ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

เรื่องการเมือง เชิญที่นี่เลยครับ
Forum rules
- ห้ามใช้คำพูดหยาบคาย
- ห้ามโพสกระทู้หรือข้อความที่ดูหมิ่นเสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอันขาด

เชิญทุกท่านเข้าสู่บอร์ดใหม่ได้ที่ http://webboard.serithai.net ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ viewtopic.php?f=2&t=44976 ครับ

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby noway2know » Tue Jul 27, 2010 7:52 pm

เสื้อแดงไปบุกรุกพื้นที่ทำมาหากินของพวกเขา
ไว้ให้เสื้อแดง ไปตั้งม๊อบหรือเผาพื้่นที่ ที่บ้านญาติพี่น้องนายเวรอยู่ก่อนนะค่ะ
อาจจะเข้าใจความรู้สึกของคนสีลม

รักในหลวง หวงแผ่นดิน
เกลียดเสื้อแดง จะรัฐบาล ม.แม้ว หรือ ม.มาร์ค ก็น่าผิดหวัง เลวพอๆกัน
ไปม๊อบมา ไปก็บอกว่าไป..ไม่ใช่ประเภท....ตุลาคมก็อยู่นะ(โกหก)
http://www.baanpud.net/forum/index.php....http://www.prachathon.org/forum/
User avatar
noway2know
 
Posts: 7750
Joined: Thu May 20, 2010 12:19 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby noway2know » Tue Jul 27, 2010 7:54 pm

ผลงานๆดีของคนที่นายเวรปกป้องอยู่

Image

กรรมตามสนอง เผาโดนตัวเองไปด้วย :lol: :lol:

Image

อุ๊ย!!!!! ตกใจ.... :lol: :lol: :lol:

ImageImageImage

ม๊อบเลิก ตกใจจนลืมบัตร !!!!!
พบในท่อน้ำวัดปทุมวนาราม

Image

รักในหลวง หวงแผ่นดิน
เกลียดเสื้อแดง จะรัฐบาล ม.แม้ว หรือ ม.มาร์ค ก็น่าผิดหวัง เลวพอๆกัน
ไปม๊อบมา ไปก็บอกว่าไป..ไม่ใช่ประเภท....ตุลาคมก็อยู่นะ(โกหก)
http://www.baanpud.net/forum/index.php....http://www.prachathon.org/forum/
User avatar
noway2know
 
Posts: 7750
Joined: Thu May 20, 2010 12:19 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby 55555 » Tue Jul 27, 2010 7:55 pm

55555 wrote:เค้าให้ตำรวจไปคุ้มครองประชาชน..ไม่ใช่ไปไล่ตีประชาชน..เสือกทำเกินกว่าหน้าที่....

ทหารห้ามแล้ว ก็ยังจะไปกระทืบให้ได้....





เอ้า ! คุณ โนเวย์เร็ว อีก....

ไม่เป็นไร..ซ้ำก็ซ้ำ...จะได้ดูกันซักหลายรอบหน่อย..







เอ้ย พี่อย่าไปโชว์เค้าดิ...

:lol: :lol: :lol:
55555
 
Posts: 5131
Joined: Mon Oct 13, 2008 8:29 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby noway2know » Tue Jul 27, 2010 7:58 pm



Image

แก้ผ้าที่ดินแดง...ผลงาน บก.ลายจุด
พวกเราไม่มีอาวุธ :lol:



ศอฉ.เปิดคลังแสงอาวุธ นปช. !!

Image

รักในหลวง หวงแผ่นดิน
เกลียดเสื้อแดง จะรัฐบาล ม.แม้ว หรือ ม.มาร์ค ก็น่าผิดหวัง เลวพอๆกัน
ไปม๊อบมา ไปก็บอกว่าไป..ไม่ใช่ประเภท....ตุลาคมก็อยู่นะ(โกหก)
http://www.baanpud.net/forum/index.php....http://www.prachathon.org/forum/
User avatar
noway2know
 
Posts: 7750
Joined: Thu May 20, 2010 12:19 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby noway2know » Tue Jul 27, 2010 8:00 pm

Image

รักในหลวง หวงแผ่นดิน
เกลียดเสื้อแดง จะรัฐบาล ม.แม้ว หรือ ม.มาร์ค ก็น่าผิดหวัง เลวพอๆกัน
ไปม๊อบมา ไปก็บอกว่าไป..ไม่ใช่ประเภท....ตุลาคมก็อยู่นะ(โกหก)
http://www.baanpud.net/forum/index.php....http://www.prachathon.org/forum/
User avatar
noway2know
 
Posts: 7750
Joined: Thu May 20, 2010 12:19 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Tue Jul 27, 2010 8:11 pm

ตรงใหนเคยโฟสมาก็อย่าเอามาโฟสบ่อยๆเลยคุณเขาเห็นกันหมดแล้วเเหละ
ที่ผมเขียนมาก็สงสัยว่ามีคนรับจ้างอยู่ ยิ่งสังสัยเพิ่มไปอีกนะเธ๊อออ
ดูรูปตอนงมปืนกระสุนกับปืนเก่าจังนะ ทำมั๊ยมาโชว์มันใหม่จังแต่ละกระบอกใช้หัวคิดหน่อย
...อย่างนี้หามาแปะบ้างพบเจอปืนที่ใหน
...สาวนักแปะตัวยงหาคนเทียบเท่า :lol: :lol: :lol:


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby see-u » Tue Jul 27, 2010 8:13 pm

** ดิฉัน .. รอคำตอบอยุ่ว่า
เย็นวันที่ 9 พค. เศษแดงอยุ่ที่ไหน


และนี่เป็นรูปที่หน้า ดุสิตธานี .. ที่เสื้อแดงแวะคุยกับ ตะกวด

Image

และ ตะกวด .. ก้ให้ผ่านเข้าไปในสีลมด้วยดี

Image

จริง ๆ แล้วมีข้อความที่น้องคนที่ กอดศพ ผู้หญิงที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่สีลมด้วย
น้องเขาส่งมาให้อ่านทาง อีเมล์ ...
และ มีพี่ที่ ดิฉัน รุ้จักอยุ่ในเหตุการณ์นั้นตั้งแต่วันแรก และ เป้นคนที่เข้าไปคุยกับ ตะกวด
ในวันที่พวกมันจับชาวบ้านธรรมดาไปที่ ดุสิตธานี ว่าพวกเมริงทำแบบนี้ไม่ถูก
นายเวร .. จะมาคุยกับ ดิฉัน เรื่องนี้เมื่อไหร่ก้ได้นะ
:!:
* See - U Never Die *

** ข้ออ้างจากพวกหิวคะแนน..

แมงสาบ : ไม่เลือกเราเขา (แม้ว) มาแน่
ตะกวดแดง : เลือกเรา "แม้ว"จะกลับมา


ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา : ถ้าไม่มีคนดีก็ไม่ต้องเลือก พรรคการเมืองอย่าดูถูกประชาชน
User avatar
see-u
 
Posts: 5073
Joined: Mon Oct 13, 2008 10:04 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Tue Jul 27, 2010 8:18 pm

พากันพอนะไอ้ประเภท อาแปะเนี้ย ทู้วิชาเกินเสียหมด ใช้ความคิดมาโต้แย้งนะทีนี้
วันนี้ไปก่อนนะจ๊ะ....โจทย์เยอะ...เซ็งเป็ด..เหลิมเจงๆ :lol: :lol: :lol:

Image
ปากบอกถือ ศีลห้า แต่ฆ่าโหด
คนใจโฉด สารเลว พูดเหลวไหล
ยังมีหน้า สอนสั่ง สุดจังไร
ปากพูดไป ใจวิปริต อภิสิทธิ์ชน.....

ยมทูต ขึ้นธรรมาสน์ อุบาทว์นัก
แล้วยึกยัก อุ้มพรก. ต่ออีกหน
สมกับความ ชั่วช้า สั่งฆ่าคน
ใช้เล่ห์กล เล่นลิ้น อ้างศีลธรรม.....

พูดกลบเกลื่อน คนตาย ทำลายภาพ
ลบรอยบาป สร้างไว้ ให้ชอกช้ำ
ยังเชิดหน้า ชูคอ เที่ยวก่อกรรม
เลวระยำ คำพูดมา หน้าไม่อาย.....
ขอบคุณบทกลอนร่วมสนับสนุนโดย 3บลา ประชาเทียม
Last edited by นายเวร on Wed Jul 28, 2010 8:51 am, edited 1 time in total.


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby noway2know » Tue Jul 27, 2010 8:22 pm

นายเวร wrote:พากันพอนะไอ้ประเภท อาแปะเนี้ย ทู้วิชาเกินเสียหมด ใช้ความคิดมาโต้แย้งนะทีนี้
วันนี้ไปก่อนนะจ๊ะ....โจทย์เยอะ...เซ็งเป็ด..เหลิมเจงๆ :lol: :lol: :lol:


หัดยอมรับความจริงบ้างค่ะ ทุกภาพและคลิปนั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
ความคิดเห็นของคุณนายเวรนั่นแหละ....เป็นที่มาของภาพ
เอาแค่ข่าวมา...เห็นแล้วกระโจนใส่เอามาโพส
ที่มาที่ไป มันทำให้คนอื่นแย้งได้....
พวกเราไม่ได้ใส่ร้ายคนอื่น....แบบนี้ค่ะ


Image
Last edited by noway2know on Tue Jul 27, 2010 8:24 pm, edited 1 time in total.

รักในหลวง หวงแผ่นดิน
เกลียดเสื้อแดง จะรัฐบาล ม.แม้ว หรือ ม.มาร์ค ก็น่าผิดหวัง เลวพอๆกัน
ไปม๊อบมา ไปก็บอกว่าไป..ไม่ใช่ประเภท....ตุลาคมก็อยู่นะ(โกหก)
http://www.baanpud.net/forum/index.php....http://www.prachathon.org/forum/
User avatar
noway2know
 
Posts: 7750
Joined: Thu May 20, 2010 12:19 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby see-u » Tue Jul 27, 2010 8:23 pm

นายเวร wrote:พากันพอนะไอ้ประเภท อาแปะเนี้ย ทู้วิชาเกินเสียหมด ใช้ความคิดมาโต้แย้งนะทีนี้
วันนี้ไปก่อนนะจ๊ะ....โจทย์เยอะ...เซ็งเป็ด..เหลิมเจงๆ :lol: :lol: :lol:


** เข้ามาโพสเมื่อไหร่ .. ก้จะตามถามเรื่องเย็นวันที่ 9 พค. เศษแดงอยุ่ที่ไหน
เป้นมือซ้าย .. ต้องรู้ว่าอยุ่ที่ไหน
:!:
* See - U Never Die *

** ข้ออ้างจากพวกหิวคะแนน..

แมงสาบ : ไม่เลือกเราเขา (แม้ว) มาแน่
ตะกวดแดง : เลือกเรา "แม้ว"จะกลับมา


ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา : ถ้าไม่มีคนดีก็ไม่ต้องเลือก พรรคการเมืองอย่าดูถูกประชาชน
User avatar
see-u
 
Posts: 5073
Joined: Mon Oct 13, 2008 10:04 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Tue Jul 27, 2010 9:31 pm

หนูอ้อย wrote:
Jseventh wrote:เรียนตามตรง ยังไม่เคยขวนขวายศึกษาในเชิงลึกเกี่ยวกับแนวคิดมาร์กซิสเลย
เคยอ่านแต่เรื่องที่มีแนวคิดนี้เป็นส่วนประกอบของเนื้อหา แต่ไม่เฉพาะเจาะจง (ไม่ใช่พระเอกของเรื่อง )
ขอถามความคิดเห็นของหนูอ้อย นายเวร อะไรคือความล้มเหลวของแนวคิดมาร์กซิสม์คะ?
หรือจะแปะบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ท่านอื่นๆ ให้อ่านก็ได้ค่ะ (อยากรู้มุมมองเรื่องความล้มเหลวของแนวคิดนี้)


บทความจาก Mekong Review ของม.ราชภัฏอุบลช่วยพี่เจได้บ้างมั้ยคะ ( หรือมันเป็นแค่ตัวอย่างรูปธรรมของ "คน" "นักเลือกตั้ง" "สมบัติผลัดกันชม" ไม่ใช่แนวคิดทฤษฎี )


Mekong Review -- หากจะว่าไปแล้วประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันที่มีระบอบการปกครองเหมือนกันกับประเทศไทยมากที่สุดในยุคปัจจุบันนี้ก็คือประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าการปกครองในกัมพูชาไม่เพียงจะมีการจัดแบ่งอำนาจออกเป็นสามฝ่าย กล่าวคืออำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ อำนาจฝ่ายตุลาการ และอำนาจฝ่ายบริหาร เพื่อคอยถ่วงดุลและตรวจสอบระหว่างกันเท่านั้น หากแต่กัมพูชายังมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของราชอาณาจักรเช่นเดียวกันกับประเทศไทยอีกด้วย แต่กว่าการที่กัมพูชาได้มีพัฒนาการทางการเมืองจนสามารถก้าวมาสู่ระบอบการปกครองเช่นว่านี้ได้นั้นก็ใช่ว่าจะได้มาอย่างง่ายๆ หากต้องแลกมาด้วยชีวิตของชาวเขมรมากกว่าล้านคน.......


ความล้มเหลวของแนวคิดนี้หนูอ้อยว่ามันต้องตามดู "ผล" ที่เกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงโดยใช้แนวคิด อย่าง Mekong Review นี่ก็บอกได้ถึง
1) การนำไปใช้ บางประเทศเขาอาจมี drive ที่มีลักษณะเฉพาะประเทศเขาที่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างแบบฉับพลันทันที (ประเทศเรามีแรงผลักดันเช่นนั้นรึไม่)
2) เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ผู้คนที่มานำการเปลี่ยนแปลง เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งอย่างที่สัญญาไว้ก่อนเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่
3) ฯลฯ

และเพื่อให้ได้อรรถรสครบในวันหยุดยาว ขอตัดแปะผลพวงจากการขาดความสามัคคีในเขมร (อันที่จริงฮุนเซนก็เป็นทหารในกองทัพเขมรแดงมาก่อนแต่ "แปรพักตร์" มาเข้ากับเวียดนามและยังสามารถถีบตัวมาเป็นชนชั้นปกครองของเขมรหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 1975 ได้นานถึง 24 ปี ช่างดวงแข็งจริงๆ!) แต่นักโทษการเมืองที่เพิ่งถูกคณะตุลาการที่ยูเอ็นให้การสนับสนุนในกัมพูชาพิพากษาจำคุกเมื่อ 26 กค. 2553 นี้ เขาคือ แกร็ง เก็ก เอียว [ Kaing Guerk Eav ] ตามข่าวจากเอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ ดังนี้.......

เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ wrote:พนมเปญ (รอยเตอร์) -- คณะตุลาการที่องค์การสหประชาชาติให้การสนับสนุนในกัมพูชา ได้มีคำพิพากษาให้จำคุก นายแกร็ง เก็ก เอียว (Kaing Guek Eav) หรือ“สหายดุจ” เป็นเวลา 35 ปี ในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่ได้พิจารณาลดหย่อนโทษเหลือ 19 ปี เนื่องจากให้ความร่วมมือกับคณะตุลาการอย่างดีมาโดยตลอด รวมทั้งได้ถูกคุมขังมาแล้วเป็นเวลาหลายปีระหว่างการสอบสวน

เดิมฝ่ายอัยการเสนอให้จำคุกอดีตผู้บัญชากรเรือนจำตวลสะแลง (Tuol Sleng) เป็นเวลาถึง 40 ปี !

คณะตุลาการ ชี้ว่า แกร็ง เก็ก เอียว มีความผิดฐานฆาตกรรม ทรมาน ข่มขืน และกระทำการที่ไร้ศีลธรรม ก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษย์ และยังมีข้อกล่าวหาอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง ในระหว่างที่เขาเป็นผู้บัญชาการเรือนจำ Tuol Sleng อันเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้ายภายใต้รัฐบาลเขมรแดงที่อยู่ในอำนาจระหว่างปี 2518-2522

Image
ภาพจาก http://www.holch.hu

ปัจจุบันเขาอายุ 67 ปี เป็นอดีตครูสอนในโรงเรียน ซึ่งได้ยอมสารภาพว่า เป็นผู้ดูแลการทรมาน และการสังหารผู้คนกว่า 14,000 คน จะถูกจำคุกเพียง 30 ปีเท่านั้น คณะตุลาการเห็นว่า เขาถูกฝ่ายทหารของกัมพูชาคุมขังอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแล้วระหว่างปี 2542-2550

สหายดุจ ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาต่อคำพิพากษา ในขณะที่ชาวเขมรจำนวนหนึ่งร้องไห้ภายในห้องพิจารณาความ ด้วยเห็นว่า การพิพากษาไม่ยุติธรรม บุคคลผู้นี้ควรจะถูกจำคุกตลอดชีวิตซึ่งเป็นโทษสูงสุดของคณะตุลาการชุดนี้

คณะตุลาการ กล่าวว่า มีผู้เสียชีวิตไป 12,273 คน ภายในเรือนจำตวลสะแลง ที่ดัดแปลงจากโรงเรียนมัธยมหลังหนึ่งของกรุงพนมเปญ และรู้จักกันในชื่อ “เรือนจำเอส-21” แต่ก็ยอมรับว่าตัวเลขจริงอาจจะสูงถึง 14,000

Image
credit: http://www.abc.net

หลายปีมานี้ นายเอียว ได้ปวารณาตัวเองเป็นชาวคริสต์ และอ้างว่า เขาเองได้พบกับพระเจ้าแล้ว เขาเคยแสดงความเสียใจต่อเหยื่อในเรือนจำแห่งนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ถูกบังคับให้ยอมสารภาพต่อข้อกล่าวหาเป็นสายลับ และอาชญากรรมอื่นๆ ก่อนที่จะถูกส่งไปประหารชีวิตที่ “ทุ่งสังหาร”

นับเป็นการพิพากษาอดีตผู้นำเขมรแดงเป็นกรณีแรกหลังจากการไต่สวนดำเนินมา 3-4 ปี

ผู้นำคนอื่นๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่และถูกนำขึ้นไต่สวน ประกอบด้วย นายเคียว สมพร (Khieu Samphan) อดีตประธานาธิบดี นายเอียงสารี (Ieng Sary) อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ นายนวนเจีย (Nuon Chea) อดีตผู้นำหมายเลข 2 กับ นางเอียงธิริต (Ieng Thirith) อดีตรัฐมนตรี ภริยาของนายสารี

ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า คดีผู้นำเขมรแดงเหล่านี้มีความสลับซับซ้อน และถูกทำให้เป็นการเมือง จนอาจจะไม่สามารถอ่านคำพิพากษาได้ในเร็วๆ นี้ บางคนอาจจะสิ้นชีวิตไปเสียก่อนขณะถูกคุมขัง เนื่องจากทั้งหมดล้วนอายุมากแล้ว

นายกรัฐมนตรีกัมพูชา "ฮุนเซน" ที่เคยเป็นทหารในกองทัพเขมรแดงมาก่อน ก่อนแปรพักตร์เข้าร่วมกับเวียดนาม ซึ่งนำกองทัพที่มีทหารนับแสนคนเข้าเข้าไล่รัฐบาลเขมรแดงในเดือน ม.ค.2522 ได้ออกเตือนว่า หากคณะตุลาการขยายการสอบสวนสืบสวนย้อนกลับไปถึงยุคโน้น (ก็จะรวมเขาด้วย) อาจจะเกิดสงครามกลางเมืองอีกครั้งหนึ่งในกัมพูชา

ผู้นำกัมพูชาที่อยู่ในตำแหน่งมานาน 24 ปีผู้นี้ ปฏิเสธที่จะไปให้การใดๆ เช่นเดียวกับสมเด็จพระนโรดมสีหนุ อดีตกษัตริย์แห่งกัมพูชา ที่เคยไปใช้ชีวิตในเขตป่าเขาร่วมกับบรรดาผู้นำเขมรแดง

ผู้นำระดับสูงหลายคนในรัฐบาลชุดปัจจุบัน รวมทั้ง นายเกียตชน (Keat Chhon) รองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและการเงิน กับ นายฮอร์นัมฮอง (Hor Nam Hong) ต่างยอมรับว่าเคยมีบทบาทอยู่ในระบบฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของฝ่ายเขมรแดงเช่นกัน


********************************************************************************************************************************************************

เอ้อ! ขอทำฟุตโน้ตไว้นิดนึงนะ นายเวรตัดแปะบทความของ "ปัญญา แพร่พันธุ์ kamton" ถึงคอมมิวนิสต์ผู้แปรพักตร์ไว้ดังนี้.........

ปัญญา แพร่พันธุ์ kamton wrote:ในอีกด้านหนึ่ง คนที่เคยเข้าป่า ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ บางคนถึงขั้นได้รับการพิจารณาให้เป็นสมาชิกพรรค แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับมีจุดยืนเปลี่ยนไปอยู่ข้างผู้กดขี่ หันไปรับใช้ระบอบอำนาจรัฐที่เป็นปฏิกิริยา แล้วมาให้ร้ายทำลายขบวนการปฏิวัติ คัดค้านการเปลี่ยนแปลงของสังคม ส่วนตัวก็ใช้ชีวิตเอารัดเอาเปรียบกดขี่ขูดรีดผู้อื่น คนอย่างนี้ ถือว่าเป็น “ผู้ทรยศ” ไม่ใช่ “คอมมิวนิสต์” อีกต่อไป ก็เป็นที่เห็นกันอย่างชัดเจนอยู่แล้วในสังคมไทย ณ เวลานี้ ไม่มี “คอมมิวนิสต์” ที่ดี หรือที่เลว มีแต่ คอมมิวนิสต์ และ ผู้ทรยศ เท่านั้น


ว่าแต่ว่า "ฮุนเซน" แปรพักตร์ไปเข้ากับเวียดนามซึ่งเป็นอำนาจรัฐประเทศอื่นที่เป็นคู่ขัดแย้งกับกัมพูชามาช้านาน อย่างนี้ไม่เรียก "คอมมิวนิสต์ที่เลว" ใช่มั้ย แล้วเค้าเรียกกันว่า"ผู้ทรยศ" รึเปล่าคะนายเวร 5555 :lol: :lol: :lol: :lol:
Last edited by หนูอ้อย on Mon Aug 16, 2010 10:37 am, edited 2 times in total.
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Tue Jul 27, 2010 9:40 pm

ว่าแต่ว่า "ฮุนเซน" แปรพักตร์ไปเข้ากับเวียดนามซึ่งเป็นอำนาจรัฐประเทศอื่นที่เป็นคู่ขัดแย้งกับกัมพูชามาช้านาน อย่างนี้ไม่เรียก "คอมมิวนิสต์ที่เลว" ใช่มั้ย แล้วเค้าเรียกกันว่า"ผู้ทรยศ" รึเปล่าคะนายเวร 5555 :lol: :lol: :lol: :lol:

นายเวรไปแล้วรีบกลับมานะยะ แล้วอย่าลืมมาตอบเรื่องวันที่ 9 พี่ซียูด้วยนะยะ อยากรู้เหมือนกัน :D
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Wed Jul 28, 2010 11:31 pm

Jseventh wrote:เรียนตามตรง ยังไม่เคยขวนขวายศึกษาในเชิงลึกเกี่ยวกับแนวคิดมาร์กซิสเลย
เคยอ่านแต่เรื่องที่มีแนวคิดนี้เป็นส่วนประกอบของเนื้อหา แต่ไม่เฉพาะเจาะจง (ไม่ใช่พระเอกของเรื่อง )
ขอถามความคิดเห็นของหนูอ้อย นายเวร อะไรคือความล้มเหลวของแนวคิดมาร์กซิสม์คะ?
หรือจะแปะบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ท่านอื่นๆ ให้อ่านก็ได้ค่ะ (อยากรู้มุมมองเรื่องความล้มเหลวของแนวคิดนี้)


"อะไรคือความล้มเหลวของแนวคิดมาร์กซิสม์" ข้อนี้จะขอไม่ตอบตรงๆเพราะอย่างที่บอกคือไม่ให้ราคานายมาร์กซน่ะค่ะ แต่จะพยายามค้น "ผล"ในประเทศที่ประกาศใช้แนวคิดการเปลี่ยนโครงสร้างสังคม เปลี่ยนแล้ว-->ปกครองแล้ว-->ดีขึ้น/แย่ลง ประการใดลองติดตามกันดูเองนะคะ (ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อหรือปลุกผีคอมฯ แต่เราศึกษาความจริงจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศอื่นๆ โดยคิดตามว่า "แล้วเราจะตามรอยพวกนั้นกันหรือ?") ที่นำเสนอไปแล้วก็มีเขมร ลาว จากบทความ Mekong Review วันนี้มีเกาหลีในมุมมองที่เป็นแบบดินแดนเดียวแต่แยกเป็นสองที่ละติจูด 38 องศาเหนือ

เกาหลีก่อนแยกเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เดิมเมืองหลวงอยู่ที่กรุงโซล เมืองที่เป็นศูนย์กลางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของประเทศมานานกว่า 600 ปี มีแม่น้ำฮันกังไหลผ่านและเทือกเขานัมซันตั้งอยู่ใจกลางเมือง

Image
เส้นประที่เห็นในรูป คือ เส้นแบ่งเขตทางทหาร จะอยู่ใกล้เคียง แต่ไม่ตรงกับเส้นขนานที่ 38 เหนือที่ใช้ในการแบ่งเกาหลี
เครดิตภาพจาก http://www.rta-seoul.com

ประวัติของเกาหลีก่อนที่จะเจอสงครามเย็นจนแยกออกเป็นสองประเทศนั้นเคยถูกทั้งจีนและญี่ปุ่นรุกรานจนอ่วมสาหัสมาก่อนแล้ว

ส่วนสงครามเกาหลีซึ่งเกิดขึ้นในปีค.ศ.1950-1953 เป็นช่วงต่อจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และเริ่มต้นสงครามเย็น

ดังนั้นต้องย้อนประวัติศาสตร์ไปหน่อย เรื่องมีอยู่ว่าสหภาพโซเวียต ภายใต้การนำของสตาลิน จดๆจ้องๆจะประกาศสงครามกับญี่ปุ่นอยู่พอดี ครั้นอเมริกาทิ้งปรมาณูบอมบ์ฮิโรชิม่าจนญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้เมื่อ 15 ส.ค. 1945 เท่านั้นแหละ โซเวียตก็ยกทัพบุกแมนจูเรียกับเกาหลีทางเหนือทันที ซึ่งทั้งสองดินแดนที่ว่านี้ก็ค่อนข้างยินดี เนื่องจากเกลียดญี่ปุ่นจับจิตอยู่แล้ว

แต่สำหรับมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพิ่งคว้าชัยมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มองสถานการณ์นี้แบบไม่พอใจนัก เนื่องจากกลัวว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ของโซเวียตจะแผ่อาณาจักรมากขึ้น จึงยื่นมือเข้าไปปรามโซเวียตว่า จะต้องแยกอำนาจเกาหลีออกเป็นสองฝ่าย โดยให้โซเวียตกำกับดินแดนที่อยู่เหนือเส้นขนาน 38 ขึ้นไป

ในช่วงเวลาดังกล่าวการเมืองของเกาหลีทั้งฝ่ายเหนือฝ่ายใต้วูบวาบตลอดเวลา แต่ฝ่ายเหนือดูเหมือนจะมั่นคงกว่า เมื่อโซเวียตหนุนหลังคิม อิล ซุง สร้างอำนาจเต็มที่ ขณะที่ฝ่ายใต้แตกแยกเป็นฝ่ายนิยมคอมมิวนิสต์กับฝ่ายต่อต้าน โดยมีอเมริกาแอบหนุนหลังฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์จนครองอำนาจเบ็ดเสร็จในปี 1947

ฝ่ายเหนือและใต้พยายามจะเปิดเจรจาเพื่อรวมชาติหลายครั้ง แต่ทั้งโซเวียตและอเมริกาต่างไม่ยอม เพราะกลัวจะเสียท่าให้อีกฝ่าย ในที่สุดทั้งสองดินแดนจึงจัดเลือกตั้งและมีรัฐบาลแยกตัวกันอย่างเด็ดขาด นำไปสู่การทำสงครามในปี 1950 เมื่อเกาหลีเหนือยิงปืนใหญ่ข้ามไปถล่มเกาหลีใต้ครั้งแรกวันที่ 25 มิ.ย. 1950 กว่าสงครามจะยุติลงก็ดำเนินไปถึงวันที่ 27 ก.ค. 1953 ตอนนั้นสงครามก็คร่าชีวิตชาวเกาหลีไปมากกว่า 3 ล้านราย

ถ้าตัดเรื่องสงครามออกไปและมาดูด้านความคิดสร้างสรรค์ของคนเกาหลีโดยเฉพาะฝั่งใต้ที่นำพาชาติของเขามาอยู่ในอันดับต้นๆของโลก มิได้มีเพื่อความเป็นหนึ่งในความสามารถอย่างเดียว แต่มันหมายถึงการคืนความเป็นหนึ่งให้ "ชาติ" ของเขาด้วย !!( ประเทศไทยของเราก็สุ่มเสี่ยงเป็นแบบนั้นในหลายๆครั้ง ไทยเหนือ-ไทยใต้ แบบที่หลายกลุ่มหลายพวกชี้นำไว้!!!! :!: ) ที่พวกเขาอยากรวมชาตินั้นก็เป็นเพราะพ่อแม่พี่น้องพวกเขาอยู่กันทั้งสองฝั่ง แม้จะเกิดเหตุการณ์ที่เป็นชนวนสงครามหลายครั้ง แต่เกาหลีใต้ก็พยายามเปิดเจรจาเพื่อคิดรวมชาติ ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือผลิตอาวุธนิวเคลียร์ จึงมีการล้มโต๊ะเจรจามาตลอด

เกาหลีใต้ได้รับบทเรียนเจ็บปวดเรื่องสงครามมามากจึงมีความคิดจะสร้างฐานอุตสาหกรรมให้ประเทศแข็งแกร่งให้ได้ แต่เนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขา 70 % ที่ราบ 30% แค่ทำเกษตรกางมุ้งก็ไม่พอเลี้ยงประชากร สู้มาทำอุตสาหรรมภาพยนตร์แบบฮอลลีวู้ดไม่ได้ ภายในชั่วข้ามศตวรรษ สื่อบันเทิงเกาหลีก็ครองตลาดเอเซีย และกลับกลายเป็นแหล่งผลิตแนวหน้าอย่างน่าทึ่ง พอเขาคิดทำอะไรก็ทำจริงนั่นเพราะคนของเขามีคุณภาพ ปัจจุบันคนญี่ปุ่นและคนไทยชอบไปเที่ยวเกาหลีไม่ใช่เรื่องฟลุ้ก สังเกตดูหนังของเขาทุกเรื่องถ่ายทำในภูมิอากาศที่ต่างจากบ้านเรา เช่นฤดูใบไม้ผลิ ฤดูหนาว ส่วนฤดูร้อนแทบไม่มีเลยเพราะมันเหมือนบ้านเรา นี่เป็นนโยบายทั้งหมดที่อยู่ในแผนการสร้างชาติของเกาหลีใต้ และอิทธิพลขงจื๊อยังคงอยู่ในสายเลือดชาวเกาหลีใต้ แม้ว่าวัดของพวกเขาถูกทำลายไปไม่น้อยในสงคราม และวัดในปัจจุบันพระก็มาทำหน้าที่เฉพาะในเวลา แล้วก็กลับไปอยู่กับครอบครัวที่บ้าน แต่ก็ยังมีพระรุ่นใหม่ที่พยายามฟื้นฟูการปฏิบัติที่เข้มข้นโดยมาศึกษาจากเถรวาท และเซน ในวันวิสาขบูชาของทุกปีที่บริเวณคลองชองเกซอนอันเป็นหัวใจกรุงโซลจึงกลายเป็นที่รวมตัวแทนที่จะไปวัด เขาจะจุดไฟกันสว่าง มีการแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ชาติ รำลึกถึงกษัตริย์องค์ก่อนๆ (แต่ก็ย้อนไปมีกษัตริย์อีกไม่ได้แล้ว....) และผู้กู้ชาติทุกยุคทุกสมัย เมื่อช่วงต้นปี 2010 ที่ผ่านมาวัยรุ่นนับแสนพากันออกมาเต้นกลางเมืองหลวงเพื่อระลึกถึงไมเคิล แจ๊กสันราชาเพลงป๊อปของพวกเขา ด้วยความเข้าใจว่าการเต้นจะนำพวกเขาไปสู่อิสรภาพ จะเป็นอิสรภาพในทิศทางใด เกาหลีใต้จะนำประเทศไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับเกาหลีเหนือ หรือยิ่งห่างไกลออกไป เราคนไทยควรตระหนักเช่นกัน


รวบรวมจากเด็กดีดอทคอม และบทความ "เกาหลีหนึ่งเดียว ความจริงหรือความฝัน" โดยมนสิกุล โอวาทเภสัชช์
Last edited by หนูอ้อย on Mon Aug 16, 2010 10:58 am, edited 2 times in total.
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Wed Jul 28, 2010 11:47 pm

Jseventh wrote:เรียนตามตรง ยังไม่เคยขวนขวายศึกษาในเชิงลึกเกี่ยวกับแนวคิดมาร์กซิสเลย
เคยอ่านแต่เรื่องที่มีแนวคิดนี้เป็นส่วนประกอบของเนื้อหา แต่ไม่เฉพาะเจาะจง (ไม่ใช่พระเอกของเรื่อง )
ขอถามความคิดเห็นของหนูอ้อย นายเวร อะไรคือความล้มเหลวของแนวคิดมาร์กซิสม์คะ?
หรือจะแปะบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ท่านอื่นๆ ให้อ่านก็ได้ค่ะ (อยากรู้มุมมองเรื่องความล้มเหลวของแนวคิดนี้)


มีอีกมุมมองที่ประเทศเนปาล เคย paste ที่อื่นแต่ไปตามควานมารวมไว้ที่นี่ ถ้าพบบทเรียนในประเทศอื่นๆ(ที่เปลี่ยนโครงสร้างสังคม) ก็จะนำมาฝากอีกนะคะ และถ้าใครมี ไม่ว่าจะเป็นผลที่เกิดในทางบวก หรือ ลบ ก็เชิญชวนให้นำมาลงไว้เป็นกรณีศึกษาค่ะ

คมชัดลึก wrote: : กว่า 3 ปีนับตั้งแต่กบฏนิยมเหมาอิสต์ในเนปาลได้ปรับเปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบสาธารณรัฐ แต่จนถึงขณะนี้การเมืองในประเทศก็ยังไม่นิ่ง ประชาชนยังคงยากแค้นแสนสาหัสอยู่เหมือนเดิม

ขณะที่อดีตทหารเด็กหลายพันคนที่เคยถูกหลอกหรือถูกต้อนให้ไปเป็นทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจากสัญญาลมๆ แล้งๆ ว่าจะนำความเสมอภาคมาสู่ประชาชน กลับรู้สึกวังเวงใจ เหมือนกับถูกหลอกซ้ำสอง เพราะไม่มั่นใจในอนาคตว่าจะเป็นเช่นใด จะมีงานทำเพื่อยังชีพหรือไม่

"ผมไม่เคยรู้สึกสบายใจเลยหลังสงครามยุติลง ข้อตกลงสันติภาพควรจะนำมาซึ่งความสุข แต่พวกเรากลับไม่ได้รับอะไรเป็นการตอบแทน"

หลังจากสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมากว่าสิบปียุติลงเมื่อปี 2549 อดีตนักรบกองโจรกว่า 23,000 คนต้องถูกกักตัวอยู่ในค่ายอบรมที่สหประชาชาติเป็นผู้กำกับดูแล ระหว่างรอการชี้ชะตาว่าจะรวมอดีตทหารกองโจรเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพได้อย่างไร

โดยยูเอ็นได้ให้เงินสนับสนุนโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ให้แก่อดีตนักรบเพื่อป้องกันไม่ให้นักรบเหล่านี้ถูกหลอกให้ไปสังกัดกับกลุ่มอาชญากรรมหรือพวกมาเฟียใหญ่ในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มีสายสัมพันธ์กับนักการเมือง

ภายใต้โครงการนี้ อดีตนักรบจะถูกส่งไปเรียนหนังสือต่อจนกว่าจะจบได้ประกาศนียบัตร หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องไปเข้าโครงการฝึกอบรมวิชาชีพที่ตัวเองสนใจ รวมไปถึงการทำอาหาร ขับรถหรือตัดเย็บเสื้อผ้า ระหว่างที่อบรมโครงการฝึกวิชาชีพเป็นเวลา 6 เดือน ยูเอ็นจะให้เงินช่วยเหลือคนละ 3,000 รูปีหรือกว่า 1,200 บาท ซึ่งอดีตทหารเด็กจะต้องเจียดเป็นค่าที่พักร่วมกับเพื่อนทหารเด็กด้วยกัน

อย่างไรก็ดี ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ยูเอ็นได้คัดออกอดีตทหารเด็กราว 4,000 รายเนื่องจากมีอายุไม่ถึง 18 ปี มิฉะนั้นจะถือว่าขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ถ้าใครถูกปลดประจำการ ทางการจะออกบัตรประชาชนที่บอกรายละเอียดต่างๆ รวมทั้งเบอร์โทรศัพท์ฟรี สำหรับโทรมาขอข้อมูลต่างๆ รวมไปถึงการฝึกอบรมอาชีพ ซึ่งสิทธิพิเศษนี้จะมีอายุแค่ปีเดียวเท่านั้น

ปรากฏว่าช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา มีอดีตนักรบเหมาอิสต์กว่า 900 คนได้ใช้เบอร์โทรฟรี โทรมาถามไถ่รายละเอียดของโครงการฝึกอาชีพด้วยความสนใจยิ่ง

อดีตทหารเด็กบางรายยอมรับว่าเสียดายที่ไม่ยอมเรียนหนังสือตอนเด็กๆ แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทหารปลดแอก

"ตอนที่ต้องออกจากกองทัพ ผมรู้สึกเศร้ามาก เพราะหมายถึงจะต้องจากกับเพื่อนๆ ที่เคยสู้รบกันมา และผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมผมต้องไป แต่ตอนนี้ผมไม่คิดอะไรมากแล้ว คิดแต่จะหาเงินเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น"

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Wed Jul 28, 2010 11:55 pm

หนูอ้อย wrote:ว่าแต่ว่า "ฮุนเซน" แปรพักตร์ไปเข้ากับเวียดนามซึ่งเป็นอำนาจรัฐประเทศอื่นที่เป็นคู่ขัดแย้งกับกัมพูชามาช้านาน อย่างนี้ไม่เรียก "คอมมิวนิสต์ที่เลว" ใช่มั้ย แล้วเค้าเรียกกันว่า"ผู้ทรยศ" รึเปล่าคะนายเวร 5555 :lol: :lol: :lol: :lol:

นายเวรไปแล้วรีบกลับมานะยะ แล้วอย่าลืมมาตอบเรื่องวันที่ 9 พี่ซียูด้วยนะยะ อยากรู้เหมือนกัน :D

ผมกำลังเที่ยวหาข้อมูลอยู่ จารย์ อ้อย นำมาลงเรื่อยๆเลยครับ
เพื่อนผมตามอ่านจารย์อยู่เหมือนกัน ว่าแต่ปรัชญาชาวบ้าน
ศิษย์พี่ เจ สำเร็จ วิทยายุทธหรือยัง มาแลกมุมมองกันบ้างนะ..
มันยังใช้ได้อยู่หรือเปล่าในปัจจุบัน :P


Image
อยากจะขอ สักวัน มันเหลืออด
แสนเก็บกด คิดไป ใจละเหิ่ย
เป็นยุคของ ตำรวจไทย ใจมาเฟีย
ก้มหน้าเลีย ทรราช ฆาตกร.....

เมื่อบ้านนี้ เมืองนี้ ไร้ที่หวัง
เฉกเช่นดัง พูดไว้ ใจสังหรณ์
เป็นยุคถิ่น กาขาว สุดร้าวรอน
เกิดทุกข์ร้อน สับสน กับคนไทย.....

แค่เขาเห็น คนถูกฆ่า ออกมาพูด
จับกราวรูด ขังซ้ำ มันทำได้
มีอีกแสน ล้านคน ที่สนใจ
ตะโกนให้ มันรู้ว่า ทำไมฆ่า...ประชาชน.....
ขอขอบคุณภาพและกลอน โดย3บลา ประชาเทียม :lol:
Last edited by นายเวร on Thu Jul 29, 2010 8:09 am, edited 1 time in total.


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Thu Jul 29, 2010 1:23 am

นายเวร wrote:เราในฐานะนักลัทธิมาร์กซ์ ผู้ยึดมั่นในหลักวัตถุนิยม เห็นว่าการจะแก้ไขชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น จะต้องแก้ที่โครงสร้างสังคมทั้งด้านเศรษฐกิจ คือการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์การผลิต กำจัดการขูดรีดของระบบทุนนิยม และในด้านการเมืองก็คือ เครื่องมือที่จะนำไปสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา นั้นคือการทำให้ประชาชนมีอำนาจในการปกครองตัวเองอย่างแท้จริง เพราะเรามีบทเรียนจากประวัติศาสตร์แล้วว่าไม่มีใครที่จะคิดทำเพื่อคนจนอย่างจริงจังจริงใจเท่ากับคนจนด้วยกันเอง อันที่จริงแล้ว แม้แต่คนจนด้วยกันยังสามารถหักหลังกันได้เลย เพราะฉะนั้น ประชาธิปไตยจึงเป็นการรับประกันความปลอดภัยในอำนาจของประชาชนอย่างดีที่สุด........เทอดไท


ความล้มเหลวของแนวคิดนี้หนูอ้อยว่ามันต้องตามดู "ผล" ที่เกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลง
1) การนำไปใช้ บางประเทศเขาอาจมี drive ที่มีลักษณะเฉพาะประเทศเขาที่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างแบบฉับพลันทันที (ประเทศเรามีแรงผลักดันเช่นนั้นรึไม่)
2) เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ผู้คนที่มานำการเปลี่ยนแปลง เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งอย่างที่สัญญาไว้ก่อนเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่
3) ฯลฯ


มีอีกคำถามที่ฝากคั่นเวลาไว้ให้คิด "หลังเปลี่ยนโครงสร้างของสังคม"แล้ว สถาบันเดิมๆๆ คนเดิมๆๆที่เคยปกครองอยู่ถูกขุดรากถอนโคนออกไปด้วยกำลังอาวุธ เปลี่ยนแปลงประเทศสู่สเต็ป "สังคมนิยม" อย่างที่นายเวรเคยพูดถึงไว้ มีใครจะรับประกันได้บ้างว่าคนกลุ่มใหม่ที่เข้ามานั้นมาทำเพื่อคนจนจริงรึไม่อย่างที่ "เทอดไท" เขียนไว้? แล้วถ้าไม่ทำตามนั้น กลับกดขี่ขูดรีด หรือเอาอย่างตื้นๆที่มองเห็นคือ "ผูกขาดการปกครองประเทศ" มายาวนานถึง 24 ปี ไม่ต้องไปพูดถึงการจะไปไล่ตะเพิดเขาออก แค่คิดประท้วง ( =เอากระดิ่งไปผูกคอแมว ) ใครล่ะจะเป็นคนกล้าทำ? มันคุ้มมั้ยกับการที่เรามีประเทศของเราดีๆอยู่แล้วต้องดิ้นรนไปสู่การนองเลือดและแตกสามัคคีสุดๆแบบนั้น และไม่ใช่การวนกลับไปสู่เผด็จการที่หนีกันมาทั้งชีวิตหรอกเหรอ :?: :?: :?:
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Thu Jul 29, 2010 9:01 am

พูดถึงการมีประเทศที่แยกเป็นสอง เยอรมนีเคยมีชะตากรรมเช่นเดียวกับเกาหลี "กำแพงเบอร์ลิน"คือสิ่งกีดขวางยอกกลางอกชาวเยอรมันนานนับทศวรรษ พ่อแม่พี่น้องต้องแยกประเทศกันอยู่ โหยหาสันติภาพและการรวมชาติ ( ก็แปลกเนาะ คนไทยบางกลุ่มนั้น ---->เพียงเพื่อจะเปลี่ยนโครงสร้างสังคมยอมทำทุกอย่างแม้ต้องแยกประเทศเป็นไทยเหนือ-ไทยใต้ก็คิดจะทำได้ลงคอ รักชาติกันจริงป่าวเนี่ย :!: :!: :!: :evil: :evil: :evil: )

เบอร์ลินเป็นเมืองหลวงของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และเป็นที่อยู่ของประธานาธิบดีแห่งเยอรมนี ซึ่งมีที่อาศัยอย่างเป็นทางการที่วัง Schloss Bellevue ตั้งแต่การรวมเยอรมนีเมื่อ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2533 เบอร์ลินก็กลายเป็นหนึ่งในสามนครรัฐ เคียงคู่กับ ฮัมบูร์ก และ เบรเมน, ในทั้งหมด 16 รัฐของเยอรมนี สภาสหพันธ์ (Bundesrat) เป็นตัวแทนของรัฐสหพันธ์ (Bundesländer) ทั้งหลายของเยอรมนี และมีที่ตั้งที่อยู่ที่อาคาร Herrenhaus ซึ่งเคยเป็นสภาขุนนางของปรัสเซียในอดีต แม้กระทรวงส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเบอร์ลิน แต่บางส่วน รวมถึงกรมเล็ก ๆ ก็ตั้งอยู่ที่บอนน์ เมืองหลวงเก่าของเยอรมนีตะวันตก สหภาพยุโรปลงทุนในหลายโครงการภายในเมืองเบอร์ลิน โดยส่วนใหญ่แล้วแผนงานด้านสาธารณูปโภค การศึกษา และสังคม จะได้ทุนสนับสนุนร่วมจากงบประมาณจากกองทุนเพื่อความเชื่อมแน่นของอียู (EU Cohesion Fund)

เมืองพี่น้อง

เบอร์ลินรักษาความเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับ 17 นคร การจับคู่เป็นเมืองแฝดกับเมืองอื่น ๆ นั้นเริ่มกับลอสแอนเจลิส ใน ค.ศ. 1967พันธมิตรของเบอร์ลินตะวันออกนั้นถูกยกเลิกไปเมื่อครั้งรวมประเทศเยอรมนี และได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นบางส่วนในภายหลัง
ส่วนพันธมิตรของเบอร์ลินตะวันตกนั้นตั้งแด่เดิมถูกจำกัดให้อยู่ในระดับเทศบาล ระหว่างยุคสงครามเย็น พันธมิตรดังกล่าวได้สะท้อนถึงกลุ่มขั้วอำนาจ โดยเบอร์ลินตะวันตกจับมือกับเมืองหลวงในประเทศตะวันตก และเกือบจะทั้งหมดของเมืองเบอร์ลินตะวันออกจับคู่ด้วยจะเป็นเมืองจากกลุ่มสนธิสัญญาวอร์ซอและพันธมิตร
เบอร์ลินมีแผนงานร่วมร่วมกับนครต่าง ๆ จำนวนมาก เช่น โคเปนเฮเกน เฮลซิงกิ โยฮันเนสเบิร์ก เซี่ยงไฮ้ โซล โซเฟีย ซิดนีย์ และเวียนนา เบอร์ลินเข้าร่วมในสมาคมนครนานาชาติต่าง ๆ เช่น สหพันธ์เมืองหลวงของสหภาพยุโรป (Union of the Capitals of the European Union) ยูโรซิตีส์ (Eurocities) เครือข่ายนครวัฒนธรรมยุโรป (Network of European Cities of Culture) เมโทรโพลิส (Metropolis), Summit Conference of the World's Major Cities, Conference of the World's Capital Cities.


กำแพงเบอร์ลิน (เยอรมัน: Berliner Mauer ; อังกฤษ: Berlin Wall)
เป็นกำแพงที่กั้นเบอร์ลินตะวันตก ออกจากเยอรมนีตะวันออกโดยรอบ
เริ่มสร้างเพื่อจำกัดการเข้าออกระหว่างเขตเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตกที่ปกครองประเทศกันคนละแนวทาง
สร้างเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) และตั้งอยู่เป็นระยะเวลา 28 ปี
ก่อนจะทลายลงในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 กำแพงเบอร์ลินเป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็น

ในระหว่างที่กำแพงยังตั้งอยู่นั้น มีความพยายามหลบหนีข้ามเขตแดนราว 5,000 ครั้ง
มี 192 คนถูกฆ่าระหว่างการหลบหนี และอีกประมาณ 200 คนบาดเจ็บสาหัส ในช่วงแรกนั้น
การหลบหนีเป็นไปอย่างไม่ยากนัก เนื่องจากกำแพงในช่วงแรกเป็นเพียงรั้วลวดหนามเตี้ย ๆ
และบางส่วนก็กระโดดออกมาทางหน้าต่างของตึกที่อยู่ติดกับกำแพง แต่ไม่นานนักกำแพง
ก็เปลี่ยนเป็นคอนกรีตที่แน่นหนา ส่วนหน้าต่างตึกต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้กับกำแพงก็ถูกก่ออิฐปิดตาย

การหลบหนีครั้งที่ไม่สำเร็จที่โด่งดังที่สุดก็คือ เมื่อครั้งที่นายปีเตอร์ เฟตช์เตอร์ (Peter Fechter)
ถูกยิงและปล่อยให้เลือดไหลจนตายต่อหน้าสื่อมวลชนตะวันตก เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962)
ผู้หลบหนีรายสุดท้ายที่ถูกยิงตายคือนาย Chris Gueffroy
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989)

ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 นาย Guumlunter Schabowski
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาการ (Minister of Propaganda)
ของเยอรมนีตะวันออกได้แถลงข่าว (ซึ่งภายหลังพบว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของเขาเอง)
ว่าทางการจะอนุญาตให้ชาวเบอร์ลินตะวันออก ผ่านเข้าออกเขตแดนได้อย่างเสรีอีกครั้ง
ทันใดนั้นเอง ผู้คนนับหมื่นที่ได้ทราบข่าวก็ได้หลั่งไหลไปยังด่านต่าง ๆ ของกำแพง.
หลังจากความโกลาหลอยู่ช่วงหนึ่ง เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยังไม่ได้รับคำสั่งใด ๆ
จากทางการ ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็ต้องยอมปล่อยให้ฝูงชนผ่านเขตแดนไปอย่างไม่มีทางเลือก

Image
ภาพเหตุการณ์ที่กำแพงเบอร์ลินเมื่อวันที่ 9 พย. 2532

ชาวเบอร์ลินตะวันตกออกมาต้อนรับชาวเบอร์ลินตะวันออก บรรยากาศในเช้ามืดวันนั้นเหมือนงานเฉลิมฉลอง
ชาวเยอรมันจึงถือกันว่าวันนี้เป็นวันล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน

Image
การทุบทำลายตัวกำแพงอย่างเป็นทางการเริ่มเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2533 ดังภาพ

โดยคงเหลือกำแพงบางช่วงไว้เป็นอนุสรณ์ เรียกชื่อว่า Wall Gallery และในภายหลัง ซากกำแพงบางส่วน
ก็ถูกจำหน่ายเป็นของที่ระลึก ส่วนบางส่วนก็ถูกนำไปตั้งแสดงที่อื่นเพื่อเป็นอนุสรณ์
เช่นที่ด้านหน้าสภายุโรป ณ กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยียม

การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินนั้น ได้เป็นขั้นตอนแรกของการรวมชาติเยอรมนีในที่สุด
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2533 และได้ถือเอาวันนี้เป็นวันชาติของประเทศเยอรมนีใหม่

วันจัทร์ที่ 9 พย. 52 เป็นวันครบรอบ 20 ปีของการพังทลายของกําแพงเบอร์ลิน
คนเยอรมันรําลึกถึงเหตุการณ์นี้มานานแล้ว
สื่อโทรทัศน์หลาย ๆ ช่องของเยอรมันนําเสนอข่าวเรืองนี้มาก่อนวันฉลอง 20 ปีเป็นระยะๆ

Image
credit: http://www.oknation.net

ในที่สุด อดีต 3 ประธานาธิบดี
เฮลมุท โคห์ล - จอร์จ บุช ซีเนียร์ และ มิคาเอล กอร์บาชอฟ
ได้มาพบกัน เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี
ของการทลายกําแพง ณ กรุงเบอร์ลิน
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2552



แบ่งแยก ในที่สุด รวม======>ประเทศไทยที่รักของเรารวมอยู่แล้ว จะแบ่งแยกไปทำไม :?: :?: :?:
Last edited by หนูอ้อย on Mon Aug 16, 2010 11:30 am, edited 1 time in total.
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Thu Jul 29, 2010 9:33 am

หนูอ้อย wrote:
นายเวร wrote:เราในฐานะนักลัทธิมาร์กซ์ ผู้ยึดมั่นในหลักวัตถุนิยม เห็นว่าการจะแก้ไขชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น จะต้องแก้ที่โครงสร้างสังคมทั้งด้านเศรษฐกิจ คือการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์การผลิต กำจัดการขูดรีดของระบบทุนนิยม และในด้านการเมืองก็คือ เครื่องมือที่จะนำไปสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา นั้นคือการทำให้ประชาชนมีอำนาจในการปกครองตัวเองอย่างแท้จริง เพราะเรามีบทเรียนจากประวัติศาสตร์แล้วว่าไม่มีใครที่จะคิดทำเพื่อคนจนอย่างจริงจังจริงใจเท่ากับคนจนด้วยกันเอง อันที่จริงแล้ว แม้แต่คนจนด้วยกันยังสามารถหักหลังกันได้เลย เพราะฉะนั้น ประชาธิปไตยจึงเป็นการรับประกันความปลอดภัยในอำนาจของประชาชนอย่างดีที่สุด........เทอดไท


ความล้มเหลวของแนวคิดนี้หนูอ้อยว่ามันต้องตามดู "ผล" ที่เกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลง
1) การนำไปใช้ บางประเทศเขาอาจมี drive ที่มีลักษณะเฉพาะประเทศเขาที่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างแบบฉับพลันทันที (ประเทศเรามีแรงผลักดันเช่นนั้นรึไม่)
2) เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ผู้คนที่มานำการเปลี่ยนแปลง เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งอย่างที่สัญญาไว้ก่อนเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่
3) ฯลฯ


มีอีกคำถามที่ฝากคั่นเวลาไว้ให้คิด "หลังเปลี่ยนโครงสร้างของสังคม"แล้ว สถาบันเดิมๆๆ คนเดิมๆๆที่เคยปกครองอยู่ถูกขุดรากถอนโคนออกไปด้วยกำลังอาวุธ เปลี่ยนแปลงประเทศสู่สเต็ป "สังคมนิยม" อย่างที่นายเวรเคยพูดถึงไว้ มีใครจะรับประกันได้บ้างว่าคนกลุ่มใหม่ที่เข้ามานั้นมาทำเพื่อคนจนจริงรึไม่อย่างที่ "เทอดไท" เขียนไว้? แล้วถ้าไม่ทำตามนั้น กลับกดขี่ขูดรีด หรือเอาอย่างตื้นๆที่มองเห็นคือ "ผูกขาดการปกครองประเทศ" มายาวนานถึง 24 ปี ไม่ต้องไปพูดถึงการจะไปไล่ตะเพิดเขาออก แค่คิดประท้วง ( =เอากระดิ่งไปผูกคอแมว ) ใครล่ะจะเป็นคนกล้าทำ? มันคุ้มมั้ยกับการที่เรามีประเทศของเราดีๆอยู่แล้วต้องดิ้นรนไปสู่การนองเลือดและแตกสามัคคีสุดๆแบบนั้น และไม่ใช่การวนกลับไปสู่เผด็จการที่หนีกันมาทั้งชีวิตหรอกเหรอ :?: :?: :?:

คืองี้ที่ผมนำมาบทความมาแปะๆต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับ บางเรื่องบางบทความผมเคยอ่านพอผ่านๆมานานแล้ว มีการโต้แย้งกันไม่รู้เหตุจาก จารย์
นั้นแระ ผมอ่านยังไงมันก็ไม่เข้าใจอย่างวัตถุนิยมวิภาษอะไรทำนองนี้ ทุกวันนี้ก็ยังสบสนอยู่แต่ก็พอเข้าใจบ้างเรื่อง
มันเป็นทัศนะของคนเขียน และผมไม่ได้เห็นดีเห็นงามทุกข้อความตัวอักษรบางประโยคผมก็แย้งบางเรื่องอยู่เหมือนกัน แค่นำมาให้พากันอ่าน พากันวิเคราะห์ปัญหาสังคมในเวลานี้เราจะช่วยกันผ่านพ้นไปยังไงและบทเรียนในอดีตมันเป็นยังไง บางเรื่องมันเป็นทัศนะส่วนตัวผมที่ไร้หลักการใดๆมารองรับพูดง่ายๆมั่วเอา "หลังเปลี่ยนโครงสร้างของสังคม"แต่ตามความคิดผมมันไม่ควรที่ว่าจะไล่ตะเพิดอย่าง จารย์ว่าหรอก แค่พากันคิดความเสียหายเสียเลือดเนี้ออย่างใหญ่หลวงตามมาแน่นอน เพราะรากฐานประเทศเราอยู่ที่ตรงนั้น แค่เปลี่ยนตรงใหนที่เสื้อแดงเขามองว่าไม่ยุติธรรมสำหรับเขาก็พอแล้ว………………….
มันถึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนผ่านโดยสันติไงครับ คือทุกฝ่ายต้องยอมลดอำนาจลงมา….มันถึงจะเดินต่อไปได้ ถ้าไม่ลดก็วกกลับมาปัญหาเดิมๆอย่าง 6 ตุลา ไล่จับกุมกันฝ่ายเดียว อย่างคนหายสาบสูญมีกี่คน โดนไล่ล่าไปกี่คน คนไปร่วมชุมนุมเฉยๆกี่คนที่โดนจับไป……….
อย่างคณะปฎิรูปประเทศตามที่ผมไปอ่านเจอหรือฟังมาของเสื้อแดง เขาไม่ให้ราคาเลยกับนายอานันท์ ปันยารชุน
การไปงานศพผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดซีโฟร์ก็บ่งบอกฝ่ายแล้ว....
อีกอย่างคุณสมยศ พูดบนเวทีว่าไม่ควรให้คณะปฎิรูปประเทศใช้เวลานานเลย ตั้ง4-5ปีใช่มั๊ย ทำไมใช้เวลานานขนาดนั้น รอรัฐบาลใหม่มา ค่อยหาบุคคลมาปฎิรูปทั้งสองฝ่ายไม่ดีเหรอเขาพูดมางี้ผมฟังมาเล่า รีบเขียนไม่ได้เตรียมข้อมูลกลัวจารย์อ้อย คิดเตลิดไปไกล ใจเย็นๆ ผมคิดเหมือนจารย์นั้นแระ


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Thu Jul 29, 2010 10:31 am

9vain wrote:อย่างวัตถุนิยมวิภาษอะไรทำนองนี้ ทุกวันนี้ก็ยังสับสนอยู่แต่ก็พอเข้าใจบางเรื่อง
มันเป็นทัศนะของคนเขียน และผมไม่ได้เห็นดีเห็นงามทุกข้อความตัวอักษรบางประโยคผมก็แย้งบางเรื่องอยู่เหมือนกัน


น่าจะทราบไว้บางเรื่องเหมือนกันนะว่า จากการติดตาม "รัสเซียที่ล่มสลาย" เฮ้ย! ที่ผ่านมาตั้งแต่เปลี่ยนการปกครองโดยการใช้อาวุธของพวกบอลเชวิก
------->มันไม่ได้ทำให้ประเทศรัสเซียเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมนิยมแม้สักนิด (การปกครองเปลี่ยนมือมาสู่"ผู้นำ"ของฝ่ายที่ใช้กำลังอาวุธยึดมาได้ ก็แค่นั้น)

บอลเชวิกคิดฝันจะทำงานในฝันตามทฤษฎีไรก็ตาม แต่แล้วกลับดูเหมือน "รัฐวิสาหกิจของไทย" เลยนี่หว่า - ฮา

มีการบริหารประเทศตัดสลับไป-มาระหว่างขยายบทบาทให้ภาคเกษตรหลังจากให้ภาคอุตสาหกรรมโตโป่งและภาคเกษตรกรรมไม่พอใจ........

รัฐเข้ามากำหนดราคา โดยตั้งราคาสินค้าประเภทอาหารและวัตถุดิบให้ต่ำ เพื่ออำนวยการเติบโตแก่ภาคอุตสาหกรรม ในทางตรงกันข้าม รัฐกลับตั้งราคาสินค้าอุตสาหกรรมในระดับสูง นโยบายโยกย้ายส่วนเกินดังกล่าวเสมือนให้รางวัลแก่ภาคอุตสาหกรรมและลงโทษภาคเกษตร
ต่อมาเมื่อเกิดการต่อต้านจากกลุ่มเกษตรกร สตาลินได้ล้มเลิกระบบนารวมขนาดเล็ก และจัดตั้งนารัฐขนาดใหญ่แทน รัฐเข้ามามีบทบาทในภาคเกษตรอย่างเต็มรูปแบบแทนที่เอกชน พลังและความมั่งคั่งของเกษตรกรอิสระและนายทุนเอกชนถูกทำลายลงอีกครั้ง ในช่วงนี้นับว่าโครงสร้างชนชั้นได้หมุนกลับจากทุนนิยมเอกชนมาเป็นทุนนิยมโดยรัฐอีกครั้งหนึ่ง


หลังบริหารไปสักพักใหญ่ๆก็พลิกกลับมาบริหารเพื่อเอาใจทุนนิยมอีก

หลังทศวรรษ 1960 ระบบทุนนิยมโดยรัฐดังกล่าวไม่สามารถผลิตส่วนเกินได้มากเพียงพอที่จะรักษาโครงสร้างความสัมพันธ์ทางชนชั้นแบบทุนนิยมโดยรัฐได้ ส่วนเกินที่ผลิตได้ไม่เพียงพอที่จะธำรงความสำเร็จทางการเมืองและเศรษฐกิจ ผสมกับปัญหาผลิตภาพในกระบวนการผลิตที่ต่ำมาก ส่วนเกินไม่เพียงพอสำหรับการกระจายให้ แก่ชนชั้นนายทุนรัฐและชนชั้นรองเพื่อรักษาสถานะทางการเมืองที่เปี่ยมอำนาจ และไม่สามารถรักษาความเข้มแข็งของพรรคคอมมิวนิสต์ไว้ได้ นอกจากนั้น ส่วนเกินจากการผลิตยังน้อยเกินไปสำหรับการสะสมทุนในการผลิต ไม่สามารถรักษาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและผลิตภาพ ไม่สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ไม่สามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ดีพอ

ดังนั้น นโยบายเศรษฐกิจในช่วงนี้จึงหันหัวเรือกลับมาเดินในแนวทางทุนนิยมเอกชน โดยกระจายอำนาจออกจากส่วนกลาง สร้างตลาดเอกชน และแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้น


ลองอ่านกันเลยนะคะ :D :D :D

การล่มสลายของสหภาพโซเวียต: ความล้มเหลวของคอมมิวนิสต์ ???

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แนวมาร์กซมี "กระบวนการทางชนชั้น" (class process) เป็น "จุดตั้งต้น" (entry point) ในการศึกษา "ชนชั้น" ตามนิยามของมาร์กซไม่ได้จัดแบ่งตามเกณฑ์ "อำนาจ" (กลุ่มผู้มีอำนาจ-กลุ่มผู้ไร้อำนาจ) หรือ"ทรัพย์สิน"(กลุ่มคนรวย-กลุ่มคนจน) แต่มาร์กซ์สนอแนวคิดทางชนชั้นว่าด้วย "แรงงาน(มูลค่า)ส่วนเกิน" (surplus labor(value)) ที่มีจุดเน้นที่กระบวนการในการผลิตส่วนเกิน การเข้าถือครองส่วนเกิน และการกระจายส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากการผลิต โดยสนใจว่าใครคือผู้ผลิตส่วนเกิน ผลิตอย่างไร ผลิตเพื่อใคร และจัดสรรส่วนเกินที่เกิดขึ้นอย่างไร

หากยึดแนวคิดทางชนชั้นว่าด้วยแรงงานส่วนเกิน เราสามารถจำแนกโครงสร้างทางชนชั้น (class structure) ออกได้หลายรูปแบบตามกระบวนการเกี่ยวกับแรงงานส่วนเกินที่แตกต่างกัน เช่น โครงสร้างทางชนชั้นแบบดั้งเดิม แบบทาส แบบศักดินา แบบทุนนิยม และแบบคอมมิวนิสต์ แต่ละโครงสร้างทางชนชั้นเป็นตัวกำหนดว่าใครคือผู้ผลิตส่วนเกิน ใครเป็นผู้เข้าถือครองส่วนเกิน และส่วนเกินที่เกิดขึ้นถูกจัดสรรให้ใคร

ในโครงสร้างชนชั้นแบบทุนนิยม แรงงานเป็นผู้ผลิตส่วนเกิน แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของส่วนเกินที่ตนผลิตขึ้น ผู้ที่เข้าถือครองเป็นเจ้าของส่วนเกินคือนายทุน ซึ่งเป็นเจ้าของทุน แต่ไม่ได้เป็นผู้ลงมือผลิตสินค้านั้นโดยตรง นายทุนเป็นผู้จัดสรรส่วนเกินที่ได้รับในเบื้องแรกให้กับ “ชนชั้นรอง” (subsumed class) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้เป็นผู้ลงมือผลิตโดยตรง แต่มีบทบาทสำคัญในการธำรงโครงสร้างความสัมพันธ์ในโครงสร้างชนชั้นนั้น ๆ เช่น ผู้จัดการ (ช่วยคุมให้แรงงานผลิตส่วนเกินมาก ๆ) ฝ่ายขาย (แปลงส่วนเกินเป็นเงินเพื่อสะสมทุนต่อ) ฝ่ายวิจัยและพัฒนา (พัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตเพื่อช่วงชิงกำไรสูงสุด) เป็นต้น

ส่วนโครงสร้างชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์ แรงงาน “ร่วมมือ” กันผลิตส่วนเกิน และ “ร่วมกัน” เป็นเจ้าของส่วนเกินที่ได้ “ร่วมกัน” ผลิต รวมทั้ง “ร่วมกัน” จัดสรรส่วนเกินให้กับชนชั้นรองเพื่อประกันการดำรงอยู่ของโครงสร้างความสัมพันธ์ด้านแรงงานส่วนเกินแบบรวมหมู่ดังกล่าวไว้

ในโครงสร้างชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์ ภาวะการเอาเปรียบขูดรีดแรงงานจึงไม่เกิดขึ้นเหมือนดังโครงสร้างแบบทุนนิยม เนื่องจากผู้ผลิตส่วนเกินคือผู้เป็นเจ้าของส่วนเกินนั้นเอง ทั้งนี้การผลิตในโครงสร้างชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์เป็นการผลิตแบบร่วมมือรวมหมู่

ด้วยแนวคิดทางชนชั้นว่าด้วยแรงงานส่วนเกินของมาร์กซดังที่กล่าวมา จึงมิอาจกล่าวได้ว่าสหภาพโซเวียตหลังการปฏิวัติโค่นล้มพระเจ้าซาร์ในปี 1917 เป็นสังคมที่มีโครงสร้างชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้รวมถึงหลายประเทศในยุโรปตะวันออกในเวลาต่อมาด้วย เนื่องจาก ภายหลังการปฏิวัติ รูปแบบความสัมพันธ์ทางด้านแรงงานส่วนเกินยังมิได้มีการเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบทุนนิยมไปยังคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังการปฏิวัติ 1917 มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมครั้งใหญ่ การวางแผนจากส่วนกลางเข้าแทนที่ระบบตลาด กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลถูกแทนที่ด้วยกรรมสิทธิ์แบบรวมหมู่โดยรัฐ รัฐบาลเข้ายึดทรัพย์สินส่วนบุคคลทั้งเครื่องไม้เครื่องมือในการผลิต และผลผลิต ฯลฯ กระนั้น ใช่ว่าโครงสร้างชนชั้นแบบทุนนิยมได้ถูกทำลายไป

แม้บริษัท ธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรมกลายเป็นของรัฐ แต่โครงสร้างทางชนชั้นแบบทุนนิยมที่ว่าด้วยแรงงานเป็นผู้ผลิตส่วนเกินแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของ นายทุนผู้ไม่ได้ลงมือผลิตกลับเป็นเจ้าของส่วนเกินนั้น ยังคงฝังตัวอยู่ภายในรัฐวิสาหกิจนั้น แรงงานยังคงผลิตแรงงานส่วนเกินให้กับภาคอุตสาหกรรม โดยที่ตนมิได้เป็นเจ้าของส่วนเกินดังกล่าว เพียงแต่ผลิตแรงงานส่วนเกินให้กับรัฐวิสาหกิจแทนที่โรงงานเอกชน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการเปลี่ยนหน้าผู้เข้าถือครองเป็นเจ้าของส่วนเกิน จาก “นายทุนเอกชน” ที่มีกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลในทุนและผลผลิต เป็น “รัฐ” (นายทุนรัฐและข้าราชการ) เท่านั้น การเอาเปรียบขูดรีดแรงงานยังคงดำรงอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลงภายหลังการปฏิวัติ 1917

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมิอาจกล่าวได้ว่าโครงสร้างชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์ได้เกิดขึ้นแทนที่ทุนนิยมในสหภาพโซเวียตในศตวรรษที่ 20

ตลาดและกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลมิใช่เงื่อนไขที่จำเป็นในการดำรงอยู่ของโครงสร้างชนชั้นแบบทุนนิยม โครงสร้างทางชนชั้นแบบทุนนิยมสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากตลาดและกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ตราบที่ผู้ผลิตส่วนเกินมิได้เป็นเจ้าของส่วนเกินนั้น และนายทุน (ไม่ว่านายทุนเอกชนหรือนายทุนรัฐ) นำส่วนเกินที่ได้รับไปสะสมทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสวงหาส่วนเกินมากขึ้น ๆ ในรอบต่อ ๆ ไป

สหภาพโซเวียตในศตวรรษที่ 20 มิใช่สังคมที่มีโครงสร้างชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์ เนื่องจากโครงสร้างชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์ยังมิได้ลงหลักปักฐานแทนที่โครงสร้างชนชั้นแบบทุนนิยม การปฏิวัติดังกล่าวเป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบของระบบทุนนิยม จาก “ทุนนิยมเอกชน” (Private Capitalism) เป็น “ทุนนิยมโดยรัฐ” (State Capitalism) เท่านั้น การปฏิวัติ 1917 มิใช่การเปลี่ยนรูปแบบจาก “ทุนนิยม” เป็น “คอมมิวนิสต์” แต่อย่างใด

ประวัติศาสตร์ของสหภาพโซเวียตในศตวรรษที่ 20 จึงเป็นประวัติศาสตร์ที่มีเรื่องเล่าว่าด้วยการเปลี่ยนผันสลับไปมาระหว่างทุนนิยมเอกชนและทุนนิยมโดยรัฐ ตามบริบทของเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละห้วงเวลา มิใช่ประวัติศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงจากทุนนิยมสู่คอมมิวนิสต์

ในยุคพระเจ้าซาร์ โครงสร้างชนชั้นเป็นแบบทุนนิยมเอกชน หลังปฏิวัติ 1917 ทุนนิยมโดยรัฐเข้าแทนที่ทุนนิยมเอกชน ซึ่งเลนินถือว่าเป็นกระบวนการที่จำเป็นในการเปลี่ยนผ่านจากทุนนิยมเป็นคอมมิวนิสต์ หน่วยงานของรัฐ เช่น Supreme Council of National Economy และ Council of Minister ในเวลาต่อมา เป็นผู้เข้าถือครองและกระจายส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากการผลิตโดยแรงงาน ตามแผนเศรษฐกิจที่ส่วนกลางได้วางไว้ โดยปราศจากบทบาทของตลาดและกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล

แต่ใช่ว่าโครงสร้างทางชนชั้นแบบทุนนิยมจะเป็นโครงสร้างเดียวที่ดำรงอยู่ในสังคม ในแต่ละช่วงเวลาของสังคม มีโครงสร้างทางชนชั้นดำรงอยู่ร่วมกันอย่างหลากหลาย แม้รัฐบาลเข้ามีบทบาทในภาคอุตสาหกรรม เช่น เข้าเป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม กำหนดราคาผลผลิตและค่าจ้าง แต่สำหรับภาคเกษตรในช่วงเวลาดังกล่าวมีโครงสร้างทางชนชั้นแบบดั้งเดิม ที่ผลผลิตถูกผลิตโดยเกษตรกรรายย่อยอิสระในชนบท และชนชั้นดังกล่าวเป็นผู้ได้รับส่วนเกิน การแทรกแซงของรัฐในภาคเกษตรเป็นไปอย่างน้อยนิดเมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรม

ในปี 1921 เลนินเสนอ “นโยบายเศรษฐกิจใหม่” (New Economic Policy) ที่หันเหเศรษฐกิจไปสู่ทิศทางส่งเสริมทุนนิยมเอกชนมากขึ้น เช่น แปรรูปรัฐวิสาหกิจ คืนชีวิตให้ตลาดและทรัพย์สินเอกชนในบางภาคส่วน เป็นต้น แนวนโยบายดังกล่าวเอื้อประโยชน์แก่การผลิตในภาคเกษตรที่มีโครงสร้างทางชนชั้นแบบดั้งเดิม ส่งผลให้อำนาจและความมั่งคั่งของกลุ่มเกษตรกรอิสระเพิ่มสูงขึ้น ชนชั้นนายทุนเอกชนกลับฟื้นคืนชีพอีกครั้ง และเป็นพื้นฐานสำคัญที่เป็นแรงผลักให้การพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างก้าวกระโดด

หลังทศวรรษ 1920 กลุ่มเกษตรกรอิสระและนายทุนเอกชนมีอำนาจและความมั่งคั่งสูงขึ้นมาก ผลที่ตามมาคือราคาสินค้าและวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น จนถึงระดับที่รัฐเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม สตาลิน ซึ่งเป็นผู้นำในยุคนั้นได้เสนอแผนสองปีฉบับแรก โดยได้จัดตั้งระบบนารวมขนาดเล็กแทนที่เกษตรกรอิสระและนายทุนเอกชนในการผลิตภาคเกษตร รัฐก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดสรรส่วนเกินเพื่อกระจายส่วนเกินในทางที่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนอุตสาหกรรม รัฐเข้ามากำหนดราคา โดยตั้งราคาสินค้าประเภทอาหารและวัตถุดิบให้ต่ำ เพื่ออำนวยการเติบโตแก่ภาคอุตสาหกรรม ในทางตรงกันข้าม รัฐกลับตั้งราคาสินค้าอุตสาหกรรมในระดับสูง นโยบายโยกย้ายส่วนเกินดังกล่าวเสมือนให้รางวัลแก่ภาคอุตสาหกรรมและลงโทษภาคเกษตร

ต่อมาเมื่อเกิดการต่อต้านจากกลุ่มเกษตรกร สตาลินได้ล้มเลิกระบบนารวมขนาดเล็ก และจัดตั้งนารัฐขนาดใหญ่แทน รัฐเข้ามามีบทบาทในภาคเกษตรอย่างเต็มรูปแบบแทนที่เอกชน พลังและความมั่งคั่งของเกษตรกรอิสระและนายทุนเอกชนถูกทำลายลงอีกครั้ง ในช่วงนี้นับว่าโครงสร้างชนชั้นได้หมุนกลับจากทุนนิยมเอกชนมาเป็นทุนนิยมโดยรัฐอีกครั้งหนึ่ง

ด้วยนโยบายที่เอื้ออำนวยภาคอุตสาหกรรม ทำให้สหภาพโซเวียตมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกระทั่งทศวรรษที่ 1960 ระดับการบริโภคในเศรษฐกิจสูง โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดี และมีอำนาจทางการเมืองสูงยิ่ง เป็นผู้นำทางการเมืองของโลกอีกขั้วหนึ่ง

หลังทศวรรษ 1960 ระบบทุนนิยมโดยรัฐดังกล่าวไม่สามารถผลิตส่วนเกินได้มากเพียงพอที่จะรักษาโครงสร้างความสัมพันธ์ทางชนชั้นแบบทุนนิยมโดยรัฐได้

ส่วนเกินที่ผลิตได้ไม่เพียงพอที่จะธำรงความสำเร็จทางการเมืองและเศรษฐกิจ ผสมกับปัญหาผลิตภาพในกระบวนการผลิตที่ต่ำมาก ส่วนเกินไม่เพียงพอสำหรับการกระจายให้ แก่ชนชั้นนายทุนรัฐและชนชั้นรองเพื่อรักษาสถานะทางการเมืองที่เปี่ยมอำนาจ และไม่สามารถรักษาความเข้มแข็งของพรรคคอมมิวนิสต์ไว้ได้ นอกจากนั้น ส่วนเกินจากการผลิตยังน้อยเกินไปสำหรับการสะสมทุนในการผลิต ไม่สามารถรักษาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและผลิตภาพ ไม่สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ไม่สามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ดีพอ

ดังนั้น นโยบายเศรษฐกิจในช่วงนี้จึงหันหัวเรือกลับมาเดินในแนวทางทุนนิยมเอกชน โดยกระจายอำนาจออกจากส่วนกลาง สร้างตลาดเอกชน และแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้น

จากเรื่องเล่าของประวัติเศรษฐกิจสหภาพโซเวียตอย่างหยาบ ๆ ข้างต้น จะเห็นว่า โครงสร้างชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์ไม่เคยถูกพัฒนาอย่างจริงจังในยุคที่คนทั่วไปเข้าใจว่าสหภาพโซเวียตเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ โครงสร้างทุนนิยมโดยรัฐของสหภาพโซเวียตในช่วงเวลาดังกล่าวอาจพอเรียกได้ว่าเป็น “สังคมนิยม” ในแง่ที่มีความเป็นเจ้าของแบบรวมหมู่ มีการกระจายรายได้ที่ค่อนข้างเท่าเทียม มีบริการของรัฐที่ดี และมีระดับการจ้างงานสูง กระนั้นมิอาจเรียกได้ว่าเป็นระบบคอมมิวนิสต์

สังคมที่มีโครงสร้างทางชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์เป็นโครงสร้างหลักยังมิเคยเกิดขึ้นจริงในโลกใบนี้ หากใช้กรอบการวิเคราะห์ทางแรงงานส่วนเกินของมาร์กซ ความล้มเหลวของสหภาพโซเวียตจึงมิใช่ความล้มเหลวของคอมมิวนิสต์ หากเป็นความล้มเหลวของระบบทุนนิยมโดยรัฐต่างหาก

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนขึ้นโดยใช้กรอบการวิเคราะห์ของ Overdeterminist Marxism เท่านั้น ทั้งนี้ วิวาทะว่าด้วยลักษณะความเป็น “สังคมนิยม” หรือ “คอมมิวนิสต์” ของสหภาพโซเวียตมีกว้างขวาง ภายใต้ระเบียบวิธีวิเคราะห์ที่หลากหลาย รวมทั้งคำนิยามของคำว่า “สังคมนิยม” และ “คอมมิวนิสต์” ก็มีความหลากหลายด้วยเช่นกัน

ตีพิมพ์ครั้งแรก : คอลัมน์ “มองมุมใหม่” หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับเดือนมิถุนายน 2545
Last edited by หนูอ้อย on Wed Aug 11, 2010 11:23 pm, edited 1 time in total.
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Thu Jul 29, 2010 10:52 am

อ่านในกระทู้หนึ่งที่นี่ เห็นแว้บๆว่าเขาไม่ให้ราคาการปฏิรูปโดยท่านอานันท์ ปันยารชุน ดังนั้นเขาคงไม่ให้ราคาลุงเสกของหนูอ้อย (เพราะลุงอยู่ในทีมปฏิรูปฯ) (แต่เขาคงให้ราคา อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ - ฮา) แต่ไงก็ตามหนูอ้อยมีเรื่องที่คิดว่าดีดี นิ่งนิ่ง ของ "สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์" นิ่งไหม ดีไหม ลองอ่านกันเลยนะคะ ( มาสู่แนวพุทธบ้างหลังจากหนักหัวกะแนวมาร์กซมาหลายรีพลายแล้ว ).........

เสกสรรค์​ ​ประ​เสริฐกุล : ​พุทธทาส​กับ​สังคมไทย​

"สิ่งที่ตัดยากที่สุดคือ​ความ​รัก​ความ​ผูกพัน"

ผมมี​ความ​รู้​ใน​งานเขียนของท่านอาจารย์พุทธทาสแบบพอเพียง​เท่า​นั้น​ ​ไม่​ลึกซึ้งอะ​ไร​ แต่ว่าผมมี​ความ​รัก​ ​สนใจ​ใน​การศึกษาพุทธธรรมมาพักหนึ่ง​เหมือน​กับ​ไปคิด​ถึง​การอบรมบ่มเพาะสมัยผม​ยัง​เยาว์วัยที่​เป็น​พนักงานรับ​ใช้​อยู่​ใน​วัดหลายปี​ ​เรียกว่า​โต​ใน​วัดก็ว่า​ได้​ต่อมา​เมื่อ​ใช้​ชีวิตมา​ถึง​วัยนี้​ ​ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก็หวนคิดว่า​ ​เรา​จะ​หาทางดับทุกข์อย่างไร​โดย​วิถีที่​เราคุ้นเคย​ได้

จาก​นั้น​จึง​มาสนใจคำ​สอนของหลายๆ​ท่าน​ ไม่​เพียงแต่ของท่านพุทธทาสคนเดียวใน​ฐานะที่​เราสนทนา​เรื่องพุทธทาส​กับ​สังคมไทย​ ​ผมเรียน​ให้​ทราบว่า​ ​บารมีของท่าน​ ​ชื่อเสียงของท่าน มีมาตั้งแต่ผม​ยัง​เด็กมาก​ ​เมื่อ​เข้า​มา​เรียน​เป็น​นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ ​จริงๆ​ ​แล้ว​มีนักศึกษารุ่นเดียว​กัน​ ​หรือ​รุ่นพี่รุ่นน้องเดินทางไปสวนโมกข์​อยู่​ตลอดเวลา​ ​จนกระทั่งอาจ​จะ​เรียก​ได้​ว่า​ ​เป็น​พวกขบวนการสวนโมกข์​ ​

สมัย​นั้น​มีการล้อเลียน​กัน​ ​ผมอา​จะ​เป็น​เพียงคนเดียวที่​ไม่​เคยไป​ ​เพราะ​นิสัยสันดานของผมมัน​เป็น​สัตว์ที่​โดดเดี่ยว มาตั้งแต่​แรก​ ​แต่ผมก็อ่านที่ท่านแปลหนังสือ ซึ่ง​ทำ​ให้​ผมแปลกใจว่า​ ​

พระ​ใน​นิกายเถรวาท​ ​แต่​แปลตำ​รา​เรียกว่า​เป็น​ตำ​รา​เบื้องต้นของนิกายเซนเลยอย่างไรก็ตาม​ ​จะ​ด้วย​เวร​ด้วย​กรรมอะ​ไรก็​แล้ว​แต่​ ​หลัง​จาก​นั้น​ผมก็พลัดพราก​กับ​พุทธศาสนา​เป็น​เวลายาวนาน​ ​ที่​จะ​ต้อง​ทำ​ใน​สิ่งทางโลกมากมาย​

อาจารย์สุวินัย​ ​ภวณวลัย กล่าวถูกอย่างหนึ่งว่า​ ​ผม​เป็น​คนล้มเหลว​ใน​ทางสังคม ความ​ล้มเหลว ที​เแรก​ ​ไม่​ได้​เกิด​จาก​ความ​ตั้งใจ​ ​แต่​เกิด​จาก​ชะตากรรม​ ​แต่อย่างน้อย​ไม่​ต่ำ​กว่า​ 10 ​ปีมานี้​ ​ตั้งใจล้มเหลว​ ​เพราะ​มอง​ไม่​เห็นคุณค่าของ​ความ​สำ​เร็จ​ ​รู้สึกว่า มี​แต่​ความ​ทุกข์​ ​

ขณะนี้ผมมีภาพเขียนแสดง​อยู่​ที่หอศิลปแห่งชาติ​ ผมเขียนประกบ​ไว้​ด้วย​ว่า​ ​อย่า​เรียกผม​เป็น​ศิลปินเลย​ ​ผม​ไม่​ชอบคำ​นิยาม​ ​มันมี​แต่นำ​มา​ซึ่ง​ความ​ทุกข์​ ​นี่​เป็น​การนำ​เอาพุทธธรรมมา​ใช้​ใน​ชีวิตจริง​ ​คือผม​ไม่​ชอบจริงๆ​ ​มี​ผู้​สื่อข่าวโทรทัศน์​เอากล้องมาจ่อผม​ ​แล้ว​ก็พูดทำ​นองว่า​ ​ไม่​จริง​ ​ ไม่​เชื่อหรอกที่​ไม่​อยาก​ให้​สัมภาษณ์​ ​ผมก็​เดินหนี

กลับมา​เรื่องของเรา​ ​วันนี้​ถ้า​เป็น​คน​อื่น​เชิญ​ ​ผม​ไม่​ไป​เพราะ​ไม่​กล้าพอที่​จะ​ไปพูดเรื่องธรรมะ​ ​แต่​เนื่อง​จาก​อาจารย์สุวินัยท่านเขียนหนังสือเรื่องพุทธทาสขึ้นมา​ผมเองรู้สึกว่า​ต้อง​สนับสนุน​ ​แล้ว​ผมก็มั่นใจ​อยู่​แล้ว​ว่า​ ​ยัง​ไงเสีย​ส่วน​ใหญ่​อาจารย์สุวินัย​จะ​พูดเอง​ ​

ผมอยาก​จะ​ยืนยันเช่นนี้ว่า​ ​หนังสือเล่มนี้ ดีครับ​ ​เป็น​หนังสือที่​เอ่ย​ถึง​ประวัติท่านพุทธทาส​ใน​ลักษณะที่​จะ​สื่อสาร​กับ​คนรุ่น​ใหม่​ได้​มาก​ เนื่อง​จาก​แทบ​จะ​เป็น​รูปของนิยายที่คล้าย​กับ​เขียน​ถึง​มูซาชิ​ ​ใน​ขณะที่​เอ่ย​ถึง​ประวัติชีวิตก็​แทรกหลักธรรมคำ​สอนลงไป​ไม่​น่า​เบื่อ​ ​ใช้​ภาษาที่คนรุ่นหลัง อาจ​จะ​เข้า​ใจ​ได้​ง่ายขึ้น​ ​ยกเว้นคอนเซ็บทางด้านศาสนาที่​ต้อง​ใช้​เวลาทำ​ความ​เข้า​ใจ​อยู่​บ้าง

ใน​แง่ตัวท่านพุทธทาสเอง​ ​ผม​ไม่​กล้าที่​จะ​วิ​เคราะห์วิจารณ์อะ​ไร คือ​ความ​เลื่อมใส​ ​ผมเห็นว่า​ ​ท่าน​เป็น​บุคคลจำ​นวน​ไม่​มากนัก​ใน​ 100 ​ปีมานี้ ที่กล้า​แหวกออก​จาก​กระ​แสหลัก​ใน​สังคมอย่างจริงจัง​ ​คือคนที่ออก​จาก​กระ​แสหลักของสังคม อาจ​จะ​มีมาก​ แต่ออกแบบหันมา​เผชิญหน้า​กับ​สังคมมีน้อย​ ​ท่าน​เป็น​คนหนึ่งที่ออกมา​จาก​กระ​แสหลักของสังคมแล้ว​มองสังคมอย่างเมตตาว่า​ ​เรามีสิ่งที่ดีกว่ามอบ​ให้​ ​

ใน​ฐานะที่ท่าน​เป็น​อาจารย์​ ​เป็น​บรมครูทางพุทธ​ ​อาจารย์สุวินัยกล่าวมา​แล้ว​ว่า​ ​ท่านอาจ​จะ​เป็น​คนแรกๆ​ ​ที่​เอาคัมภีร์​ ​คำ​สอนแนวคิดของทางมหายาน​ ​โดย​เฉพาะทางเซน​เข้า​มา​ใน​สังคมไทย​

สังคมไทย​ ​เรา​ต้อง​ยอมรับว่า​ ​ศาสนา​เป็น​เรื่องอ่อนไหว​ ​เป็น​เรื่องหมิ่นเหม่​ ​ชาวพุทธ​ด้วย​กัน​เอง​ถ้า ​ตี​ความ​ไม่​เหมือนกระ​แสหลัก บางทีก็​จะ​โดนข้อหาต่างๆ​ ​แต่​ด้วย​ความ​กล้าหาญของท่านพุทธทาส​ ใน​ประ​เด็นนี้​เห็นชัดเจน​ ​ซึ่ง​ใน​ปัจจุบันเราพบว่า​ ​ตำ​รา​เกี่ยว​กับ​มหายาน​โดย​เฉพาะอย่างยิ่ง​ ​วัชรยาน​ ​สายธิ​เบต​และ​เซน​ ​จาก​จีน​ ​ญี่ปุ่น​ ​เข้า​มา​อยู่​ใน​ร้านหนังสือไทยอย่าง​ไม่​เคอะ​เขิน​ ​

คนรุ่นหลังก็อ่าน​กัน​โดย​ไม่​รู้สึกว่า​เป็น​เรื่องภายนอก​ ​หรือ​ว่าหลุดออกมา​จาก​สถานที่ที่​เรา​ไม่​คุ้นเคย​ ​เรื่องนี้​ต้อง​ยกเครดิต​ให้​ท่านอาจารย์พุทธทาส​ ​เพราะ​ว่าท่าน​ได้​บุกเบิกการบูรณาการ แนวคิดทาง พุทธศาสนา​ ​ซึ่ง​จริงๆ​ ​แล้ว​เดี๋ยวนี้​ ใน​ระดับโลก​ ​กำ​ลัง​เป็น​กระ​แส​ใหญ่​ที่​จะ​บูรณาการพุทธศาสนา​ โดย​เฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพุทธศาสนา​ไป​ถึง​โลกตะวันตก​ ​

ซึ่ง​ความ​จริงไป​ถึง​นาน​แล้ว​ ​แต่ยิ่งปัจจุบัน มีฝรั่งมาบวช​ใน​พุทธนิกาย​ ​ตั้งแต่​เป็น​ศิษย์หลวงพ่อชา​ ​บวช​ใน​สายเถรวาทเรา​ ​มีฝึกวิปัสสนาที่พม่า​ ​บวช​เป็น​พระ​เซน​ ​บวช​เป็น​พระธิ​เบตก็มี​ ​เพราะ​เขา​กลับไปโลกตะวันตก​ เขา​พบว่า​ ​เขา​ไม่​อาจติด​อยู่​ใน​รายละ​เอียดจารีตประ​เพณี ที่ต่างสถานที่ต่างๆ​ ​กัน​ใน​เอเชีย​ ​เขา​จำ​เป็น​ต้อง​บูรณาการธรรมะ​เข้า​หา​กัน​ โดย​ไม่​ต้อง​เอ่ยเลยว่านิกาย​ใด​

แต่​เรา​ต้อง​ยอมรับอย่างหนึ่งว่า​ ​นิกายเซนมีพลังสูง​ ​เป็น​เพราะ​ว่า​สามารถ​สนอง​ความ​ต้อง​การ ของ คนที่​ต้อง​การหลุดออก​จาก​โลกที่กดทับ​ ​กดทับ​ ​กดดัน​เขา​ ​เรียกร้อง​เขาอย่าง​ไม่​หยุดยั้ง​ให้​มา​อยู่​กับ​ความ​สงบ​ได้​โดย​เร็ว​ ​คนไทยเรา​เอง ก็ศึกษาพุทธศาสนา มานาน​ ​

ถ้า​เรา​เน้นเฉพาะพุทธธรรม​ ​ก็​อยู่​มาอย่างต่อ​เนื่อง​ให้​เรา​ได้​พึ่งพา​ ​จะ​ด้วย​เหตุผล​ใด​ก็ตาม​ ​คนไทยเรามอง ทุกข์ ค่อนข้าง​จะ​เห็นชัด​ ​เราสัมผัส​ความ​ทุกข์​กัน​อยู่​ทุกวี่ทุกวัน​ ​อนิจจัง​ ​ผมคิดว่า หลายคนมองเห็น​เราปลง​ได้​ง่าย​ ​แต่พอ​ถึง​ อนัตตา​ ​ไม่​ค่อยเห็น​แล้ว​

อนัตตา ​แปลตรงตัวว่า​ ความ​ไม่​มีตัวตน ​จุดนี้​ผมคิดว่ากลาย​เป็น​จุดที่​เชื่อมร้อย​ความ​คิดของท่าน พุทธทาส​กับเซน ผมคิดว่าท่าน​ไม่​เพียงแสวงหา​ให้​ตัวท่านเอง​ ​ท่านแสวงหาสิ่งที่สังคมไทยขาด​ด้วย​ ​

บางที​ไหว้พระที ตัวตนยิ่งเบิกบาน​ ​เพราะ​ว่าหวัง​จะ​รวย​ ​หวัง​จะ​มีลาภ​ ​ยศ​ ​สรรเสริญ​ ​แต่​ใน​ทาง มหายาน​ ​โดย​เฉพาะทางเซน​ ​อนัตตา​ เป็น​สิ่งที่​ใกล้​เคียง​กับ สุญญตา ​เป็น​จุดเน้นสำ​คัญที่สุดก็ว่า​ได้​ ​ที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า​ ความ​ว่าง ความ​ว่างนี้​ ​ไม่​ได้​หมายแค่ จิตว่าง

จิตว่าง​เป็น​เพียง ภาพสะท้อนของ​ ความ​ว่างของจักรวาล​ ​อันที่จริงท่านพุทธทาส​ได้​อธิบายธรรมะ ข้อนี้​โดย​ผ่านหนังสือ​ หรือ​ว่าหัวข้อที่​ไม่​ใช่​สุญญตา​โดย​ตรง​ ​ท่านพูด​ถึง อิทัปปัจจยตา หรือ​ ปฏิจจสมุปบาท ​ซึ่ง​แปลว่า สรรพสิ่ง​ทั้ง​หลายล้วนเกิดขึ้น​ ​โดย​เหตุปัจจัยกำ​หนด​ ​ปัจจัยหนึ่ง ส่ง​ให้​เกิดปัจจัยหนึ่ง​ ​ไม่​มีอะ​ไรที่​เกิดขึ้นลอยๆ​ ​เมื่อ​เป็น​เช่นนี้​แล้ว​ ​มันโยง​กัน​หมด​ ​เมื่อโยง​กัน​หมด​ ​มัน​ไม่​มีตัวตนของอะ​ไร ที่ดำ​รง​อยู่​อย่าง​เป็น​ตัวเองอย่างแท้จริง​ ​นั่นเรียกว่า​ ความ​ว่าง​

เมื่อจิตไปยึดติดอะ​ไรก็ตาม​ ​จิตก็​ไม่​ว่าง​ ​แต่​ถ้า​จิตสะท้อนสิ่งนี้​ได้​ ​ให้​เห็นว่า​เราทุกคนที่นั่ง​อยู่​ใน​ห้องนี้ ล้วนโยงใยสัมพันธ์​กัน​ ​สืบทอดมา​จาก​บรรพบุรุษที่​เป็น​วานร​ด้วย​กัน​ ​และ​อาจอิงอาศัย​กัน​ใน​การมีชีวิต​อยู่​ ​คนหนึ่งสอนหนังสือ​ ​คนหนึ่งปลูกข้าว​ ​มัน​อยู่​รอด​โดย​ลำ​พัง​ไม่​ได้​ แต่ปัญหาที่​เกิดขึ้นคือ มันลืม​ ​มันคิดว่า​ ​เรา​อยู่​คนเดียวก็​ได้​ ​

โดย​เฉพาะ​โลกาภิวัตน์​ ​ซึ่ง​กระตุ้น ลัทธิปัจเจกทุนนิยมสูงสุด​ ​ลืมหมดเลย​ ​ลืมคน​อื่น​หมดเลย​ ​ไม่​ได้​ใส่​ใจอะ​ไรอีกเลย ​เมื่อวันก่อน ผมถามนักศึกษา​ใน​ห้องเรียนผมว่า ​ใครไปลงประชามติบ้าง​ ​ปรากฎว่า ค่อนห้อง​ไม่​ได้​ไป​

ผมถามว่า​ ใคร​ไม่​ชอบคุณทักษิณบ้าง ก็​เงียบ​ ​ใคร​ไม่​ชอบคมช​.(คณะมนตรี​ความ​มั่นคงแห่งชาติ) ​บ้าง ก็​เงียบ​ ​ถามว่า​ ​ไม่​ชอบใครเลย​ ​เฉยๆ​ ​กัน​ทุกคน ​ใช่​ไหม​ ​คือ สนใจแต่ตัวเอง​ อันนี้คือปัญหา ที่​ใหญ่​ที่สุด ที่​ต้อง​เลิก​ ​และ​ทำ​ให้​ท่านพุทธทาสจับประ​เด็นนี้ ตั้งแต่ต้น​ ​เพราะ​ท่านมองเห็นเลยว่า ตัวกูของกู​ ​ต้อง​เลิก​ ​แล้ว ตัวมึง​เป็น​ของกู ก็​ต้อง​เลิก​ ​คือมัน​เป็น​ ปัญหา​ใจกลางของมนุษยชาติ​

ผมอ่านเรื่องของ อิทัปปัจจยตา​ ​ก็​ไปนึก​ถึง​คำ​สอนของเซน​ โดย​เฉพาะคำ​สอนของท่านติช​ ​นัท​ ​ฮันห์​ ท่านชี้ประ​เด็นเดียว​กัน​ ​ถ้า​ผมถ่ายทอดผิดก็ขออภัย​ด้วย​ ​เพราะ​ผมอ่านมา​จาก​ภาษาอังกฤษ​ ​ท่านชี้​ให้​เห็นว่า​ ​ถ้า​อยาก​จะ​หลุดพ้น​ต้อง​เข้า​ใจสามอย่างคือ​

1.สุญญตา ​หลมาย​ถึง​ ​เห็นอนัตตา​ ​คือ​ความ​ว่างเปล่าของตัวตน​
2.อนิมิตตา ​อันนี้สำ​คัญมากหมาย​ถึง​เห็นอนิจจัง​แล้ว​ ถอนนิมิต​ได้​ ​ท่านบอกว่า​ ​เลิกจับโลกที่​เป็น​จริงมา​ใส่​กรอบคิด ซะที​ อันนี้​เป็น ​ปัญหา​ใหญ่​ของปัญญาชน​ ​คือทุกอย่าง​จะ​ต้อง​ไปตี​ความ​ ​ตัดสิน​ ​มัน​ไม่​ช่วย​ให้​เข้า​ใจสัจธรรม​ ​โลกดำ​เนินไปตามครรลองของมัน​ ​ไม่​ต่าง​กับ​อิทัปปัจจยตา​ ​คน​ใน​ยุคปัจจุบัน​เข้า​ใจยาก​ ​แต่​ถ้า​เข้า​ใจ​แล้ว​จะ​มี​ความ​สุขแบบฉับพลัน
3.อัปปณิหิตา ​คือเห็นทุกข์​แล้ว​ถอน​ความ​ปรารถนา​ได้​ ​ไม่​ต้อง​มีจุดหมาย​ ​ไม่​ต้อง​ไปตั้ง​ความ​คาดหวัง​ ​ไม่​ต้อง​ตั้งวัตถุประสงค์​ ​คือ​อยู่​กับ​ปัจจุบันขณะ​ ​ซึ่ง​อาจารย์ทางด้านมหายาน หลายท่าน เขียนเรื่องเหล่านี้​ไว้​ ​เช่น​ ​เส้นทางที่ปราศ​จาก​จุดหมาย​ การ​ไม่​มีจุดหมาย​ ​ไม่​ได้​หมาย​ความ​ว่า​อยู่​เรื่อยเปื่อยเฉี่อยแฉะ​ แบบพวก​ไม่​มีบ้าน​ ​หรือ​คนตกทุกข์​ได้​ยาก​ ​ไม่​ใช่​ ​แต่​เป็น​การสอน​ใน​ทาง positive สอน​ให้​กลับ​กัน​ ​คือ จงเผชิญทุกอย่าง​ใน​ชีวิตอย่าง​ไม่​หลบตา​ ​
บางที​เราอาจ​จะ​ไป​ไม่​ถึง​ขั้นการ​ไม่​มี​ความ​หวัง​ ​ไม่​มี​ความ​หวังอะ​ไรเลย​ แต่ว่า​เรา​ต้อง​ กล้าที่​จะ​เห็นมันตาม​ความ​เป็น​จริง​ ​ถ้า​ปฏิบัติ​ได้​ก็มี​ความ​สุข​ ​เดินไปเจอใคร ก็​ไม่​คาดหวังอะ​ไร​ทั้ง​สิ้น​ แล้ว​ทุกอย่าง​จะ​ดี​ ​มีจิตสงบสามอย่างที่ท่านนัท​ ​ฮันห์บอก​อยู่​ใน​หนังสือ Zen Keys ทำ​ให้​ผมเกิดแรงบันดาลใจ เขียนบทกวีออกมาสี่บาท​ ​เอามา​แถม​ให้​พวกเรา​ ​ซึ่ง​จะ​ตรง​กับ​ที่ท่าน พุทธทาสบอก​ ​ผมเขียนว่า​ ...

ทะ​เล​อยู่​ใน​หยาดฝน
ผู้​คน​อยู่​ใน​ตัวเรา
ที่ราบ​อยู่​ใน​ขุน​เขา
จันทร์วางเงา​อยู่​ที่​ใด​
ตามที่​เซนสอน​ ​ถ้า​จิตใสกระจ่าง ก็​เหมือนสะท้อนภาพ ดวงจันทร์ที่​เป็น​จันทร์​เพ็ญ​ ​ก็คือ

ซา​โตริ นั่นเอง


ทะ​เล​อยู่​ใน​หยาดฝน​ ถ้า​เรามองเห็นทะ​เล​ใน​หยาดฝนเมื่อไหร ่​เราก็รู้ว่า สรรพสิ่งล้วนเกี่ยวโยง สัมพันธ์​กัน​ ​ไม่​มีอะ​ไร​เป็น​ตัวตน​ ผู้​คน​อยู่​ใน​ตัวเรา​ จะ​เห็น​ผู้​อื่น​ ​ไม่​เห็นแต่ตัวเอง​ ​และ​เห็น ตัวเรา​ใน​ผู้​อื่น​ ที่ราบ​อยู่​ใน​ขุน​เขา อันนี้สำ​คัญมาก​ ​จะ​ทำ​ให้​เรา ​เลิกปลื้มไป​กับ​ลาภ​ ​ยศ​ ​สรรเสริญ​ ​เพราะ​จริงๆ​ ​แล้ว​ ​ที่​เรา​เรียกว่า ขุน​เขา​ ​เพราะ​มีการดำ​รง​อยู่​ของที่ราบ ไม่​งั้นเรา​ไม่​มีวันรู้ว่า นี่คือขุน​เขา​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ​มันแยกออก​จาก​ที่ราบ​ไม่​ได้​เลย​ ​ท่านนัท​ ​ฮันห์ชอบ​ใช้​คำ​ว่า​ interbeing คือทุกคน มีการ​อยู่​อย่างสัมพันธ์​กับ​ผ์​อื่น​ และ​สิ่ง​อื่น​ตลอดเวลา​ ​สิ่งเหล่านี้ผมอ่านเทียบ​กับ​งานท่านพุทธทาส ตอบสั้นๆ​ ​ได้​ว่ายืนยัน​ ( confirm ) ​คือ เห็นตรง​กัน​หมด​

จุดที่ท่านพุทธทาสนำ​มา​จาก​เซน​ ​ผม​ไม่​อยาก​ใช้​คำ​ว่าขอยืม แต่อยาก​ใช้​คำ​ว่าท่านนำ​เซนมา บูรณาการ​ เป็น​สิ่งที่ตรง​กับ​จุดอ่อน​ ใน​การรับรู้ของสังคมไทย พอดี​ยิ่ง​ใน​ปัจจุบันอาจ​ต้อง​เรียกว่า​ ​ถึง​แม้ว่าท่านพุทธทาส​จาก​ไปหลายปี​แล้ว​ ​แต่​ความ​คิดที่​จะ​มองเห็น อิทัปปัจจยตา​ ​มองเห็นสุญญตา​มองเห็น​ความ​ว่าง​ทั้ง​หลาย​ ​ยิ่งสำ​คัญ​ ​เพราะ​เรากำ​ลังเผชิญ​กับ​ การแบ่งขั้ว​ความ​ขัดแย้งอย่างรุนแรง ที่สุด​ เท่า​ที่มีมา หลังการสงบลงของสงคราม ระหว่างพรรคไทย​กับ​พรรคอมมิวนิสต์​ ​

การแบ่งขั้วนี้​ เป็น​มองโลกแบบทวิภาวะ​ ​มองโลกแบบแยก​ส่วน ​แล้ว​มีการด่า​กัน​แบบตัดตอน ​หมาย​ความ​ว่า​ไม่​พูด​ถึง ​เหตุ​ความ​เป็น​มาของปัญหา​ ​แต่​โทษเอ็งข้างหน้านี่​เลย​ ​ถ้า​พูดอย่างสามัญหน่อยก็​เหมือน​กับ​อยู่​กับ​ปัจจุบันขณะ​ ​แต่​ไม่​ใช่​ ​จริงๆ​ ​แล้ว​เรียกว่า ด่าตัดตอน​

การด่าตัดตอนนี้​เกิดขึ้น​จาก​ทุกกลุ่ม​ ​ทุกฝ่าย​ ​มอง​ไม่​เห็นว่า ปัญหาที่​เรา​เผชิญ​อยู่​ใน​ประ​เทศไทย มันสั่งสมตัวมายาวนาน​ ​ผมเคยเขียนลงนิตยสาร​ way ซึ่ง​เป็น​นิตยสาร​ใหม่​ว่า​ ​เพราะ​มี​ความ​ยากจน​ ​จึง​เกิดพรรคการเมืองของเศรษฐี​ ​เพราะ​มีพรรคการเมืองของเศรษฐี​ ​นายทุน​จึง​ไปรับสตางค์​ ​เพราะ​นายทุนรับสตางค์​ ​จึง​ไป​เป็น​รัฐบาล ​ผลประ​โยชน์ทับซ้อน​จึง​เกิดขึ้นไล่​ไปเรื่อยๆ​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​รัฐประหาร​จึง​เกิดขึ้น​ ​การต่อต้าน​จึง​เกิด​ ​ไล่​เวียนไป​ ​แล้ว​เรา​จะ​พบว่า บาปเหล่านี้​ เราก่อร่วม​กัน​มา​ทั้ง​หมด​ ​มัน​เป็น​บาปรวมหมู่​ ​เมื่อ​เป็น​บาปรวมหมู่​ เรา​ต้อง​เข้า​ใจภาพรวมของมัน​ให้​ได้​ ​ไม่​เช่น​นั้น​แก้ปัญหา​ไม่​จบ

เวลาพูดเรื่องผิดถูก​ใน​ระดับโลกบัญญัติ​ ​มันอาจ​จะ​ต้อง​ ก้าวพ้น​ด้วย​หัวใจเมตตา​ ​ก้าวพ้นว่า​ ใน​ท้าย ที่สุด​แล้ว​ ทุกคน​เป็น​เพื่อนมนุษย์​ ​ก็จะ​ต้อง​แก้ปัญหา​ ด้วย​ความ​เมตตา​ ​ท่านพุทธทาสกล่าว​ไว้​ใน​หนังสือเล่มหนึ่งว่า​ ​ถ้า​เห็นอิทัปปัจจยตา จึง​จะ​เห็นมัชฌิมา​ ​ไม่​ใช่​เห็นพรรคมัชฌิมา​ ​มองเห็น​ความ​เกี่ยว​เนื่อง​ของเหตุปัจจัยต่างๆ​ ​มันทำ​ให้​ตัดสินแบบ ขาวล้วนดำ​ล้วน ​ไม่​ได้​ ​เมื่อตัดสินแบบ ขาวล้วนดำ​ล้วน​ไม่​ได้​ ​มัน​จะ​เป็น​ ทางสายกลาง ​ ​เห็นการมี​ส่วน​ร่วมของทุกฝ่าย​ ​ไม่​ว่า​จะ​ใน​การก่อปัญหา​หรือ​แก้ปัญหา​ มีพื้นที่ที่​อยู่​ที่ยืน สำ​หรับทุกคน​ใน​การที่​จะ​มาร่วมไม้ร่วมมือ​กัน​

จุดนี้พูดไปหลายคนอาจ​จะ​บอกว่า หลุดไป​แล้ว​มั้งเนี่ย​ ​คุณ​จะ​เอาอิทัปปัจจยตา​ไปลงเลือกตั้ง​ได้​อย่างไร​ ​แต่ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้บัญญัติ​ใน​รัฐธรรมนูญ​ไม่​ได้​ ​ก็​ต้อง​บัญญัติ​ไว้​ใน​ใจคน​ ​เรามาชุมนุม​ใน​วันนี้ก็​เป็น​ ส่วน​หนึ่งของกระบวนการทางวัฒนธรรม ทางจิตวิญญาณที่​จะ​บัญญัติสิ่งเหล่านี้​ไว้​ใน​ใจคน

ผม​ไม่​บังอาจบอกว่า​ ​ผมรู้ทางออกของสังคมไทย​ใน​ปัจจุบัน​ หรือ​ว่า​เสนอแนวทางที่​จะ​แก้ปัญหา​ความ​ขัดแย้งที่มี​อยู่​อย่าง​เป็น​รูปธรรม​ ผม​ไม่​ชำ​นาญ​ ​แต่ผมมีประสบการณ์ชีวิตอย่างหนึ่งคือว่า​ ​หลัง​จาก​มี​ความ​มุ่งมาดปรารถนา ที่​จะ​เป็น​โน่น​เป็น​นี่​เป็น​นั่น​ ​หรือ​ว่า​ ​ทำ​โน่นทำ​นี่ทำ​นั่น​เป็น​เวลายาวนาน​ ​อาจ​จะ​เรียกว่า​ 50 ​ปี​แรกของชีวิต ทำ​มา​เกือบ​จะ​ทุกอย่างก็ว่า​ได้​ เดินทางไปเกือบ​จะ​ทุกหนแห่ง ก็ว่า​ได้​ ​แล้ว​ผม​ค้น​พบว่า สิ่งที่ทำ​ให้ผมมี​ความ​สุขที่สุด​ใน​ปัจจุบัน คือทำ​สิ่งที่ผมตอนอายุ​ 4​ขวบ​ ​คือ นั่งเฉยๆ​ ​แล้ว​เขียนรูป​ ​เราอาจ​จะ​ใช้​อันนี้​เป็น​ตัวอย่าง​เล็กๆ​ ​อันหนึ่งว่า​ ​ที่​เรา​เดือดร้อน​กัน​อยู่​ทุกวันนี้​ ​เพราะ​เรา​ไปฝาก​ความ​สุข​ความ​สงบ ​กับ​สิ่งภายนอกมากเกินไป​หรือ​เปล่า​ ​สิ่งที่​เรา​แย่ง​กัน​จน​ถึง​ขั้น ฆ่า​กัน​มันมีค่าขนาด​นั้น ​จริง​หรือ​ไม่​

ที่สำ​คัญที่สุดคือ​ ​สังคมไทย​ใน​เวลานี้ ผูกตัวตน​ไว้​กับนิยามทาง​ความ​คิดต่างๆ​ ​ไว้​เยอะ​ ​คือปรุงตัวเอง​ด้วย​แนวคิดสารพัด​ แล้ว​ใครมาวิจารณ์​นั้น​ ก็​เทียบ​เท่า​มาคุกคามตัวตนของ​เขา​ ​อัตตาก็​จะ​ขยายตัว​ความ​โกรธ​ความ​แค้น​ก็บังเกิด​ ​แล้ว​เราก็รบ​กัน​โดย​ไม่​จำ​เป็น​ ​หลายเรื่องหลายราว​ ​ไม่​มีนิยามของใคร สมบูรณ์​แบบ​หรือ​ กระทั่ง​ใช้​ได้​ชั่วกาลนาน​

โลกมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ​ ​สรรพสิ่งมันแปรเปลี่ยน เลื่อนไหลตลอดเวลา​ ​ผมสอนวิชาการเมือง การปกครองไทย​ ​ผมถามนักศึกษาว่า​ ​คุณรู้​ไหมว่า​ ​การสลายตัวของรัฐโบราณ​ใน​ประ​เทศไทย​ ​และ​การก่อเกิดของรัฐชาติสมัย​ใหม่​ มันเริ่มขึ้นตอนไหน​ ​บางคนตอบว่า​ ​สมัยรัชกาลที่​ 5 ​บ้าง​ผมบอกว่าน้อยไป​ ต้อง​ถอยไป​ถึง​กรุงศรีอยุธยา​แตก​ ​แล้ว​สร้างระบบไพร่​ไม่​สำ​เร็จ​ ​สร้าง​ได้​แค่ประมาณ​ 60-70% ​เรื่อยมาจนกระทั่ง เอาคนจีนมาชดเชย​ใน​แง่​เศรษฐกิจตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์​ ​ไล่มาจนกระทั่ง สนธิสัญญาบาวริ่งมาบังคับ​ให้​เปิดประ​เทศ​ เรื่อยมาจนกระทั่ง ทุกคนเปลี่ยน​เป็น​ ใช้​เงินหมด​ ​จาก​นั้น​ก็มา​ถึง​เอา​เงินไปจ้างแรงงาน ​เอา​ไปสร้างกองทัพประจำ​การ​ ​เอา​ไปสร้างกลไก การปกครองสมัย​ใหม่​ ​สารพัดปัจจัย กว่า​จะ​มา​ถึง​รัฐสมัย​ใหม่​

สรุปสั้นๆ​ ​ก็คือว่า​ ​สิ่งที่​เรา​เห็น​อยู่​ใน​ปัจจุบัน ​มัน​เป็น​สายน้ำ​ที่กำ​ลังเดินทาง​ ​ถ้า​เรา​ไปถ่ายภาพนิ่งมัน​ไว้​ ​แล้ว​เอามาทะ​เลาะ​กัน​ ​มัน​ไม่​มีวัน​จะ​สาน​ความ​ขัดแย้ง​ได้​สำ​เร็จ​ ​นอก​จาก​มองสายน้ำ​ว่ามันกำ​ลัง เดินทาง

ผมเคยพูดที​เล่นทีจริง​ กับ​อาจารย์​ใน​คณะ​เดียว​กัน​ว่า​ ​ผม​ไม่​แน่​ใจ​ ​ใน​ประ​เทศไทย​หรือ​ใน​โลกนี้ จริงๆ​ ​แล้ว​มีระบบการเมือง? ​มัน​เป็น​เพียงการเคลื่อนตัว ของพละกำ​ลังต่างๆ​ ​ที่ผุดโผล่ขึ้นมา บนสายน้ำ​แห่งประวัติศาสตร์​ ​ทั้ง​ของเก่าของ​ใหม่​ ที่กระทบกระทั่ง​แล้ว​ล่องลอย​กัน​ไป​แล้ว​เราพยายามจับมัน​ให้​เป็น​ภาพนิ่ง มัน​จึง​ไม่​สำ​เร็จ​ ตอนนี้ผมแยก​ไม่​ออกระหว่าง โลกุตระ​กับ​โลกียะ​ ​

จริงๆ​ ​ผมคิดว่า​ใน​ชีวิตจริง​ ไม่​ได้​แยก​กัน​ ​สิ่งทีทำ​ร้ายเรามาอย่างหนึ่ง ก็คือวิธีคิด​ ยิ่งคิดยิ่งแยก​ส่วน​ ​ตายตัว​ ​ติดหลงคำ​นิยาม​ ​มันก็​เลยทำ​ให้​เรา​แก้ปัญหาลำ​บาก​ ​สุดท้ายผมก็พูดไปดื้อๆ​ ​ว่า​ ​มันก็​ต้อง​แก้ตรง​นั้น​ ​คุณ​ต้อง​เลิกปรุงอัตตาตัวเอง ​ด้วย​คำ​อธิบายทางการเมืองชุดต่างๆ แล้ว​คุณ​ จะ​พบว่า มี​เรื่อง​จะ​คุย​กัน​มากมาย

ใน​วัยหนึ่งเรา​ไป​ใน​ทิศทาง ที่ทำ​สิ่งต่างๆ​ ​ที่​เป็น​ภายนอกมาก​ ​แล้ว​ก็สนอง​ความ​พอใจของตัวเองมาก​ ​พูด​กัน​ง่ายๆ​ ​คือ​เป็น ​เรื่องอี​โก​้ ​เป็น​เรื่องของอัตตา​ ​คนมีบุญ​เท่า​นั้น​ ที่​จะ​เห็นสิ่งนี้ตั้งแต่อายุน้อยๆ​ ผมบุญ​ไม่​พอ ก็มามองเอาตอนแก่​ ​ถ้า​จะ​ให้​พูดหลักธรรมคือ​ ​ทุกข์​อยู่​ตรงที่​ความ​อยาก​ ​ ความ​ต้อง​การ ที่อยาก​จะ​มี​ ​อยาก​จะ​เป็น​ ​คือลาภ​ ​ยศ​ ​สรรเสิิญ​ ​บางคนเงิน​ไม่​เอา​ แต่คำ​ป้อยอชอบ​ ​บางคนเอา​แต่​เงิน ใครด่าก็​ไม่​สน​ ​คือมันมีทุกอย่าง​ ​แต่สรุปลงเอย​อยู่​ที่ว่า​ มันเกิด​จาก​การ​เข้า​ใจชีวิต ตัวเอง ผิด​ ​คิดว่าตัวเองมี​อยู่​

จริงๆ​ ​แล้ว​ ที่ท่านพุทธทาสสอนมา​ทั้ง​หมด​ ​หรือ​พุทธศาสนาสอนมา​ทั้ง​หมด ก็ว่า​ได้​ ไม่​ว่านิกายไหน​ ​มัน​อยู่​ตรงนี้​แหละว่า​ ​การดำ​รง​อยู่​ของตัวตนที่​เรา​เห็น​ ​เรา​ไปยึดติดว่า​ใครแตะ​ไม่​ได้​ จะ​ต้อง​เอาอย่าง​อื่น​มาพอกพูน​ไว้​ ​มัน​เป็น​มายาภาพ​ ​ถ้า​คุณเห็น​ด้วย​ตรงนี้​ ​อย่าง​อื่น​ไม่​ยาก​ แต่​ถ้า​ไม่​เห็นตรงนี้ ก็​ไม่​มี​ใครบังคับ​ ​ตรงไปตามมายาภาพ​นั้น​จนกว่าชีวิต​จะ​บอกคุณ​ ​เรื่องพวกนี้​ ​ แต่ก่อนผม​ไม่​ค่อย​เข้า​ใจ​ ​พอเราคิดอะ​ไร​ได้​ ​แล้ว​ใคร​ไม่​ทำ​ตามที่​เรา​เสนอแนะ​ ​เราก็​จะ​มองว่ามันโง่​ ​ หรือ​มองว่า​เขา​ไม่​ดี​ ​ความ​จริง​ ​ชาวพุทธจริงๆ​ ​ไม่​น่า​จะ​ต้อง​ไปด่าคนโน้นคนนี้​ ​เป็น​การตัดสิน เฉพาะหน้าของสรรพสิ่งที่ กำ​ลังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา​

สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกแปลกประหลาดมากคือ​ ​อะ​ไรหลายอย่างที่​เรา​เรียนรู้มา​ด้วย​ ความ​ยากลำ​บาก​ ​เจ็บมา​แล้ว​ ​ปวดมา​แล้ว​กระทั่งหลั่งเลือดมา​แล้ว ​เพื่อที่​จะ​เข้า​ใจมัน​ ​อยาก​จะ​ถ่ายทอด​ ไม่​ค่อยมี​ใครรับ​ ​เพื่อ​จะ​ให้​เขา​ไม่​ต้อง​ไป เจ็บช้ำ​ บอบช้ำ​ ​เปลืองเนื้อเปลืองตัว​ น้อยคนมากที่​จะ​มองว่าสิ่งที่​เรามอบ​ให้​เป็น​ ความ​ปรารถนาดี​ ​ส่วน​ใหญ่​จะ​เบื่อ​ ​รำ​คาญ​ ​เอาน่า​ ​รู้หรอก​ โลกนี้​เป็น​ทุกข์​ ​แต่ขอมันส์ ซักครั้ง​ได้​ไหม​ ​มายาบางอย่างขอ enjoy สักครั้ง​ได้​ไหม​ ​ก็​โอเค​ แต่รสมันขม เมื่อไหร่ค่อยนึกออก​

ผมชอบที่หลวงปู่ชาพูด​ ​มีพระฝรั่งถามท่านว่า​ ​ความ​ทุกข์มา​จาก​ไหน​ ภาษาอังกฤษท่าน ก็​ไม่​ค่อยคล่อง​ ​ท่านตอบง่ายๆ​ ​ว่า​ ​ความ​ทุกข์มา​จาก​คิดผิด​ ​คิด​ไม่​ตรง​กับ​ความ​จริง​ เพราะ​ถ้า​คิดผิด มันไปตาม​นั้น​หมดเลย​ ช่วงหนึ่งผมอยาก​จะ​ถามตัวเองว่า​ ​เป็น​นักปฏิวัติ ทิ้งบ้านทิ้งช่อง​ ​ทิ้งพ่อ​ ​ทิ้งแม่​ ​ ใช้​ชีวิตเหมือนพวกสันยาสี​ ​มันหมาย​ถึง​ อะ​ไร​ใน​ทางจิตวิญญาณ​ ​

คนรุ่นผม​ ​โชคดีอย่างหนึ่ง​ เหตุการณ์ทางบ้านเมือง​ ​ทางประวัติศาสตร์มาห้อมล้อม​ให้​เราสร้างตัวตน ขั้นสูง​ใน​เวลาที่​เหมาะสม​ ตัวตนขั้นสูงคือ​ ยัง​มีอัตตา​อยู่​ ​แต่อยาก​จะ​มี​ความ​สูงส่งของชีวิต​ ​คือชีวิต ที่​เสียสละ​ ​กล้าต่อสู้​ ​ กล้า​เผชิญ​ความ​ยากลำ​บาก​ ​อะ​ไรที่​เป็น​คุณธรรม​ทั้ง​หลาย​ ใน​ระดับทางโลก เรา​เหมารวม​ทั้ง​แพ็กเกจ​ เราอยาก​จะ​เป็น​เช่น​นั้น​ ​เพราะ​เรามีอุดมคติว่า ​เรา​จะ​ตายเพื่อ​ผู้​อื่น​ ​พวกผมหลายคน ก็​ไม่​รอดชีวิต ออกมา​จาก​ป่า​

แต่ว่ามีการปฏิบัติขั้นแรก ที่​จะ​เป็น​ปุถุชนธรรมดา​ ​ที่​จะ​ก้าวไปสู่ทิศทางธรรม​ได้​ ​ โดย​ไม่​ทิ้งโลก​ ​หลักที่สำ​คัญที่สุดคือ​ อริยมรรคมีองค์​ 8 เริ่มต้น​ด้วย​ สัมมาทิฏฐิ​และ​อีกหลายๆ​ ​ข้อ เช่น​ ​สัมมาอาชีวะ​ ​ผมมีคำ​ถามมากมายว่า​ ​อย่างไรเรียกว่าอาชีพสุจริต​ ​บางคนทำ​งาน​ทั้ง​วัน​ ​ ช่วย​คน​อื่น​คดโกง​ ​กินเงินเดือน​ ​แล้ว​บอกว่า​ ​ตัวเองประกอบอาชีพสุจริต​ ​หรือ​ว่า​ ​บางคนมีอาชีพ ช่วย​คน​อื่น​เบียดเบียนโลก​ ​เรียกว่าสัมมาอาชีวะ? ​ก็อาจ​จะ​ไม่​ใช่​ ​สัมมาวาจา​ ​จะ​พูดอย่างไร​ เวลา​เห็นคน​อื่น​ได้​ดี​แล้ว​คันปากยิบๆ​ ​ตลอดเวลา​ ​หรือ​ว่า​ ​สัมมาทิฏฐิสำ​คัญ​ใหญ่​ ​เพราะ​เป็น​เรื่อง ของ​ความ​คิด​ ​ส่วน​ใหญ่​เราพบมิจฉาทิฐิ​ ​ดึงดัน​ใน​ความ​คิดที่ผิด​ ​ไม่​เคารพ​ความ​เห็นของ​ผู้​อื่น​ ยึดติด​ใน​ทฤษฎีของตนเอง​

ถ้า​ปฏิบัติมรรคมีองค์​ 8 ​ไป​ใน​ชีวิตประจำ​วัน​ ​ก็​จะ​เริ่มเปลี่ยน​เป็น​คนดี​ ใน​ท้องถนน เวลา​จะ​เลี้ยวรถ​ ​ก็​จะ​ไม่​พูด​ "อย่าบอกใครเวลา​เลี้ยว เดี๋ยวปาด​ไม่​ทัน" เรา​จะ​เปลี่ยนพฤติกรรม ​เป็น​การเกื้อกูล เพื่อนมนุษย์ มากขึ้น​ ​โดย​ที่​เรา​ยัง​มีชีวิตครองเรือน​อยู่​ตามปกติ​ แต่​ถ้า​หลุดไป​ จาก​ตรงนี้​ ​ไม่​มีธรรม ของ​ผู้​ครองเรือนตั้งแต่ต้น​ ​ใน​การเลี้ยวกลับมาทางโลกุตรธรรม​ จะ​ทำ​ได้​ไหม​ ​ อาจ​จะ​ทำ​ได้​ ​แต่คง​ต้อง​เลี้ยวแรงมาก​ ​อาจ​จะ​บาดเจ็บ​ ​อาจ​จะ​เจ็บเนื้อเจ็บตัวมาก​ ​ซึ่ง​ผมคิดว่า ไม่​จำ​เป็น​ต้อง​ไปเสี่ยง ขนาด​นั้น​ ​ส่วน​ใหญ่​ก็​เลี้ยว​ไม่​ได้​ ​ลงน้ำ​ลงคลองไปเลย​ ​คือ​ไม่​ได้​วางพื้นฐาน ไว้​ก่อน

ผมคิดว่า​ ​สิ่งที่ก้าวข้ามยากที่สุด​ ​แต่ละคน​ไม่​เหมือน​กัน​ ​มันขึ้น​อยู่​กับ​ว่า สิ่งที่คุณยึดติดมันคืออะ​ไร​ ​ อย่างผมเอง​ ​ใน​แง่ลาภ​ ​ยศ​ ​สรรเสริญ​ ​ผมทิ้ง​ได้​เร็ว​ ​มัน​จะ​ด้วย​เหตุ​ใด​ก็​ไม่​ทราบ​ ​อาจ​เป็น เนื้อนาบุญเก่า มาก็คือว่า​ ​ตั้งแต่ต้น​ ​ไม่​เคยตั้งเป้าหมาย​ไว้​เลยว่า อยาก​จะ​เป็น​เศรษฐี​ ​หรือ​อยาก​จะ​มี ยศถาบรรดาศักดิ์​ ​ตรง​กัน​ข้ามเลย​ ​ค่อนข้างคิดออกมา​ใน​ทางกบฎนอกรีตเสีย​เป็น​ส่วน​ใหญ่​

สิ่งที่ยึดผม​ไว้​กับ​ความ​ทุกข์​ ​หรือ​วัฏสงสารมากที่สุด มัน​จะ​เป็น​เรื่องของ ​ความ​รัก​ความ​ผูกพัน ที่มีต่อ คน​ใกล้​ตัว​หรือ​เพื่อนมนุษย์​ ​ตรงนี้ตัดลำ​บาก​ ​สอง​ ​เรื่อง​ความ​คิด​ ปัญญาชน มัก​เป็น​ทาส​ความ​คิดของตัวเอง​ ​พูด​กัน​ตรงๆ​ ​เรา​จะ​รัก​ความ​คิดของเรา ราว​กับ​เลือดเนื้อเชื้อไข​ ใครมาด่า​ ​มาว่า​ ​มาคัดค้าน​ ​เรา​โกรธ​เป็น​ฟืน​เป็น​ไฟ​ ​บางครั้งยอมเสี่ยง​เป็น​เสี่ยงตาย เพื่อ​จะขับเคลื่อน​ความ​คิด ที่บริสุทธิ์​ให้​ปรากฎ​เป็น​จริง​ ​นี่​เป็น​ จริตประจำ​วรรณะ ของปัญญาชน​ ​คือ

1. ​เป็น​คนที่ยึดมั่น​ใน​ความ​รัก​ ​ความ​รักทางโลก​

2. ​ยึดมั่น​ใน​ทาง​ความ​คิด​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ ถ้า​จะ​คลายปม​ความ​ทุกข์ของชีวิต ก็​ต้อง​คลายตรงนี้​ ​ ส่วน​ใน​เรื่อง​อื่นๆ​ ​อาจ​จะ​ไม่​มีจริตมาก​ ​ไม่​ต้อง​ใช้​ความ​พยายามมาก​

การคลาย​ความ​ทุกข์​ใน​ประ​เด็นเหล่านี้​ ​จริงๆ​ ​แล้ว​ยาก​ ​เพราะ​มันซับซ้อนกว่า​เรื่องภายนอก​ กว่า​จะ​เข้า​ใจ ผมก็​ใช้​เวลา​อยู่​พักหนึ่ง​ ​คุณอยาก​จะ​ให้​ผมเอ่ย​ถึง​เรื่องปัญหาครอบครัว​ ​ ผมก็​จะ​สนอง​ให้​นิดหน่อย​

ตอนที่ผมสูญเสียครอบครัว​ ใน​แง่ของการแยก​จาก​กัน​ ​มันก็​เป็น​ทุกข์​ ​ทำ​ให้​เรา​เข้า​ใจว่า​ ​ เป็น​เรื่องที่​เกิด​จาก​การยึดติด​ ​จริงๆ​ ​เรา​ไม่​เคย​เป็น​เจ้าของ​ผู้​ใด​ ​ใน​โลกนี้​ ความ​สัมพันธ์​ใน​เชิงกรรมสิทธิ์​ ​ มัน​เป็น​แค่​โลกบัญญัติ​ ใน​ยุคทุนนิยม​เท่า​นั้น​เอง​ ​ยิ่ง​ความ​สัมพันธ์ระหว่าง คนต่อคน​ ​เอามา​ใส่​ใน​กรอบคิด เช่นนี้​ไม​ได้ เพราะ​เมื่อเรา​ไม่​เคย​เป็น​เจ้าของ​ผู้​ใด​ ​เราก็​ไม่​สูญเสีย​ผู้​ใด​ ​ ไม่​ต้อง​มี​ความ​ทุกข์​เหมือน​ผู้​สูญเสีย​ ​ใน​ที่สุด ก็ข้ามพ้นมา​ ไม่​เพียง​เท่า​นั้น​ ​เรา​ยัง​เข้า​ใจ​ความ​รู้สึก ที่สูงกว่าทางโลก​ ​ซึ่ง​เดิมเรา​เข้า​ไม่​ถึง​ ​เช่น​ ​ความ​เมตากรุณา​ ​สุดท้าย​กับ​ครอบครัว ก็​ยัง​ไปมาหาสู่​เยี่ยมเยียนตลอดเวลา​ ​กลาย​เป็น​มิตรภาพที่ยั่งยืน

จริงๆ​ ​แล้ว​ รูป​ความ​สัมพันธ์ภายนอก​ทั้ง​ปวง​ ​เป็น​แค่​เรื่องชั่วคราว​ทั้ง​สิ้น​ ​สิ่งที่จริงแท้ มากกว่าคือ ตัวจิตวิญญาณข้าง​ใน​ ​เรา​จะ​พบว่า​ ​เรา​สามารถ​มี​ความ​สัมพันธ์ที่ดีต่อ​ผู้​คน​ได้​ ​ โดย​ที่บางทีก็​ไม่​รู้ว่า​จะ​ไปนิยามมันว่าอย่างไร​ การมีทุกข์ของผม มัน​อยู่​ใน​วรรณะปัญญาชน​ ​นั่นคือว่า​ ​มีจินตนาการเกี่ยว​กับ​โลก​ เกี่ยว​กับ​ชีวิตเยอะ​ ​ผมก็​เลยมาซาบซึ้ง​ใน​อนิมิตตา​ ​ซาบซึ้ง​เพราะ​มัน​เป็น​ปมด้อยของผม ที่ชอบ มีจินตนาการ​ ​ชอบมีการตี​ความ​เกี่ยว​กับ​สิ่ง​นั้น​สิ่งนี้​ ​เรา​ต้อง​รู้จุดอ่อนของตัวเรา​เอง​ ​ ส่วน​เรื่องไหนที่​เรา​เข้มแข็ง​อยู่​แล้ว​ ​เราก็​ไม่​ไปทำ​เรื่องมันอีก​ ​เรื่องจุดอ่อนของเรา​เรา​ต้อง เพ่งเล็ง​เป็น​พิ​เศษ​

พื้นฐานของทุกข์​ทั้ง​ปวงคือ​ ความ​กลัว​ ​กลัวว่าชีวิต​จะ​เปลี่ยนไป​ ​ชีวิต​จะ​เจอ​กับ​ สิ่ง​นั้น​สิ่งนี้ที่​ไม่​คุ้นเคย​ ​ซึ่ง​ความ​กลัว​ทั้ง​หมด มัน​เป็น​จินตนาการ​ ​ไม่​ใช่​เรื่องจริง​ ​ถ้า​เรา​เผชิญ​กับมัน อย่างตรงไป ตรงมา​ ​โดย​ที่​ไม่​รู้สึกว่า​จะ​ต้อง​ปิดบัง​ ​หรือ​ว่า​จะ​ต้อง​หลบตา​จาก​ความ​เป็น​จริง ตรงนี้​ มัน​จะ​ช่วย​สลาย​ความ​กลัวลงไป​ ​แล้ว​ก้าวข้ามไป​ได้​ ​ตราบ​ใด​ที่​เรา​ยัง​กลัวเริ่มตั้งแต่​ ​กลัว​อยู่​คนเดียว​ กลัวเสียหน้า​ ​กลัวถูกคนนินทา​ ​กลัวไปหมดทุกเรื่อง​ ​เรา​จะ​แก้ปัญหา​ไม่​ได้​ ​เรา​จะ​ต้อง​เผชิญ​กับ สิ่งเหล่านี้​ทั้ง​หมด​ โดย​บอก​กับ​ตัวเองว่า​ ​ไม่​เป็น​ไร​

แล้ว​สิ่งหนึ่ง ที่ผมแนะนำ​สำ​หรับคนที่​เคยทำ​โน่นทำ​นี่มา​ใน​ชีวิต​ ​คือเรา​ต้อง​พร้อมที่​จะ เมตตาตัวเอง​ด้วย​ ​อันนี้สำ​คัญ​ ​คือบางครั้งเรา​ให้​อภัยคน​ทั้ง​หมด​ ​แต่ยกเว้นตัวเอง​ ​แล้ว​มันกลาย เป็น​แรงกดดัน ที่ทำ​ให้​เรา​ไม่​สามารถ​ปล่อยวาง​ได้​ ​คิดว่าตัวเอง​ยัง​ไม่​ดีพอตลอดเวลา​ ​เฆี่ยนตีตัวเอง ทุกวัน​ ​มันก็​เป็น​สิ่งที่ยึดติด​ใน​ตัวเองไปอีกแบบหนึ่ง​ ​มีอัตตาอีกแบบหนึ่ง ที่​จะ​ฟอกขาวตลอดเวลา​ อันที่จริง​แล้ว​กระดำ​กระด่างบ้าง​ จะ​เป็น​ไรไป​ ​เราก็​อยู่​กับ​ตัวเรา​ใน​ลักษณะที่​ ​ก็​เป็น​คนน่ะ​ ​มีผิด​ ​ มีพลาด​ ​มีทุกข์​ ​ มี​โศก​ ​ให้​อภัยตัวเอง​ได้​ ​แล้ว​ก้าวต่อไป​ ​ตรงนี้สำ​คัญ

เรื่องที่พูดมา​ทั้ง​หมด​ ​เป็น​เพียงแค่การสะท้อน กลับไปสู่ปัญหา​ใน​ทางโลกที่ผ่านมา​แล้ว​ ​ ผมบอกตรงๆ​ ​ว่า​ ​อาจ​จะ​เรียก​ได้​ว่า​ ​ความ​ทุกข์​ไม่​มีจริง​ ​ความ​ทุกข์​เป็น​เพียงมายา​เท่า​นั้น​ ​ อย่างที่อาจาย์สุวินัยพูด​ถึง​การมอบตัวตน​ ​หรือ​ surrender คำ​นี้มี​ความ​หมายทางศาสนาสูง​ ​ ไม่​ใช่​แค่​เรื่องรบรา ฆ่าฟัน​ ​ผมคิดว่าด่านที่สำ​คัญที่สุดของคนเรา​ ​คือ มอง​ความ​จริงของชีวิตอย่าง เผชิญหน้า​ เข้า​ใจว่า​ ​มี​เกิด​ ​มีดับ​ ​ด้วย​สายตาที่สงบนิ่ง​ ​แล้ว​มอบตัวตน​ใน​ลักษณะที่ว่า​ ​มัน​เป็น​เช่นนี้​ ยอมรับสัจธรรมข้อนี้ อย่าง​ไม่​คร่ำ​ครวญฟูมฟาย​ ​แต่การ​เข้า​ใจข้อนี้​ เป็น​เรื่องยากที่สุด​ ​ ยากซะยิ่งกว่า กลัวคน​ไม่​รัก​ ​หรือ​กลัว​เขา​ทิ้งไป​ ​จิ๊บจ๊อยมาก​ ​การที่​จะ​มอบตัวตน​ให้​กับ​สัจธรรม​เป็น​เรื่องยาก ที่สุด​

ตอนที่ผมออก​จาก​ภู​เขา​มามอบตัว​กับ​ทางการ​ ​ตำ​รวจก็​เอา​ไปถือป้าย​ ​หมายเลข​อาชญากร​ ​ คนก็มา ดู​กัน​เหมือนจับขุนโจร​ได้​ ​พอมา​ถึง​กรุงเทพฯ​ ​ก็มีคนออกมาคอมเมนท์​ ​ต้อง​ให้​อภัย เสกสรรค์​เขา​ ​ผมเขียน​ไว้​ใน​สมุดโน้ตผมว่า​ ​คนที่​ให้​อภัยคน​อื่น​ ใน​โทษกรรมที่​เขา​ไม่​ได้​ก่อ แท้จริง​แล้ว​คือการ​ให้​อภัยตัวเอง​ ​คือสังคมไทย​ได้​ผมมา​จาก​ป่า ก็รู้สึกปลื้มปิติที่รู้สึกตัวเองผุดผ่อง​ ​ ผมเองก็​ต้อง​เผชิญ​กับ​คำ​หยามหยันต่างๆ​ ​มากมาย​ ​ความ​น้อยเนื้อต่ำ​ใจ ที่พ่ายแพ้มากมายไปหมด​ ​ ใน​ยุค​นั้น​เรา​ยัง​ไม่​ เข้า​ใจอะ​ไร​ทั้ง​หมด​ ​ผมเจอ​ทั้ง​ภายนอก​และ​ภาย​ใน​ ​มีน้อยคนมาก​จะ​มองอย่าง​เข้า​ใจ​ทั้ง​หมด​

จาก​นั้น​ผมกลับไปหาพ่อ​ ​สิ่งแรกที่ผม​เข้า​ใจเลยว่า​ ​ผม​ยัง​รู้จักชีวิต​ไม่​พอ​ ​พ่อผม​ ​คำ​แรกบอกว่า​ ​หันไปรอบๆ​ ​สิ​ ​ ไม่​เป็น​ไร​ใช่​ไหม​ ​ไม่​ถามเลยว่า​ ​เรา​ไปทำ​อะ​ไร​ ​ผิด​หรือ​ถูกมา​ ​อยากรู้​แค่ว่า​ ​เราบอบช้ำ​หรือ​เปล่า​ ​เจ็บตรงไหน​ หรือ​เปล่า​ ​ห้าปีกว่าที่ผมหายไป​ ​พ่อพูดประ​โยคที่สองว่า​ ​ให้​ขึ้นไปไหว้​แม่​เอ็งข้างบน​ ​เขา​ตายไป​แล้ว​ อยู่​ใน​โกฐ

ผม​จะ​ผ่านด่านเหล่านี้​ ได้​อย่างไร​โดย​หัวใจที่​ไม่​บอบช้ำ​ ​ตอน​นั้น​พูด​ไม่​ได้​ ​แล้ว​มันก็​เป็น​อะ​ไร หลายอย่างที่ทำ​ให้​ อายุระหว่าง​ 40-50 ​ปีของผม เหมือนคนที่​ไม่​เอา​ด้วย​กับ​โลก​ ​ผมไป​ทั่ว​เลย​ คือ​เป็น​บาดแผล ที่ผม​ต้อง​เยียวยา​ด้วย​ตนเอง​ ​แล้ว​ค่อยมา​เข้า​ใจ​ใน​ภายหลัง​

เดี๋ยวนี้ผม​ไม่​มี​ความ​ทุกข์​โศก​ ​เวลาผมนึกประวัติของผม​ ​ไม่​ตี​ความ​ ​ไม่​ได้​อ่าน ความ​หมายอะ​ไร​ ​บางทีมันอาจ​จะ​ ไม่​มี​ความ​หมายอะ​ไรเลยก็​ได้​

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

จาก​งานเสวนา​เรื่อง​ พุทธทาส​กับ​สังคมไทย​ ใน​มุมมองนักคิดท่าพระจันทร์​

โดย ​ ดร​.​เสกสรรค์​ ​ประ​เสริฐกุล​ จาก​คณะรัฐศาสตร์​ ​ธรรมศาสตร์​ ​

ซึ่ง​มี​ผู้​ร่วมเสวนาคือ​ ดร​.​สุวินัย​ ​ภรณวลัย​ จาก​คณะ​เศรษฐศาสตร์​ ​ธรรมศาสตร์​

​และชัยพงษ์​ ​กิตตินราดร​ ดำ​เนินรายการ​โดย​ ภิญโญ​ ​ไตรสุริยธรรมา​

เมื่อวันศุกร์ที่​ 21 กัน​ยายน​ 2550 เวลา​ 14.00 - 17.00 น​.

​ณ​ ​ห้องวรรณไวทยากร​ ​ชั้น​ 1 ตึกโดม​ ​มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ ​

จัด​โดย​ ​สถาบันสัญญา​ ​ธรรมศักดิ์​ ​เพื่อประชาธิปไตย​ ​ร่วม​กับ​ ​สำ​นักพิมพ์​ openbooks

รายงานพิ​เศษ /เสกสรรค์​ ​ประ​เสริฐกุล /มนสิกุล​ ​โอวาทเภสัชช์​ ​เรื่อง​
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Thu Jul 29, 2010 11:35 am

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล wrote:สรุปสั้นๆ​ ​ก็คือว่า​ ​สิ่งที่​เรา​เห็น​อยู่​ใน​ปัจจุบัน ​มัน​เป็น​สายน้ำ​ที่กำ​ลังเดินทาง​ ​ถ้า​เรา​ไปถ่ายภาพนิ่งมัน​ไว้​ ​แล้ว​เอามาทะ​เลาะ​กัน​ ​มัน​ไม่​มีวัน​จะ​สาน​ความ​ขัดแย้ง​ได้​สำ​เร็จ​ ​นอก​จาก​มองสายน้ำ​ว่ามันกำ​ลัง เดินทาง

ผมเคยพูดที​เล่นทีจริง​ กับ​อาจารย์​ใน​คณะ​เดียว​กัน​ว่า​ ​ผม​ไม่​แน่​ใจ​ ​ใน​ประ​เทศไทย​หรือ​ใน​โลกนี้ จริงๆ​ ​แล้ว​มีระบบการเมือง? ​มัน​เป็น​เพียงการเคลื่อนตัว ของพละกำ​ลังต่างๆ​ ​ที่ผุดโผล่ขึ้นมา บนสายน้ำ​แห่งประวัติศาสตร์​ ​ทั้ง​ของเก่าของ​ใหม่​ ที่กระทบกระทั่ง​แล้ว​ล่องลอย​กัน​ไป​แล้ว​เราพยายามจับมัน​ให้​เป็น​ภาพนิ่ง มัน​จึง​ไม่​สำ​เร็จ​ ตอนนี้ผมแยก​ไม่​ออกระหว่าง โลกุตระ​กับ​โลกียะ​

​ จริงๆ​ ​ผมคิดว่า​ใน​ชีวิตจริง​ ไม่​ได้​แยก​กัน​ ​สิ่งทีทำ​ร้ายเรามาอย่างหนึ่ง ก็คือวิธีคิด​ ยิ่งคิดยิ่งแยก​ส่วน​ ​ตายตัว​ ​ติดหลงคำ​นิยาม​ ​มันก็​เลยทำ​ให้​เรา​แก้ปัญหาลำ​บาก​ ​สุดท้ายผมก็พูดไปดื้อๆ​ ​ว่า​ ​มันก็​ต้อง​แก้ตรง​นั้น​ ​คุณ​ต้อง​เลิกปรุงอัตตาตัวเอง ​ด้วย​คำ​อธิบายทางการเมืองชุดต่างๆ แล้ว​คุณ​ จะ​พบว่า มี​เรื่อง​จะ​คุย​กัน​มากมาย


เสกสรรค์ wrote:สิ่งที่ยึดผม​ไว้​กับ​ความ​ทุกข์​ ​หรือ​วัฏสงสารมากที่สุด มัน​จะ​เป็น​เรื่องของ ​ความ​รัก​ความ​ผูกพัน ที่มีต่อ คน​ใกล้​ตัว​หรือ​เพื่อนมนุษย์​ ​ตรงนี้ตัดลำ​บาก​ ​สอง​ ​เรื่อง​ความ​คิด​ ปัญญาชน มัก​เป็น​ทาส​ความ​คิดของตัวเอง​ ​พูด​กัน​ตรงๆ​ ​เรา​จะ​รัก​ความ​คิดของเรา ราว​กับ​เลือดเนื้อเชื้อไข​ ใครมาด่า​ ​มาว่า​ ​มาคัดค้าน​ ​เรา​โกรธ​เป็น​ฟืน​เป็น​ไฟ​ ​บางครั้งยอมเสี่ยง​เป็น​เสี่ยงตาย เพื่อ​จะขับเคลื่อน​ความ​คิด ที่บริสุทธิ์​ให้​ปรากฎ​เป็น​จริง​ ​นี่​เป็น​ จริตประจำ​วรรณะ ของปัญญาชน


เราควรจะมีเรื่องคุยกันมากมายใช่ไหม :?: :D :D :D
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Thu Jul 29, 2010 11:50 am

ใช่เเล้วครับมีเรื่องคุยมากมายขอไปป่วนสาวทึกถึกก่อน

.... ว่าแต่นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล สามี คุณจิรนันท์ พิตรปรีชา

ทั้งสองท่านผมไม่ค่อยติดตามแกนานเเล้ว นับตั้งแต่อยู่ดีกินดี

ลูกเต้าไปเรียนเมืองนอกเมืองนาก็กลายเป็นอำมาตย์ จะลองอ่านดู

ไม่นึกถึงตอนเข้าป่าหาหน่อไม้บ้างเลยพอตัวอยู่สุขสบาย.....

.... ทู้นี้ผมไม่ให้ตกหรอกครับจะมาดัน..และเอาข้อมูลมาให้ดูของฝั่งแดงไปเรื่อยๆ

จนกว่าความจริงจะทย้อยออกมาทีละนิดๆ...รอน้ำลดตอผุด

ตรงใหนสงสัยจะแย้งหรือ นู๋อ้อยอ่านไม่เข้าใจ ถามนายเช คนนี้ได้ :D :lol: :lol:


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Thu Jul 29, 2010 12:24 pm

นายเวร wrote:ทั้งสองท่านผมไม่ค่อยติดตามแกนานเเล้ว


อ้าว! ไหนว่าไม่ค่อยติดตามเรื่องของเขาไง

ทำไมหยามหมิ่นเขาได้ฮึ :?: มีข้อมูลน้อยเถียงไม่ขึ้นนะขอบอก ( บอกแล้วบอกอีกให้อ่านเยอะๆ )

นายเวร wrote:นับตั้งแต่อยู่ดีกินดี ลูกเต้าไปเรียนเมืองนอกเมืองนาก็กลายเป็นอำมาตย์ จะลองอ่านดู

ไม่นึกถึงตอนเข้าป่าหาหน่อไม้บ้างเลยพอตัวอยู่สุขสบาย.....


ติเรือทั้งโกลนนี่นา :roll: :roll: :roll:
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby Jseventh » Thu Jul 29, 2010 2:19 pm

ขอบคุณที่นำบทความมาให้อ่านค่ะหนูอ้อย (เยอะแยะเลย :) )
ขอบคุณนายเวรด้วยที่ให้โหลดไปฟัง (ยังไม่ได้โหลดเลย กลัวติดมัลแวร์ สปายแวร์ โทรจัน ฯ...ล้อเล่น :P )

ความจริงพี่เจชอบแนวทางการเปลี่ยนแปลงสังคมในแนว "การปฏิวัติตนเองของ OSHO" และ "การยกระดับจิตสำนึกกลุ่ม" ของ God ในหนังสือ Conversation with God มากกว่าค่ะ / ดูเป็นลักษณะการพัฒนาและสร้างสรรค์อย่างสันติดี แต่การปฏิบัติก็ไม่ใช่ง่ายเลย /กลิ่นไอของแนวคิดคอมมิวนิสต์หรือมาร์กซิสต์เป็นตัวประกอบของเรื่อง แต่ไม่ใช่พระเอก / ที่ผ่านมา หลายประโยคในความคิดเห็นของหนูอ้อยก็สอดคล้องกับแนวทางของสองเรื่องนี้ :)

ส่วนของศิษย์น้องนายเวร ยังเป็นแนวทางเก่าๆที่ดูไม่พัฒนาและไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย :mrgreen:
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเทวาหรือซาตาน มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
User avatar
Jseventh
 
Posts: 1741
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:19 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Thu Jul 29, 2010 7:53 pm

ที่เคยโฟสคือแนวทางผมที่แท้จริง ผมอยากให้จารย์ อ้อย หรือท่านใดที่มีหนทางดีๆ พากันวิเคราะห์หน่อยครับอะไรคือทางออกของการเมืองไทยในขณะนี้และจะเดินไปข้างหน้ายังไง..อนาคตจะเป็นยังไง เหมือนที่ผมคิดไว้หรือเปล่า ส่วนผมที่เอาแนว คอมมิวนิสต์ มาให้พากันอ่าน ไม่ใช่ว่าจะเป็นกันง่ายๆอย่างว่าตามที่เขาเขียนมา ถ้าไม่เข้าใจจริง และจากบทเรียนจากหลายๆประเทศมันเป็นยังไง ตามความเห็นของผม ผมมองไปว่าเป็นการปกครองนี้ยังอีกยาวนานกว่าจะไปถึงตรงนั้น ต้องผ่าน หลายขั่นตอน ทฤษฎีที่คิดค้นขึ้นมา เป็นความคิดที่ก้าวล้ำนำมาใช้ไม่ได้ในโลกปัจจุบัน และไม่ประสบความสำเร็จหลายๆประเทศมาแล้ว ล้มสลายก็มากตัวอย่างก็มีให้เห็น ด้วยความไม่พร้อมหลายๆอย่าง..ที่พากันว่าหลงยุคอาจจะจริง คือมันยังไปไม่ถึง…..ต้องเดินทางอีกนาน..ดังเช่นที่เคยโฟสมาผมเข้าใจถูกใหมครับ ตามนี้เลย….v

ขอทำความเข้าใจ การปกครองผมเข้าใจถูกเปล่าครับ โดยขอยกเป็นขั้น ๆ และให้เทียบขั้นกันนะครับ
หากหลงผิด การกระทำและการต่อต้านก็จะผิดตาม โดยขั้นต่างๆมีดังนี้
1. เผด็จการอำมาตย์ ระบบเศรษฐกิจจะเป็นแบบผูกขาด
2. ประชาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจ ทุนเสรีนิยม
3. ประชาธิปไตยก้าวหน้า (สังคมนิยมอ่อนๆ) ระบบเศรษฐกิจ จะเป็น รัฐสวัสดิการ
4. สังคมนิยม
5.คอมมิวนิสต์
การที่คุณตำหนิทักษิณ ว่าเป็นนายทุนหน้าเลือดเอาเปรียบสังคม คือเอาแต่ความเลวร้ายมาฉาย
ทั้งที่ความดีเขาก็มากมาย เอาเป็นว่า ฉายแต่ความชั่วของนายทุนที่เอาเปรียบสังคมก็แล้วกันนะครับ
หากประเทศเราอยู่ในขั้นที่ 2.การต่อสู้ของคุณและการนำเสนอของคุณจะถูกต้อง(ในภาพของนายทุนเอาเปรียบ)
ในที่นี้ผมขอนำเสนอแต่ความชั่วร้ายของทักษิณโดยพับความดีไว้ตามที่คุณเสนอมา
หากประเทศเราอยู่ในขั้นที่ 2 การต่อสู้ของคุณจะมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมาก และได้การยอมรับวงกว้างแน่นอน
แต่ตอนนี้ เรายังอยู่ ในขั้นที่ 1.คาบเกี่ยวขั่นที่2 ที่เป็นเผด็จการ แต่การบริหารที่ทักษิณ ที่ก้าวข้ามไปถึง
ระดับ3. การให้สวัสดิการแก่ประชาชน จนถึงขั้น รัฐสวัสดิการ หากไม่มีการ รัฐประหารก่อน
รัฐบาลทักษิณก็ไปไม่รอดอยู่ดี เพราะการข้ามขั้นตอน หาเงินไม่ทันและการเอาเปรียบของ นักการเมืองที่เป็นนายทุนจะเป็นตัวเสื่อม ของรัฐบาลเขาเองยังไงก็ไม่รอด
ต้องเข้าใจนะครับทีนี้ ตอนนี้มันขั้นตอนที่1คาบเกี่ยวขั้นที่2 มันยุคเผด็จการอำมาตย์รวมกับขุนศึก ยังไงมันก็ต้องเข้าไปสู่ยุคทุนนิยมอยู่แล้ว


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Fri Jul 30, 2010 1:12 am

มุมมองใหม่ กรุงเทพธุรกิจ มิย. 2545 wrote:จากเรื่องเล่าของประวัติเศรษฐกิจสหภาพโซเวียตอย่างหยาบ ๆ ข้างต้น จะเห็นว่า โครงสร้างชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์ไม่เคยถูกพัฒนาอย่างจริงจังในยุคที่คนทั่วไปเข้าใจว่าสหภาพโซเวียตเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ โครงสร้างทุนนิยมโดยรัฐของสหภาพโซเวียตในช่วงเวลาดังกล่าวอาจพอเรียกได้ว่าเป็น “สังคมนิยม” ในแง่ที่มีความเป็นเจ้าของแบบรวมหมู่ มีการกระจายรายได้ที่ค่อนข้างเท่าเทียม มีบริการของรัฐที่ดี และมีระดับการจ้างงานสูง กระนั้นมิอาจเรียกได้ว่าเป็นระบบคอมมิวนิสต์

สังคมที่มีโครงสร้างทางชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์เป็นโครงสร้างหลักยังมิเคยเกิดขึ้นจริงในโลกใบนี้ หากใช้กรอบการวิเคราะห์ทางแรงงานส่วนเกินของมาร์กซ ความล้มเหลวของสหภาพโซเวียตจึงมิใช่ความล้มเหลวของคอมมิวนิสต์ หากเป็นความล้มเหลวของระบบทุนนิยมโดยรัฐต่างหาก


ก่อนจะไปจากรัสเซียตามบทความวิแคะดังกล่าว (หวังว่าคงอ่านได้ค่อนข้างง่ายเพราะผู้เขียนเขียนได้เป็นระบบมาก) ขอปิดท้ายด้วยเหตูการณ์จริงดังนี้คือ

ช่วงคศ.1960 ระบบทุนนิยมโดยรัฐดังกล่าวไม่สามารถผลิตส่วนเกินได้มากเพียงพอที่จะ รักษาโครงสร้างความสัมพันธ์ทางชนชั้นแบบทุนนิยมโดยรัฐได้ ส่วนเกินที่ผลิตได้ไม่เพียงพอที่ จะธำรงความสำเร็จทางการเมืองและเศรษฐกิจ ผสมกับปัญหาผลิตภาพในกระบวนการผลิตที่ต่ำมาก ส่วน เกินไม่เพียงพอสำหรับการกระจายให้ แก่ชนชั้นนายทุนรัฐและชนชั้นรองเพื่อรักษาสถานะทางการเมืองที่เปี่ยมอำนาจ และไม่สามารถรักษาความเข้มแข็งของพรรคคอมมิวนิสต์ไว้ได้ นอก จากนั้น ส่วนเกินจากการผลิตยังน้อยเกินไปสำหรับการสะสมทุนในการผลิต ไม่สามารถรักษาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและผลิตภาพ ไม่สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ไม่สามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ดีพอ

หรือสรุปง่ายๆก็คือ หลังช่วงนั้นมาเศรษฐกิจรัสเซียตกต่ำมาตลอด แล้วมาถึงยุคตาลุงกอร์บาชอพ แกก็เสนอโยบายให้เสรีภาพแก่ประชาชน.............

ในเวลานั้นเอง มิคาอิล กอร์บาชอฟ ก็ได้สนับสนุนนโยบายที่จะนำไปสู่การล่มสลายทางการเมืองของสหภาพโซเวียต โดยการควบคุมเศรษฐกิจผ่านทางนโยบายกลาสนอสต์ (การเปิดกว้างทางการเมือง) เปเรสตรอยกา (การวางโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่) และอุสโคเรนิเย (การเร่งพัฒนาการทางเศรษฐกิจ) เศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตก่อนหน้านั้นได้รับผลเสียจากอัตราเงินเฟ้อแฝงและการขาดแคลนวัตถุดิบอันเนื่องมาจากการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ

นโยบายเปเรสตรอยกาและกลาสนอสต์
มิคาอิล กอร์บาชอฟ ได้เป็นผู้นำสหภาพโซเวียต นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 1985 ไม่นานหลังจากการเสียชีวิตของคอนสแตนติน เคอร์เชนโก กอร์บาชอฟได้ริเริ่มการปฏิรูปทางการเมืองหลายอย่างภายใต้นโยบายที่เรียกว่า กลานอสต์ ประกอบด้วย การลดความเข้มงวดในการเซนเซอร์ การลดอำนาจหน่วยเคจีบี และการเสริมสร้างความเป็นประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้นั้นมีจุดประสงค์เพื่อกำจัดการต่อต้านการปฏิรูปทางเศรษฐกิจจากกลุ่มอำนาจฝ่ายอนุรักษ์นิยมภายในพรรคคอมมิวนิสต์ ภายใต้การปฏิรูปนี้ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในพรรคคอมมิวนิสต์จะต้องมาจากการเลือกตั้ง (โดยสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เอง)ซึ่งเป็นการใช้ระบบนี้ครั้งแรก ท่ามกลางการคัดค้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม

อย่างไรก็ตาม การลดความเข้มงวดในการเซนเซอร์และความพยายามที่จะสร้างการเมืองที่เปิดกว้างมากขึ้นโดยกอร์บาชอฟ ได้ปลุกความรู้สึกชาตินิยมและต่อต้านรัสเซียในสาธารณรัฐเล็กๆ ที่เป็นชนกลุ่มน้อยในสหภาพโซเวียต ในคริสต์ศตวรรษ 1980 เสียงที่เรียกร้องอิสรภาพจากการปกครองจากมอสโกได้ดังขั้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในสาธารณรัฐแถบทะเลบอลติก คือ เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย ที่รวมกับสหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี 1940 โดยโจเซฟ สตาลิน ความรู้สึกชาตินิยมนั้นก็ยังได้แพร่หลายในสาธารณรัฐอื่น ๆ เช่น ยูเครน จอร์เจีย และอาเซอร์ไบจาน ขบวนการชาตินิยมเหล่านี้ได้เข้มแข็งขึ้นอย่างมากเมื่อเศรษฐกิจของโซเวียตตกต่ำ รัฐบาลที่กรุงมอสโกนั้นกลายเป็นแพะรับบาปของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แสดงว่า กอร์บาชอฟนั้นได้ปลดปล่อยพลังที่จะทำลายสหภาพโซเวียตไปแล้วโดยไม่ได้ตั้งใจ !! :!:

แล้วหลังจากตาลุงกอร์บาชอพเสนอโยบายให้เสรีภาพแก่ประชาชน ต่อมา ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1990 ที่ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ได้มีมติเห็นชอบยกเลิกการรวมอำนาจไว้ที่พรรคคอมมิวนิสต์ นั่นหมายถึงพรรคคอมมิวนิสต์ได้กระจายอำนาจสู่ประชาชนและทำให้เกิดการเลือกตั้ง ส่งผลให้อีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา รัฐจำนวน 15 รัฐของสหภาพโซเวียตได้รับรองกฎหมายเลือกตั้งทั่วไป ท้ายสุดในวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ.1991 กอร์บาชอฟได้เห็นชอบโอนอำนาจการบริหารทั้งหมดจากประธานาธิบดีแห่งสหภาพโซเวียต ให้กับ ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย

สหภาพโซเวียต ล่มสลายเมื่อปี 1991 ทำให้สาธารณรัฐต่าง ๆ แบ่งแยกตั้งเป็นประเทศทั้งหมด 15 ประเทศ หลังจากการแยกตัวออกมาปกครองอย่างเอกเทศแล้ว ประเทศเหล่านี้ยังมีการรวมกลุ่มกันเป็น Commonwealth of Independent States (CIS) ยกเว้น เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย

แหล่งที่มา
เครดิต วิกิพีเดีย
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby zereza » Fri Jul 30, 2010 1:22 am

นายเวร wrote:ที่เคยโฟสคือแนวทางผมที่แท้จริง ผมอยากให้จารย์ อ้อย หรือท่านใดที่มีหนทางดีๆ พากันวิเคราะห์หน่อยครับอะไรคือทางออกของการเมืองไทยในขณะนี้และจะเดินไปข้างหน้ายังไง..อนาคตจะเป็นยังไง เหมือนที่ผมคิดไว้หรือเปล่า ส่วนผมที่เอาแนว คอมมิวนิสต์ มาให้พากันอ่าน ไม่ใช่ว่าจะเป็นกันง่ายๆอย่างว่าตามที่เขาเขียนมา ถ้าไม่เข้าใจจริง และจากบทเรียนจากหลายๆประเทศมันเป็นยังไง ตามความเห็นของผม ผมมองไปว่าเป็นการปกครองนี้ยังอีกยาวนานกว่าจะไปถึงตรงนั้น ต้องผ่าน หลายขั่นตอน ทฤษฎีที่คิดค้นขึ้นมา เป็นความคิดที่ก้าวล้ำนำมาใช้ไม่ได้ในโลกปัจจุบัน และไม่ประสบความสำเร็จหลายๆประเทศมาแล้ว ล้มสลายก็มากตัวอย่างก็มีให้เห็น ด้วยความไม่พร้อมหลายๆอย่าง..ที่พากันว่าหลงยุคอาจจะจริง คือมันยังไปไม่ถึง…..ต้องเดินทางอีกนาน..ดังเช่นที่เคยโฟสมาผมเข้าใจถูกใหมครับ ตามนี้เลย….v

ขอทำความเข้าใจ การปกครองผมเข้าใจถูกเปล่าครับ โดยขอยกเป็นขั้น ๆ และให้เทียบขั้นกันนะครับ
หากหลงผิด การกระทำและการต่อต้านก็จะผิดตาม โดยขั้นต่างๆมีดังนี้
1. เผด็จการอำมาตย์ ระบบเศรษฐกิจจะเป็นแบบผูกขาด
2. ประชาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจ ทุนเสรีนิยม
3. ประชาธิปไตยก้าวหน้า (สังคมนิยมอ่อนๆ) ระบบเศรษฐกิจ จะเป็น รัฐสวัสดิการ
4. สังคมนิยม
5.คอมมิวนิสต์
การที่คุณตำหนิทักษิณ ว่าเป็นนายทุนหน้าเลือดเอาเปรียบสังคม คือเอาแต่ความเลวร้ายมาฉาย
ทั้งที่ความดีเขาก็มากมาย เอาเป็นว่า ฉายแต่ความชั่วของนายทุนที่เอาเปรียบสังคมก็แล้วกันนะครับ
หากประเทศเราอยู่ในขั้นที่ 2.การต่อสู้ของคุณและการนำเสนอของคุณจะถูกต้อง(ในภาพของนายทุนเอาเปรียบ)
ในที่นี้ผมขอนำเสนอแต่ความชั่วร้ายของทักษิณโดยพับความดีไว้ตามที่คุณเสนอมา
หากประเทศเราอยู่ในขั้นที่ 2 การต่อสู้ของคุณจะมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมาก และได้การยอมรับวงกว้างแน่นอน
แต่ตอนนี้ เรายังอยู่ ในขั้นที่ 1.คาบเกี่ยวขั่นที่2 ที่เป็นเผด็จการ แต่การบริหารที่ทักษิณ ที่ก้าวข้ามไปถึง
ระดับ3. การให้สวัสดิการแก่ประชาชน จนถึงขั้น รัฐสวัสดิการ หากไม่มีการ รัฐประหารก่อน
รัฐบาลทักษิณก็ไปไม่รอดอยู่ดี เพราะการข้ามขั้นตอน หาเงินไม่ทันและการเอาเปรียบของ นักการเมืองที่เป็นนายทุนจะเป็นตัวเสื่อม ของรัฐบาลเขาเองยังไงก็ไม่รอด
ต้องเข้าใจนะครับทีนี้ ตอนนี้มันขั้นตอนที่1คาบเกี่ยวขั้นที่2 มันยุคเผด็จการอำมาตย์รวมกับขุนศึก ยังไงมันก็ต้องเข้าไปสู่ยุคทุนนิยมอยู่แล้ว


คุณเวรครับ จากเศรษฐกิจแบบผูกขาดคุณมองว่าทักษิณเค้าจะเข้ามาทำให้เป็นทุนนิยมเสรีเหรอครับ ผมเห็นว่าตัวทักษิณเองนั่นแหละที่เป็นตัวผูกขาดเลย คุณลองยกตัวอย่างธุรกิจที่คุณมองว่ามหาอำมาตย์ผูกขาดมาซักบริษัทซิครับ หรือคุณคิดว่าไม่เป็นไรทักษิณผูกขาดได้ ยอมให้ผูกขาดไปก่อนเดี๋ยวมันก็ตายไปเอง เราค่อยไปรอหลังมันตายก็ได้ยังงั้นรึเปล่าครับ ถ้าใช่ก็สุดยอดเลยครับ คุณเป็นคนที่มองการณ์ไกล มากกกกก ผมนับถือจริงๆ
"ถ้าคุณตั้งคำถามของปัญหาที่เกิดขึ้นผิด ก็อย่าหวังว่าจะได้ทางออกของปัญหาที่ถูกต้อง"
"อิทัปปัจจยตา และ ปฏิจจสมุปปบาท สองหลักใหญ่ที่เป็นหัวใจแห่งพุทธะ หากคนไทยเรียนรู้และปฏิบัติตามได้เกินครึ่ง ชาติไทยจะห่างไกลความวิบัติทั้งปวง"
User avatar
zereza
 
Posts: 1312
Joined: Mon Apr 26, 2010 6:03 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby zereza » Fri Jul 30, 2010 1:25 am

อ้อ แล้วก็คุณเวรครับ ไหนๆก็ไหนๆ ฝากวิจารณ์ข่าวนี้ด้วยนะครับ แมวสีไหนก็จับหนูได้ที่ท่านว่าน่ะครับ

ตะลึง ร้อยละ 90 ของ เศรษฐีพันล้านของประเทศจีน เป็นลูกของเจ้าหน้าที่ระดับสูง!
Posted by พิสุทธิ์ , ผู้อ่าน : 131 , 18:38:17 น.
หมวด : ต่างประเทศ
พิมพ์หน้านี้

ตาม ผลการวิจัย ปรากฎว่าร้อยละ 90 ของ เศรษฐีพันล้านของประเทศจีน เป็นลูกของข้าราชการระดับสูง ในประเทศจีนมีลูกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงประมาณ 2,900 คน มีทรัพย์สินรวมกันถึง 2 ล้าน ๆ หยวน หรือ 10 ล้าน ๆ บาท ธุรกิจส่วนใหญ่จะเป็น 5 ด้านคือ การเงิน การค้าต่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์ โครงการขนาดใหญ่และการค้าหลักทรัพย์ โดยถ้าไม่ได้เป็นเจ้าของเอง ก็เป็นผู้บริหารในกิจการนั้น ๆ มีรายงานว่า คนจีน 27,310 คนมีทรัพย์สินมากกว่า 50 ล้านหยวน และ 3,220 คน มีทรัพย์สินมากกว่า 100 ล้านหยวน และในส่วนหลังนี้ ปรากฎว่า 2,932 คนจาก 3,220 คนนั้น เป็นลูกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนเอง! โดยกระจาย อยู่ใน กวงดอง 1,566 คน ซีเจียง 462 คน เซี่ยงไฮ้ 225 คน ปักกิ่ง 195 คน เจียงซู 172 คน ซันดอง 140 คน ฟูเจียน 92 คน และ เลียโอนิง 79 คน

ความ ร่ำรวยมหาศาลของเศรษฐีพันล้าน หมื่นล้านของเศรษฐีเหล่านี้ ส่วนใหญ่ เป็นกิจการสีเทา ๆ เช่นการรับค่าดำเนินการจากการลงทุนจากต่างประเทศ การนำเข้าสินค้าไปขายในราคากำไรเกินควร การส่งสินค้าออกชนิดที่ผูกขาด การขายที่และพัฒนาที่ดินโดยใช้เงินธนาคาร การขายสินค้าหนีภาษี การใช้สิทธิทำโครงการขนาดใหญ่ เช่นทางด่วน ทางรถไฟฟ้า ตลอดจนการผูกขาดตลาดหลักทรัพย์ และการใช้ข้อมูลตลาดฯ โดยผิดกฎหมาย การลักลอบนำเข้ารถยนต์แบบผิดกฎหมายปีละ 30,000 ถึง 40,000 คัน เป็นต้น

ตัวอย่าง เช่น โครงการพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ที่สุด 12 โครงการในกวงดอง เป็นของลูกเจ้าหน้าที่ระดับสูง, ในเจียงซู ลูกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงเป็นเจ้าของโครงการระดับใหญ่ที่สุด 22 โครงการ และเป็นผู้รับเหมาโครงการใหญ่ที่สุด 15 รวมทั้งโครงการ ร้อยละ 85 ของโครงการทางด่วนสัมปทานเป็นของลูกเจ้าหน้าที่ระดับสูง และในเซี่ยงไฮ้ 9 ใน 10 โครงการต่าง ๆ ที่ใหญ่ที่สุด เป็นของลูกเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสิ้น เป็นต้น

ปัจจุบัน ประเทศจีนมีเศรษฐีเงินล้าน (คือไม่ใช่ 50 หรือ 100 ล้าน) อยู่ประมาณ 340,000 คน โปรดใช้ข้อมูลด้านบนแล้วไปนับเอาเองว่า เป็นลูกเจ้าหน้าที่ระดับสูงซักกี่คน

อ่านดูแล้ว ประเทศจีน มีบางอย่างเหมือนประเทศอะไรก็ไม่รู้อ่ะ?
"ถ้าคุณตั้งคำถามของปัญหาที่เกิดขึ้นผิด ก็อย่าหวังว่าจะได้ทางออกของปัญหาที่ถูกต้อง"
"อิทัปปัจจยตา และ ปฏิจจสมุปปบาท สองหลักใหญ่ที่เป็นหัวใจแห่งพุทธะ หากคนไทยเรียนรู้และปฏิบัติตามได้เกินครึ่ง ชาติไทยจะห่างไกลความวิบัติทั้งปวง"
User avatar
zereza
 
Posts: 1312
Joined: Mon Apr 26, 2010 6:03 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Fri Jul 30, 2010 4:02 am

นายเวร Jul 29 2010 9:33am wrote:คืองี้ที่ผมนำมาบทความมาแปะๆต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับ บางเรื่องบางบทความผมเคยอ่านพอผ่านๆมานานแล้ว มีการโต้แย้งกันไม่รู้เหตุจาก จารย์
นั้นแระ ผมอ่านยังไงมันก็ไม่เข้าใจอย่างวัตถุนิยมวิภาษอะไรทำนองนี้ ทุกวันนี้ก็ยังสบสนอยู่แต่ก็พอเข้าใจบ้างเรื่อง
มันเป็นทัศนะของคนเขียน และผมไม่ได้เห็นดีเห็นงามทุกข้อความตัวอักษรบางประโยคผมก็แย้งบางเรื่องอยู่เหมือนกัน แค่นำมาให้พากันอ่าน พากันวิเคราะห์ปัญหาสังคมในเวลานี้เราจะช่วยกันผ่านพ้นไปยังไงและบทเรียนในอดีตมันเป็นยังไง บางเรื่องมันเป็นทัศนะส่วนตัวผมที่ไร้หลักการใดๆมารองรับพูดง่ายๆมั่วเอา "หลังเปลี่ยนโครงสร้างของสังคม"แต่ตามความคิดผมมันไม่ควรที่ว่าจะไล่ตะเพิดอย่าง จารย์ว่าหรอก แค่พากันคิดความเสียหายเสียเลือดเนี้ออย่างใหญ่หลวงตามมาแน่นอน เพราะรากฐานประเทศเราอยู่ที่ตรงนั้น แค่เปลี่ยนตรงไหนที่เสื้อแดงเขามองว่าไม่ยุติธรรมสำหรับเขาก็พอแล้ว………………….
มันถึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนผ่านโดยสันติไงครับ คือทุกฝ่ายต้องยอมลดอำนาจลงมา….มันถึงจะเดินต่อไปได้ ถ้าไม่ลดก็วกกลับมาปัญหาเดิมๆอย่าง 6 ตุลา ไล่จับกุมกันฝ่ายเดียว อย่างคนหายสาบสูญมีกี่คน โดนไล่ล่าไปกี่คน คนไปร่วมชุมนุมเฉยๆกี่คนที่โดนจับไป……….
อย่างคณะปฎิรูปประเทศตามที่ผมไปอ่านเจอหรือฟังมาของเสื้อแดง เขาไม่ให้ราคาเลยกับนายอานันท์ ปันยารชุน
การไปงานศพผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดซีโฟร์ก็บ่งบอกฝ่ายแล้ว....
อีกอย่างคุณสมยศ พูดบนเวทีว่าไม่ควรให้คณะปฎิรูปประเทศใช้เวลานานเลย ตั้ง4-5ปีใช่มั๊ย ทำไมใช้เวลานานขนาดนั้น รอรัฐบาลใหม่มา ค่อยหาบุคคลมาปฎิรูปทั้งสองฝ่ายไม่ดีเหรอเขาพูดมางี้ผมฟังมาเล่า รีบเขียนไม่ได้เตรียมข้อมูลกลัวจารย์อ้อย คิดเตลิดไปไกล ใจเย็นๆ ผมคิดเหมือนจารย์นั้นแระ


มติชนสุดสัปดาห์ wrote:มีนักวิชาการบางท่านชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งททางการเมืองที่เกิดขึ้นในตอนนี้สะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่หมักหมมมานานนักหนา โครงสร้างของความไม่เป็นธรรม การเอารัดเอาเปรียบที่กดทับลงไปยังคนที่อยู่ส่วนล่างๆของพีระมิดทางสังคม และถ้ามองในแง่ดีมันคือการตื่นตัวทางด้านจิตสำนึกแบบใหม่ทางการเมืองที่จะทำให้ต่อไปใครจะทำอะไรแบบเดิมๆไม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทหาร นักการเมือง พ่อค้า นักธุรกิจ เหล่าบรรดาคนชั้นสูงทั้งหลาย

นอกจากนั้นข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็ตือการตื่นตัวของคนในสังคมทั่วๆไปที่หันมาให้ความสนใจปัญหาทางโครงสร้างซึ่งถ้าดูจากสื่อทีวี ฟังวิทยุ หรืออ่านหนังสือพิมพ์ รวมถึงบนอินเตอร์เน็ต ความตื่นตัวที่ว่านี้ก็มีอยู่จริง รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวองค์กรภาคประชาชนอย่างแข็งขันที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างที่มันเหลื่อมมากเหลือเกินนี้ลงไปได้

ปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งเหมือนภูเขาลูกใหญ่มหึมาที่ขวางหน้าเราอยู่นี่ฟังแล้วเหนื่อยนะครับ ประการหนึ่งก็คือเป็นเรื่องที่ฟังมาบ่อยฟังมานานกี่สิบปีมาแล้วก็ไม่รู้ แต่ดูการขยับเขยื้อนไม่ว่าด้วยวิธีไหนแทบไม่บังเกิดผลอะไรเลย

ที่ชนชั้นกลางเพิ่มจำนวนขึ้น ก็เป็นไปโดยธรรมชาติของวิถีการพัฒนาเศรษฐกิจปรกติไม่ใช่โครงสร้างที่มันเหลื่อมล้ำได้รับการแก้ไขให้เปลี่ยนไป หรือสังคมอำนวยความยุติธรรมให้คนเท่าเทียมกันมากขึ้น

และถ้าดูจากสัดส่วนของทรัพย์ที่กระจายไปในสังคมนั้นจะเห็นความรุนแรงของการกระจุกตัวอย่างที่มีงานวิจัยบางชนิดพบว่า คนเพียงประมาณ 10,000 คน ครอบครองทรัพย์สินมากถึง 66 % ส่วนที่เหลือ 36 % นั้นกระจายอยู่ในคนส่วนใหญ่ 60 กว่าล้านคน

นี่แค่ดูการกระจายรายได้ แต่ในทุกๆจุดของสังคมไทยที่เราแตะไปล้วนแต่มีปัญหาหมักหมมและวนไปวนมาเหมือนงูกินหาง ปัญหาการเข้าถึงทรัพยากร ปัญหาโอกาสที่ไม่เท่าเทียม ปัญหาการกระจายรายได้ ปัญหาโอกาสทางการศึกษา ปัญหาในตัวกลไกของรัฐ ปัญหาระบบการเมืองปัญหานักการเมืองและพรรคการเมืองฯลฯ

เราอยู่ในสังคมยักตื้นติดกึกยักลึกติดกับกันแบบนี้มานานหลังใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เรานึกว่าจะมีการแตะลงไปในปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการปฏิรูปอะไรหลายๆอย่าง

แต่แล้วก็โอละพ่อ ความเหลื่อมล้ำกลับยิ่งขยายตัวหนักขึ้น บังเกิดชนชั้นใหม่มาสวาปามทรัพยากรของคนส่วนใหญ่หนักหน่วงยิ่งขึ้นด้วยวิธีแยบยล

มาตอนนี้เรากำลังตื่นตัวกับการปฏิรูปกันอีกครั้งซึ่งถ้ามองแบบวิเคราะห์แบบที่เขาวิเคราะห์กันว่าขบวนการเสื้อแดงคือการประทุของปัญหาเชิงโครงสร้างที่หม้กหมมก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ ทว่า กลุ่มเสื้อแดงก็อาจเหมือนคนทั่วๆไป ที่มองปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ออก แทงไม่ทะลุ

และดูเหมือนเสื้อแดงไม่ได้คิดหรือสำนึกอย่างจริงจังที่จะแก้ไขมันด้วย

อย่างมากก็ขอสิทธิ์ในการเลือกรัฐบาลแล้วให้รัฐบาลที่พวกตัวเองเลือกเข้ามาแก้ปัญหา

วิธีคิดแบบนี้ก็เหมือนติดหนึบอยู่ในโครงสร้างแบบเก่าที่ไม่ยอมหลุดจากระบอบอุปถัมภ์ อันนำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมเหมือนเดิม เนื่องจากมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย


ภูเขาที่ไม่ยอมเขยื้อนที่แท้จริงคือ " วิธีคิด " ของคนนี่แหละ


บทความจากมติชนสุดสัปดาห์ปีที่ 30 #1552 "ปัญหาเชิงโครงสร้าง ภูเขาที่ไม่ยอมเขยื้อน" โดยศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
Last edited by หนูอ้อย on Wed Aug 11, 2010 11:29 pm, edited 1 time in total.
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Fri Jul 30, 2010 4:04 am

ตอบนายเวรโดยเสนอให้อ่าน REPLY ข้างบนประกอบนะคะ (ตอบด้วยบทความจากมติชนสุดสัปดาห์ ค่ะ)

1 "แค่เปลี่ยนตรงไหนที่เสื้อแดงเขามองว่าไม่ยุติธรรมสำหรับเขาก็พอ"
ตอบ :กลุ่มเสื้อแดงก็อาจเหมือนคนทั่วๆไป ที่มองปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ออก แทงไม่ทะลุและดูเหมือนเสื้อแดงไม่ได้คิดหรือสำนึกอย่างจริงจังที่จะแก้ไขมันด้วย
2 "ไม่ควรให้คณะปฎิรูปประเทศใช้เวลานานเลย ตั้ง4-5ปีใช่มั๊ย ทำไมใช้เวลานานขนาดนั้น" สมยศพูด
ตอบ :จะเสกมาได้เหรอปัญหาหมักหมมมานานแสนนาน "เป็นเรื่องที่ฟังมาบ่อยฟังมานานกี่สิบปีมาแล้วก็ไม่รู้"

3 "รอรัฐบาลใหม่มา ค่อยหาบุคคลมาปฎิรูป"
ตอบ :นักการเมืองคือส่วนหนึ่งของ "ปัญหา" แล้วจะให้ไปร่วมกำหนดกติกาใหม่??? "ในทุกๆจุดของสังคมไทยที่เราแตะไปล้วนแต่มีปัญหาหมักหมมและวนไปวนมาเหมือนงูกินหาง ปัญหาการเข้าถึงทรัพยากร ปัญหาโอกาสที่ไม่เท่าเทียม ปัญหาการกระจายรายได้ ปัญหาโอกาสทางการศึกษา ปัญหาในตัวกลไกของรัฐ ปัญหาระบบการเมืองปัญหานักการเมืองและพรรคการเมือง"

และดูเหมือนนายเวรยอมรับ "การเปลี่ยนผ่านที่ไม่รุนแรง" ใช่ไหม :?: (จะบันทึกไว้ :!: )

โปรดพิจารณา :lol: :lol: :lol:
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

PreviousNext

Return to สภากาแฟ



cron