote:- ไม่มีกลุ่มเสือหิว ที่กินทุกอย่างที่ขวางหน้า ตอนโดนปลดจากตำแหน่งท่านผู้นำก็โดนคดีคอปรัปชั่นไปมากมาย
และกินแม้กระทั่งกลุ่มคณะที่ก่อการมาด้วยกัน หลังปี 2475 ซัดกันนัว เป็นปฐมบทของคำว่า "ไม่มีมิตรแท้และ
ศัตรูถาวรในระบบการเมืองไทย"
- ไม่มีเหตุการณ์สลดใจ รัฐประหารรัฐบาลตัวเอง คณะก่อการความจำสั้นว่า ปี 2475 เกิดขึ้นเพราะอะไร รู้แต่ว่า
จะชิงอำนาจกันอย่างไร
- ไม่มีภาษาไทยที่เข้าใจยาก ไม่มีคำว่า "เป็น" แทนคำว่า "เปน" และไม่มีไวยกรณ์ภาษาไทยยากๆให้คนรุ่นหลัง
ได้เรียนกัน และปวดหัวกับหลักภาษาแปลกๆตอน ent
- ไม่มีการพัฒนาแบบโง่ๆ เช่น การจูบแบบฝรั่งและการสวมหมวกเพียงคิดว่าทำสิ่งเหล่านี้แล้วประเทศไทยจะ
พัฒนา แทนที่จะส่งเสริมการศึกษาและแนวคิดประชาธิปไตยแก่ประชาชนรากหญ้า
- ไม่มีตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าคนที่มีอุดมการณ์แรงกล้าพอได้อำนาจกลับเปลี่ยน ความคิดได้ฉับพลัน สามารถ
ใช้เงินซื้อระบอบประชาธิปไตยด้วยการซื้อเสียง โกงการเลือกตั้ง ทั้งที่ๆ 2475 เคยโจมตีพฤติกรรมเหล่านี้แต่
2500 กลับมาเล่นบทนี้ซะเอง
- ไม่มีวันเสียงปืนแตกเพราะต้องเอาราชการมาเป็นพวกค้ำบังลังค์ผเด็จการจนชาว บ้านไม่พอใจ
- ไม่มีระบอบเผด็จการที่ปกครองประเทศหลังปี 2500 จนทำให้เกิด 14 ตุลา
:lol: :lol: :lol:


เพราะหากไม่เกิด เหตุการณ์ 2475 นี้ ก็อาจไม่มี "ประเทศไทย" อยู่ในแผนที่โลกในปัจจุบันก็ได้

หรือ ไม่อาจอ้างความ "ไท" ที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้น เพราะคงเป็นเมืองขึ้น อังกฤษ หรือฝรั่งเศส ไปแล้ว

หรือ ไม่มีภาษาไทย "ยาก" ให้เรียนอีกต่อไป ต้องเรียน อังกฤษ หรือฝรั่งเศสกันได้ทั้งประเทศแล้ว

หรือ เป็นประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่มีกองทัพมายิงประชาชน ไม่ต้องมีการปฏิวัติโดยทหาร เพราะคงไม่มีทหาร

และสุดท้าย แม้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 การเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตย ยังไงก็ต้องเกิด ไม่ช้าก็เร็ว

และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย ยังไงก็ต้องมีนักการเมือง "เลว" อยู่ดี


อย่ามาอ้างแบบนี้ครับ เพราะว่า สงครามโลกมันเกิดขึ้นตอน จอมพลป. เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาอ้างเลยครับเพราะว่าปรีดีมันทะเลาะกันกับ จอมพลป. แล้วคนที่เอาไทยไปอยู่กับญี่ปุ่นก็จอมพลป.
ปล. ร6ท่านส่งทหารเข้าร่วมกับฝ่ายพัธมิตร สมัย สงครามโลกครั้งที่ 1 จนทหารไทยได้รับเหรียญไป 600 กว่าคนครับอ่านประวัติศาสตร์บ้าง ช่วงล่าอาณานิคมก้ได้ ร5.ช่วยไว้ อย่ามาพูดแบบนี้ครับไม่ได้เรื่อง
:lol:
บรรพชนเป็นพยาน ข้าลูกหลานแผ่นดินท่าน ขอสาปส่ง มันผู้ใด ทรยศ คดโกงชาติ ขายแผ่นดิน ขอให้มันบรรลัย อย่าได้มีสุขในแผ่นดินนี้ เดินเหยียบไปในถิ่นใด ขอให้มันร้อนรนดังถูกเพลิงเผา มันผู้ใด คิดล้มล้างกษัตริย์ผู้ทรงทศพิ ของให้มันผู้นั้นเกิดเป็นคนอนาถทุกชาติไป
User avatar
ter162525
 
Posts: 3030
Joined: Tue Mar 23, 2010 3:23 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby chanbaan » Mon May 10, 2010 8:06 pm

t045 wrote:เราโชคดีที่ได้เกิดมาในยุคทึ่ มีกษัตริย์ที่ทรงทศธรรม

.
คำว่าทรราชมีไว้ใช้สำหรับนักปกครองที่ทำหน้าที่กดขี่ข่มเหง สำหรับกษัตริย์นั้นเกิดก่อนประธานาธิบดี การที่อ้างว่าอเมริกาทำได้ ประเทศไทยก็ต้องทำได้ ผมว่า เขาก็ปกครองแบบเขา เราก็ควรมองให้ชัดเจนว่า เราก็ปกครองแบบเรา และควรผ่อนคลายประชาธิปไตยไปสู่ธรรมาธิปไตยอันมีพระธรรมราชาทรงเป็นประมุข
.
อย่าอ้างคำว่าโชคดีหรือโชคร้าย แต่ดูว่าเราเป็นเช่นไร พ่อปกครองลูกอย่างไร เพราะหากพ่อท่านไม่ดี จะบอกว่าให้เปลี่ยนพ่อ อันนี้ก็ไม่ถูก แต่หากพ่อดีแล้วแม่เราดันไปเปลี่ยนพ่อ อันนี้จะไปห้ามได้อย่างไร
.
ดังนั้นจึงต้องทำตามหน้าที่ พ่อก็ปกครองลูก ลูกก็กตัญญูต่อพ่อ พี่ก็เอ็นดูน้อง น้องก็เคารพพี่
"ไม่มีคำว่ากดขี่ ไม่มีคำว่าทรราช"
อุดมการณ์ไม่ใช่คลิก แต่ต้องคิด คิดไปเรื่อยเลยวุ่ย
พุทธเจ้านำทาง ธรรมประคองใจ จิตใจวุ่นวาย ผิดพลาดพลั่งเผลอ มันเป็นสัจจะธรรมของคนที่ยังคน(เราเอง)
"เกลียดปฏิวัติไทยคม ชื่นชมปฏิวัติสีขาว เกลียดนักการเมืองขี้ฉอ ชื่นชอบนักการเมืองยึดมั่นอุดมการณ์"
User avatar
chanbaan
 
Posts: 2001
Joined: Wed Aug 19, 2009 9:25 am

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby chanbaan » Mon May 10, 2010 8:09 pm

ter162525 wrote:
rokjitjung wrote:
neonewman wrote:ถ้าประเทศไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475


"If clause" the third type ..... AN Impossible Condition ..... because It already happened

neonewman wrote:- ไม่มีกลุ่มเสือหิว ที่กินทุกอย่างที่ขวางหน้า ตอนโดนปลดจากตำแหน่งท่านผู้นำก็โดนคดีคอปรัปชั่นไปมากมาย
และกินแม้กระทั่งกลุ่มคณะที่ก่อการมาด้วยกัน หลังปี 2475 ซัดกันนัว เป็นปฐมบทของคำว่า "ไม่มีมิตรแท้และ
ศัตรูถาวรในระบบการเมืองไทย"
- ไม่มีเหตุการณ์สลดใจ รัฐประหารรัฐบาลตัวเอง คณะก่อการความจำสั้นว่า ปี 2475 เกิดขึ้นเพราะอะไร รู้แต่ว่า
จะชิงอำนาจกันอย่างไร
- ไม่มีภาษาไทยที่เข้าใจยาก ไม่มีคำว่า "เป็น" แทนคำว่า "เปน" และไม่มีไวยกรณ์ภาษาไทยยากๆให้คนรุ่นหลัง
ได้เรียนกัน และปวดหัวกับหลักภาษาแปลกๆตอน ent
- ไม่มีการพัฒนาแบบโง่ๆ เช่น การจูบแบบฝรั่งและการสวมหมวกเพียงคิดว่าทำสิ่งเหล่านี้แล้วประเทศไทยจะ
พัฒนา แทนที่จะส่งเสริมการศึกษาและแนวคิดประชาธิปไตยแก่ประชาชนรากหญ้า
- ไม่มีตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าคนที่มีอุดมการณ์แรงกล้าพอได้อำนาจกลับเปลี่ยน ความคิดได้ฉับพลัน สามารถ
ใช้เงินซื้อระบอบประชาธิปไตยด้วยการซื้อเสียง โกงการเลือกตั้ง ทั้งที่ๆ 2475 เคยโจมตีพฤติกรรมเหล่านี้แต่
2500 กลับมาเล่นบทนี้ซะเอง
- ไม่มีวันเสียงปืนแตกเพราะต้องเอาราชการมาเป็นพวกค้ำบังลังค์ผเด็จการจนชาว บ้านไม่พอใจ
- ไม่มีระบอบเผด็จการที่ปกครองประเทศหลังปี 2500 จนทำให้เกิด 14 ตุลา
:lol: :lol: :lol:


เพราะหากไม่เกิด เหตุการณ์ 2475 นี้ ก็อาจไม่มี "ประเทศไทย" อยู่ในแผนที่โลกในปัจจุบันก็ได้

หรือ ไม่อาจอ้างความ "ไท" ที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้น เพราะคงเป็นเมืองขึ้น อังกฤษ หรือฝรั่งเศส ไปแล้ว

หรือ ไม่มีภาษาไทย "ยาก" ให้เรียนอีกต่อไป ต้องเรียน อังกฤษ หรือฝรั่งเศสกันได้ทั้งประเทศแล้ว

หรือ เป็นประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่มีกองทัพมายิงประชาชน ไม่ต้องมีการปฏิวัติโดยทหาร เพราะคงไม่มีทหาร

และสุดท้าย แม้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 การเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตย ยังไงก็ต้องเกิด ไม่ช้าก็เร็ว

และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย ยังไงก็ต้องมีนักการเมือง "เลว" อยู่ดี


อย่ามาอ้างแบบนี้ครับ เพราะว่า สงครามโลกมันเกิดขึ้นตอน จอมพลป. เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาอ้างเลยครับเพราะว่าปรีดีมันทะเลาะกันกับ จอมพลป. แล้วคนที่เอาไทยไปอยู่กับญี่ปุ่นก็จอมพลป.
ปล. ร6ท่านส่งทหารเข้าร่วมกับฝ่ายพัธมิตร สมัย สงครามโลกครั้งที่ 1 จนทหารไทยได้รับเหรียญไป 600 กว่าคนครับอ่านประวัติศาสตร์บ้าง ช่วงล่าอาณานิคมก้ได้ ร5.ช่วยไว้ อย่ามาพูดแบบนี้ครับไม่ได้เรื่อง
:lol:

.
ขอบคุณสำหรับการให้ความกระจ่างชัด ขอบคุณแทนเพื่อนสมาชิกทุกคนครับ
อุดมการณ์ไม่ใช่คลิก แต่ต้องคิด คิดไปเรื่อยเลยวุ่ย
พุทธเจ้านำทาง ธรรมประคองใจ จิตใจวุ่นวาย ผิดพลาดพลั่งเผลอ มันเป็นสัจจะธรรมของคนที่ยังคน(เราเอง)
"เกลียดปฏิวัติไทยคม ชื่นชมปฏิวัติสีขาว เกลียดนักการเมืองขี้ฉอ ชื่นชอบนักการเมืองยึดมั่นอุดมการณ์"
User avatar
chanbaan
 
Posts: 2001
Joined: Wed Aug 19, 2009 9:25 am

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby neonewman » Mon May 10, 2010 8:10 pm

:cry: ซวยเลย :cry:

เพิ่มเติม >.แต่จากการท่องโลกไซเบอร์ ทำให้ผมได้เจออาจารย์อีก 2 จำพวก...ที่ไม่ค่อยได้เจอในชีวิตจริง คือ
1) พวกที่ใช้แนวทาง"บริหารความขัดแย้ง"ให้ยอมรับความจริง แต่หลายมุมมอง
2) พวกช่างเสี้ยม"ยั่วยุและส่งเสริมความขัดแย้ง"
User avatar
neonewman
 
Posts: 4046
Joined: Sat May 01, 2010 8:45 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby next001 » Tue May 11, 2010 12:42 am

SU5 wrote:จริงๆก็ไม่อยากแตะกระทู้นี้ เพราะประวัติศาสน์ ผมก็อ่านจากตำราภาษาไทยแค่นั้นเอง !

ทำไมไม่เขียนตำราใส่ในหลักสูตรการเรียนหละครับ ?? หรือกลัวอะไร ?? งูกินหาง??

รึต้องรอให้ลูกหลานเสรีไทย แก่ตายให้หมดก่อน ?

พวกแดงสยามยิ่งจ้องอยู่ :oops:


ลองคิดดูสิ ถ้าเขียนเป็นตำรา แล้วคนกลุ่มไหนจะเสีย
คนกลุ่มนั้นแหละ ที่ปิดกั้นไม่ให้เขียนตำรา
User avatar
next001
 
Posts: 46
Joined: Thu Apr 29, 2010 9:58 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby next001 » Tue May 11, 2010 12:45 am

chanbaan wrote:
baboon wrote:เห็นเจ้าของกระทู้แล้วนึกถึงตนเองตอนหนุ่มๆ
อยากให้ท่านศึกษาประวัติของ ร6 อย่างลึกซึ้ง ตลอดจนพระยารามฯ
ท่านจะได้รับทราบสาเหตุของ 2475 ได้ชัดขึ้น

.
ถ้าผมยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามมาเกือบทั้งชีวิต แล้วรู้ลึกตื้นหนาบางในการปล้นพระราชอำนาจ ผมผิดไหม ที่ขอจงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรีในบั่นปลายชีวิตของผม


ถ้าประเทศไทยจะมีประธานองคมนตรีชื่อทักษัณ ชินวัตร ท่านมีความรู้สึกอย่างไรครับ
ท่านจะเคารพคุณทักษิณเหมือนที่เคารพในปัจจุบันนี้หรืิอเปล่า
User avatar
next001
 
Posts: 46
Joined: Thu Apr 29, 2010 9:58 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby Canthai » Tue May 11, 2010 12:53 am

แหะ แหะ ผมเกิดไม่ทัน เลยขออ่านอย่างเดียว
User avatar
Canthai
 
Posts: 14925
Joined: Fri Oct 24, 2008 3:47 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby baboon » Tue May 11, 2010 8:04 pm

นี่ๆ ท่านๆ
ที่ผมให้อ่านไม่ได้หมายความว่าปรีดีเขาเป็นคนดีนะ
ก็แค่คนใฝ่อำนาจอีกคน แถมยังพานายแปลกมาแจม ผมก็รู้ๆกันอยู่
แต่ที่บอกเพราะเห็นสนใจในเรื่องเดียวกันก็น่าจะอ่านงานกว้างๆและมองภาพรวม
รับรองพูดกันมันส์แน่ๆ
ว่าแต่ผมอยากบอกอะไรหลายๆอย่างนะ แต่สภาวะผมมันไม่อำนวย (พิมพ์ช้ามาก) นัดกินเหล้ากันมั้ย
รับรองพูดหมดเปลือก :lol:
ปล. ลุงแคนไม่ต้องทำเด็ก 8-)
User avatar
baboon
 
Posts: 287
Joined: Wed Dec 03, 2008 10:19 am

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby chanbaan » Tue May 11, 2010 8:13 pm

ผมเกิดหลังพ่อแคนครับ เมื่อไรจะพาสาวๆ มาเยี่ยมผมที่บ้านบ้างครับ หรือติดเนชั่นจนลืม เสรีไทยครับ
อุดมการณ์ไม่ใช่คลิก แต่ต้องคิด คิดไปเรื่อยเลยวุ่ย
พุทธเจ้านำทาง ธรรมประคองใจ จิตใจวุ่นวาย ผิดพลาดพลั่งเผลอ มันเป็นสัจจะธรรมของคนที่ยังคน(เราเอง)
"เกลียดปฏิวัติไทยคม ชื่นชมปฏิวัติสีขาว เกลียดนักการเมืองขี้ฉอ ชื่นชอบนักการเมืองยึดมั่นอุดมการณ์"
User avatar
chanbaan
 
Posts: 2001
Joined: Wed Aug 19, 2009 9:25 am

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby Huligan » Sun May 16, 2010 10:45 pm

next001 wrote:
chanbaan wrote:
baboon wrote:เห็นเจ้าของกระทู้แล้วนึกถึงตนเองตอนหนุ่มๆ
อยากให้ท่านศึกษาประวัติของ ร6 อย่างลึกซึ้ง ตลอดจนพระยารามฯ
ท่านจะได้รับทราบสาเหตุของ 2475 ได้ชัดขึ้น

.
ถ้าผมยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามมาเกือบทั้งชีวิต แล้วรู้ลึกตื้นหนาบางในการปล้นพระราชอำนาจ ผมผิดไหม ที่ขอจงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรีในบั่นปลายชีวิตของผม


ถ้าประเทศไทยจะมีประธานองคมนตรีชื่อทักษัณ ชินวัตร ท่านมีความรู้สึกอย่างไรครับ
ท่านจะเคารพคุณทักษิณเหมือนที่เคารพในปัจจุบันนี้หรืิอเปล่า


ตอบให้ก็ได้โว้ย! ถ้าไอ้เหลี่ยมมาดำรงตำแหน่งองคมนตรี กรูก็ไม่เคารพว่ะ!...
ดูจากกระทู้นี้ ก็มีคนเข้าไปวิจารณ์พลเอกสุรยุทธ(ที่เป็นองคมนตรี) อยู่เหมือนกัน...พวก ASTV เคยก็วิจารณ์

viewtopic.php?f=2&t=16509

แต่คนที่นี่ส่วนใหญ่ เค้าไม่เหิ้e พอ ที่จะไปก้าวก่ายพระราชอำนาจ...ด้วยการยื่นฎีกาถอดถอนองคมนตรี เหมือนพวกควายแดงหรอกว่ะ!
ทฤษฎีของ เดล คาเนกี ใช้กับเหิ้ยหางแดงไม่ได้

การตัดหางลูกอ๊อด ไม่ได้ทำให้ลูกอ๊อดกลายเป็นกบได้!!!
User avatar
Huligan
 
Posts: 1203
Joined: Mon Jan 12, 2009 3:33 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby cmlady » Sun May 16, 2010 11:28 pm

ไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์ ขอมองอย่างคนธรรมดาคนหนึ่ง
ไม่มีระบอบประชาธิปไตย หรือคอมมิวนิสต์ ที่แท้จริง ในโลก แต่ละประเทศก็ปกครองผสานผสมปนเปกันไป เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศนั้นนั้น
แต่ละบุคคลก็มีบทบาท ในการนำไปสู่จุดเปลี่ยน ของช่วงประวัติศาสตร์แตกต่างกันไป

ถึงยังไง ประเทศไทย ก็จะต้องมีระบอบพระมหากษัตริย์ เพื่อเป็นดุลโน้มถ่วง ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยเราที่สุดแล้ว

เฉกเช่นประเทศทางตะวันออกกลาง ที่อาจจะดูไม่ศิวิไลซ์ในสายตาของชาติตะวันตก แต่นั้นคือการปกครองที่เหมาะสม เหมือนตอนอเมริกาพังอิรัก
แล้วตอนนี้.. ประเทศอิรักสงบสุขกว่าเดิมหรือไม่? พอไม่มีซัดดัม ก็ไม่มีดุลถ่วงอำนาจผู้ก่อการร้าย ฉันใดก็ฉันนั้น

ประเทศไทย คือประเทศที่มีความเป็นเอกราชมาอย่างช้านาน เป็นไทด้วยเพราะเราคือ คนไทย ไม่ได้เปลี่ยนเพื่อโลก แต่ยืนหยัดด้วยความเป็นไท
คนไทยกลุ่มนี้ตอนนี้ ทำตัวเหมือนอย่าง นิทาน เรื่อง กบเลือกนาย หนสุดท้าย ก็ตกเป็นแค่เครื่องมือของความโลภ
กระหายไม่รู้จักพอของตัวเอง

ร่ายซะออกนอกเรื่อง ตัวเราเอง ไม่นิยม ปรีดีย์ อ่านแล้ว .. รู้สึกว่า คลั่งเกินไปหรือเปล่า คนเรายิ่งเรียนรู้มาก ลืมมองย้อนกลับถึงความเป็นตัวตนและรากเหง้าของตัวเอง
มองไม่เห็นโลกของสัจธรรม และความดีงาม ไม่ขอจะยกย่องบุคคลผู้นี้เช่นกัน
แม้ไม่ยิ่งใหญ่ แม้ไม่ร่ำรวย แม้ไม่เด่นดัง แต่ถ้าได้มีชีวิตอยู่ อย่างไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนคนอื่น และทำประโยชน์ให้สังคมบ้าง ย่อมไม่เสียที ที่ได้เกิดมาเป็นคนไทยในแผ่นดินของพระองค์
User avatar
cmlady
 
Posts: 54
Joined: Sun May 16, 2010 10:03 pm

Re: เมื่อครูสอนให้กราบไหว้ปรีดี พนมยงค์ เราก็ควรสอนว่า

Postby xmen » Mon May 17, 2010 12:23 am

ผมกับพ่อชอบคุยกันเรื่องการเมืองเคยถกเถียงกันเรื่องปรีดี พ่อบอกเค้าไม่ใช่คนดี ผมก็เถียงว่าดีทำอะไรดีหลายอย่าง เช่นเป็นเสรีไทย เปลี่ยนแปลงการปกครอง
แต่ยังไงพ่อก็ยังมีจุดยืนของพ่อว่าปรีดีไม่ใช่คนดี จนปัจจุบันพ่อผมเสียไปได้ 2 ปีกว่า ตอนนี้ผมอยากจะบอกพ่อว่าสิ่งที่พ่อบอกผมนั้นถูกต้องแล้ว เพราะพวกกบฏ 2475 อยากได้อำนาจเร่งเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยไม่เคยให้การศึกษากับประชาชนทำให้เกิดมีควายแดงเกิดอยู่ทั่วไปในประเทศไทยในปัจจุบัน กว่า 70 ปีประชาธิปไตยเมืองไทยไม่ไปถึงไหนเพราะกบฏ 2475 สร้างควายแดงเหลี่ยม และเหล่าควายแดง ฮุ่ย ๆๆ
"คลื่นลูกที่สาม ตาดูดาว เท้าอยู่บนเครื่องบิน โกงกินเป็นระบบ กลบด้วยการตลาด"
วาทะของ สมเด็จอัครระยำมหาอัปรีย์ ทักษิณ ชินวัตร
User avatar
xmen
 
Posts: 56
Joined: Tue Dec 02, 2008 10:40 pm

PreviousNext

Return to สภากาแฟ