thmthm wrote:
กลุ่มมันสมองของคณะราษฎร์ จึงวิพากษ์วิจารณ์ หาแนวร่วม และโจมตีการบริหารราชการ ของรัชกาลที่ 7
ถึงแม้พระองค์ท่านจะทรงพากเพียรพยายามในการแก้ปัญหา โดยการลดรายจ่ายของรัฐ การลดเงินเดือน
ยุบสถานะจังหวัดบางแห่ง แม้กระทั่งรายจ่ายราชสำนักเองก็ไม่เว้น
แต่ถึงกระนั้น สถานะการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น
ทรงทราบถึงจุดอ่อนที่ทรงไม่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ จึงทรงแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาในพระองค์ขึ้น
แต่อาจจะเป็นเพราะท่านเหล่านั้นไม่เชี่ยวชาญพอ หรือสภาวะการณ์หนักมาก หรือต้องการเวลาในการแก้ปัญหาก็ตาม
ดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะไม่ดีขึ้น
ต้องลองทำตามนี้ครับ
ความเห็นนี้ ตรงประเด็นมาครับbaboon wrote:เห็นเจ้าของกระทู้แล้วนึกถึงตนเองตอนหนุ่มๆ
อยากให้ท่านศึกษาประวัติของ ร6 อย่างลึกซึ้ง ตลอดจนพระยารามฯ
ท่านจะได้รับทราบสาเหตุของ 2475 ได้ชัดขึ้น
และไม่เฉพาะเรื่องการเมืองด้านเดียว ต้องลองดูด้านเศรษฐกิจ และสังคม ในช่วงนั้นประกอบด้วยนะครับ จริงๆ แล้ว ควรต้องดูการเปลี่ยนแปลงทางสังคมบ้านเมืองทุกด้านตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมาเลยจะยิ่งดี ครับ หากเห็นภาพสังคมตั้งแต่ช่วงนั้น ทั้งหมด คุณจะเห็นถึงปัญหา ในราชสำนักสมัยนั้นที่สืบเนื่องต่อมาในยุคต่อๆ มา ปัญหาทางการระหว่างประเทศ ที่ส่งผลต่อภาวะทางการเมืองการปกครองในประเทศ ระหว่างประเทศ และผลทางเศรษฐกิจที่เกิดจากสนธิสัญญาที่ทำกับต่างประเทศ การเสียดินแดนแต่ละครั้งของไทย ส่งผลอย่างไรในทางเศรษฐกิจ ในหนังสือสอนไว้ส่วนมากจะบอกเฉพาะมิติทางการเมืองเรื่องการเสียดินแดน แต่ไม่เคยพูดถึงว่า การเสียดินแดนแต่ละส่วนทำให้เสียเงินภาษีอากรที่จะเก็บได้เท่าไหร่ เสียโอกาสในการใช้ทรัพยากรในพื้นที่เท่าไหร่ และเจ้าเมือง ข้าราชการและผู้ที่เกี่ยวข้องเขาแก้ไขปัญหาอย่างไรกันบ้าง ผลของการแก้ไขปัญหาเป็นอย่างไร เรื่องพวกนี้ ต้องศึกษาอย่างเป็นระบบครับ
หากคุณเป็นนักวิทยาศาสตร์แท้ที่ไม่ "ด่วนสรุป" โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนเพียงพอแล้ว คุณน่าจะมีข้อสังเกตและสามารถลองค้นหาข้อมูลต่อไปได้หากผมจะบอกว่า จากการศึกษาของผม ปัญหาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี 2475 เป็นปัญหาที่เกิดจาก "สภาวะเศรษฐกิจ" มากกว่าเรื่องการเมืองครับ สิ่งที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาจนทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ มันเป็นความกดดันทางสังคมที่เริ่มผิดหวังกับผู้มีอำนาจในการปกครอง และต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คล้ายๆ กับที่ในขณะนี้ มีคนบางกลุ่มอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้อำนาจของรัฐบาลอภิสิทธิ์นี่แหละครับ คือ เรื่องที่คนส่วนใหญ่อยากใ้ห้ทำคนที่มีอำนาจไม่ทำ ตามนั้น ก็เกิดกระแสที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงที่เเห็นได้ชัด และจับต้องได้โดยไม่นึกถึงผลในอนาคตอย่างรอบด้าน หรือจะเรียกว่า "ยอมไปตายเอาดาบหน้า" ก็ว่าได้ (คุ้นๆ มั๊ย
ส่วนเรื่องมักใหญ่ต้องการล้มสถาบันนั้น ก็คงเหมือนในสังคมทุกวันนี้แหละครับ ในกลุ่้มคนที่ร่วมก่อการ 20-30 คน ก็มีทั้งคนที่ต้องการไปให้ถึงจุดนั้น คนที่ต้องการเพียงลดพระราชอำนาจ และคนที่ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันก็มีโดยต้องการเพียงเปลี่ยนโครงสร้างทางการบริหารประเทศ แต่ ณ ขณะที่ตัดสินใจก่อการนั้น เป็นจุดที่ทั้งหมดเห็นร่วมกันว่า ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง ซึ่งการที่ตัดสินใจทำอย่างนั้นในขณะนั้นทุกคนที่ออกหน้ากระทำการ ต่างยอมรับและตกลงกันไว้แล้วว่า หากทำสำเร็จก็เป็นการเปลี่ยนประเทศให้ก้าวไปสู่เส้นทางแห่งอารยะ แต่หากแม้ผิดพลาดไปก่อการไม่สำเร็จ ย่อมต้องกลายเป็นกบฏ ทุกคนต้องยอมรับการลงโทษทัณฑ์ตามอาญาแผ่นดินโดยดุษฎี
ผมเกริ่นไว้ก่อนเท่านี้เพื่อให้ลองพิจารณา "ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น" อย่างมีสติ และลองมองให้รอบด้าน การใช้อคติมองเฉพาะมิติของ "อำนาจ" เพียงด้านเดียวไม่สามารถนำไปสู่ข้อสรุปที่เป็น "วิทยาศาสตร์" ได้ ในการทดลองวิทยาศาสตร์ สิ่งที่ต้องตัดออกเป็นอย่างแรกในการทดสอบ "สมมติฐาน" คือ "ความคิด" หรือ "ความรู้สึกส่วนตัว" ของผู้ทดลองที่มีคาดหวังต่อผล เพื่อให้ผลการทดสอบได้ผล "อย่างที่ควรเป็น" ตามการทดลอง ซึ่งอาจตรงกับสิ่งที่ผู้ทดลอง "คาดการณ์" ไว้หรือไม่ก็ได้
หาก
โดยเฉพาะปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นี้ สิ่งที่ผมศึกษามาบอกตรงๆ ว่า "ปรีดี" เป็นแค่หนึ่งในผู้เล่นครับ แต่อาจเป็นผู้เล่นที่อยู่ในระดับ "มันสมอง" ของเกมส์ ถ้าเทียบกับฟุตบอลก็อาจเป็นกองกลางตััวทำเกมส์ หรือ กัปตันทีม แต่ยังไม่ใช่ "กุนซือ" ตัวจริง เพราะหากพิจารณาให้ดีแล้วเหตุการณ์ในขณะนั้น "ปรีดี" ไม่มี "ปัจจัย" สนับสนุนอะไรเลยในการที่จะเป็น "กุนซือ" ตัวจริง ดังนั้นหากเป้าการโจมตี เรื่องการเปลนี่ยนแปลงการปกครองอยู่ที่ "ปรีดี" ผมบอกได้แค่ว่า "ด่า" ไม่ตรงเป้า ส่วนรายละเอียดคงต้องไปลองพิจารณาให้รอบด้านครับ ตั้งสติดีๆครับ ว่าคุยกันประเด็นไหนแน่ "เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่ดี เพราะมันสร้างปัญหาถึงปัจจุบัน" หรือ "ปรีดีเป็นคนไม่ดีเพราะคิดล้มเจ้า" หรือ " เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่ดี เพราะปรีดีเป็นแกนนำ" หรือ "เพราะปรีดีเห็นแก่ประโยชน์ตัวเองเลยเป็นตัวอย่างให้นักการเมืองทุกวันี้มีแต่ขี้โกง" ตั้งประเด็นให้ดีก่อนดีกว่าครับ ไม่ใช่อะไรเลวก็เพราะ "ปรีดี" เข้าไปเกี่ยวข้อง
ผมไม่ได้โปร "ปรีดี" แบบไม่มีเหตุผล แต่โดยส่วนตัวผมก็เห็นถึงประโยชน์หลายอย่างที่เขาทำให้กับประเทศพอๆ กับหลายเรื่องที่ไม่สมควรทำรวมถึงการที่มีคุณลักษณะบางประการที่น่าหมั่นไส้(หากผมเป็นนคนในสมัยนั้น) เช่นเดียวกับกรณี "ไอ้หน้าเหลี่ยม" ที่ผลงานดีๆ ก็มีให้เห็นหลายอย่าง เรื่องเลวๆ ก็มีอีกไม่น้อยทั้งที่มีหลักฐานและไม่มีหลักฐาน สำหรับผมการจะด่าใครซักคน ก็ควรด่าในเรื่องที่เป็นส่วนไม่ดีจริงๆ โดยมีหลักฐานที่เพียงพอระดับหนึ่ง ไม่ใช่ด่าแบบเหมาๆเพราะมันทำแบบนี้ที่เหลือต้องเลวทุกกรณีไป ส่วนการด่าโดยความไม่พอใจเป็นส่วนตัว ซึ่งเรียกว่า"อคติ"ก็ทำได้เพรีาะเป็นสิทธิส่วนตัว แต่ควรทำโดยมีสติและต้องยอมรับหากจะมีใครด่ากลับโดย "อคติ" ในลักษณะเดียวกัน ถ้าเป็นแบบนี้ จึงจะเหมาะสมที่จะเรียกตัวเองว่าเป็น "เสรีไทย" ที่แท้จริง เห็นด้วยไหมครับ


