รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

เรื่องการเมือง เชิญที่นี่เลยครับ
Forum rules
- ห้ามใช้คำพูดหยาบคาย
- ห้ามโพสกระทู้หรือข้อความที่ดูหมิ่นเสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอันขาด

เชิญทุกท่านเข้าสู่บอร์ดใหม่ได้ที่ http://webboard.serithai.net ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ viewtopic.php?f=2&t=44976 ครับ

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby JKBT » Sun Aug 22, 2010 2:25 am

halfmoon wrote:
finder wrote:
halfmoon wrote:ชาวมุสลิมส่วนมากก็เห็นด้วยกับนำหลักการของศาสนามาเป็นหลักการปกครอง แต่ผลมันออกมาคือในทางการเมือง ชาวมุสลิมต้องนำหลักอิสลามไปรบกับพวกลัทธิทางเศรษฐกิจและการเมืองอื่น อย่างที่เราเห็นๆอยู่จนแยกไม่ออกว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายมันแอบอ้างรัฐอิสลามหรือว่ารัฐอิสลามแอบใช้มุสลิมหัวรุนแรงเหล่านี้ต่อสู้ทางการเมืองแทนตน และในประวัติศาสตร์โลก สงครามที่เกิดขึ้นบ่อยๆมาจากพ่อค้าแต่สงครามที่เกิดขึ้นยาวนานคือสงครามศาสนา หากรัฐอิงศาสนจักรมาก ก็ล่อแหลมต่อการก่อสงคราม เราก็เห็นๆอยู่มันวุ่นวายจนไม่รู้อะไรเป็นอะไร และคนในชาติก็ลำบาก แม้จะยึดมั่นในศาสนาก็ยังทนทุกข์รออยู่ รอวันที่พระเจ้าจะเรียกให้เข้าเฝ้า

มองมาที่ประเทศไทย สมมติว่าเราหันหลังไม่มองพี่น้องมุสลิม เราก็ยังต้องต่อสู้กันเองในพุทธ ซึ่งไม่รู้จะเอาพุทธไหน บางอันก็คล้ายพุทธแต่ดูเข้มแข็งกว่า :idea:

นั่นเพราะเขาขัดแย้งกันในคำสอนและการยึดถือ ซึ่งการจะมาปรับเปลี่ยนให้ใช้ปกครองคน จะเน้นในข้อห้ามและข้อที่ปฏิบัติได้ ขอยกตัวอย่างเช่น การทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในหลายเรื่องเื่องกลับเป็นการทำผิดศีล จะไม่เอาความเชื่อเข้ามาปน เพราะจะเกิดความขัดแย้ง
พูดง่ายๆคือ เอาข้อที่เห็นร่วมกันมาใช้ก่อน เมื่อสังคมปรับตัวเองไปสักพัก ก็จะเกิดการปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงค่อยๆเอาข้อบัญญัติมาใช้เพิ่มขึ้น รับรองว่าสังคมจะก้าวสู่ยุคยูโทเปียอย่างแน่นอน จบแค่นี้ละครับ คงไม่มีเพิ่มเติมอีก



ในประเทศไทยกฎหมายหลักๆ ส่วนมากไม่ว่าจะเป็นลักษณะประมวล หรือหลักประเพณี ล้วนแล้วก็เป็นไปตามหลักพระพุทธศาสนาเกือบทั้งสิ้นครับ โดยเฉพาะกฎหมายอาญา รวมขบวนการวิธีพิจารณาความ แต่ว่าตัวคนไทยเองก็ไม่เข้าใจในแก่นแท้ของศาสนาพุทธ ยังไปลุ่มหลงกับพระเวทสันดรอยู่ ก็จ้องจะรับทานและรับอภัย คือไม่ทำตามทั้งหลักพุทธศาสนาและกฎหมายที่ตราไว้ด้วย ซ้ำร้ายยิ่งไปเอาหลักความเชื่อผีสางเทวดามาแทรกด้วย ไหนจะพราหมณ์ไหนจะพระพรหม 108 พันประการ แต่ผมก็เชื่อว่าหลักศาสนาที่มีอยู่ในโลกทุกวันนี้ก็ใช้ในการปกครองได้ทั้งนั้น ผมเห็นด้วยอยู่นะ แต่ความจริงในประเทศไทยมันก็เป็นซะอย่างที่เราเห็นครับ จะว่าไปแล้วกฎหมายไทยเองก็ยังเอาหลักของพระเวทสันดรมาใช้ในการให้การทานการอภัยมาไว้ใช้คู่กันด้วย ซะงั้น :o



เหมือนไอ้สนธิ ลิ้มทองกุล ที่เอาผ้าอนามัยที่ใช้แล้วไปวางรอบลานพระบรมรูปทรงม้าใช่หรือเปล่าครับ แล้วถ้าจะเอามาอิงกับวิทยาศาสตร์ก็ GT200 ที่คุณหญิงหมอการันตีไว้ให้กองทัพ
User avatar
JKBT
 
Posts: 305
Joined: Sun Jul 04, 2010 1:42 pm

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby halfmoon » Sun Aug 22, 2010 2:28 am

JKBT wrote:
halfmoon wrote:
finder wrote:
halfmoon wrote:ชาวมุสลิมส่วนมากก็เห็นด้วยกับนำหลักการของศาสนามาเป็นหลักการปกครอง แต่ผลมันออกมาคือในทางการเมือง ชาวมุสลิมต้องนำหลักอิสลามไปรบกับพวกลัทธิทางเศรษฐกิจและการเมืองอื่น อย่างที่เราเห็นๆอยู่จนแยกไม่ออกว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายมันแอบอ้างรัฐอิสลามหรือว่ารัฐอิสลามแอบใช้มุสลิมหัวรุนแรงเหล่านี้ต่อสู้ทางการเมืองแทนตน และในประวัติศาสตร์โลก สงครามที่เกิดขึ้นบ่อยๆมาจากพ่อค้าแต่สงครามที่เกิดขึ้นยาวนานคือสงครามศาสนา หากรัฐอิงศาสนจักรมาก ก็ล่อแหลมต่อการก่อสงคราม เราก็เห็นๆอยู่มันวุ่นวายจนไม่รู้อะไรเป็นอะไร และคนในชาติก็ลำบาก แม้จะยึดมั่นในศาสนาก็ยังทนทุกข์รออยู่ รอวันที่พระเจ้าจะเรียกให้เข้าเฝ้า

มองมาที่ประเทศไทย สมมติว่าเราหันหลังไม่มองพี่น้องมุสลิม เราก็ยังต้องต่อสู้กันเองในพุทธ ซึ่งไม่รู้จะเอาพุทธไหน บางอันก็คล้ายพุทธแต่ดูเข้มแข็งกว่า :idea:

นั่นเพราะเขาขัดแย้งกันในคำสอนและการยึดถือ ซึ่งการจะมาปรับเปลี่ยนให้ใช้ปกครองคน จะเน้นในข้อห้ามและข้อที่ปฏิบัติได้ ขอยกตัวอย่างเช่น การทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในหลายเรื่องเื่องกลับเป็นการทำผิดศีล จะไม่เอาความเชื่อเข้ามาปน เพราะจะเกิดความขัดแย้ง
พูดง่ายๆคือ เอาข้อที่เห็นร่วมกันมาใช้ก่อน เมื่อสังคมปรับตัวเองไปสักพัก ก็จะเกิดการปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงค่อยๆเอาข้อบัญญัติมาใช้เพิ่มขึ้น รับรองว่าสังคมจะก้าวสู่ยุคยูโทเปียอย่างแน่นอน จบแค่นี้ละครับ คงไม่มีเพิ่มเติมอีก



ในประเทศไทยกฎหมายหลักๆ ส่วนมากไม่ว่าจะเป็นลักษณะประมวล หรือหลักประเพณี ล้วนแล้วก็เป็นไปตามหลักพระพุทธศาสนาเกือบทั้งสิ้นครับ โดยเฉพาะกฎหมายอาญา รวมขบวนการวิธีพิจารณาความ แต่ว่าตัวคนไทยเองก็ไม่เข้าใจในแก่นแท้ของศาสนาพุทธ ยังไปลุ่มหลงกับพระเวทสันดรอยู่ ก็จ้องจะรับทานและรับอภัย คือไม่ทำตามทั้งหลักพุทธศาสนาและกฎหมายที่ตราไว้ด้วย ซ้ำร้ายยิ่งไปเอาหลักความเชื่อผีสางเทวดามาแทรกด้วย ไหนจะพราหมณ์ไหนจะพระพรหม 108 พันประการ แต่ผมก็เชื่อว่าหลักศาสนาที่มีอยู่ในโลกทุกวันนี้ก็ใช้ในการปกครองได้ทั้งนั้น ผมเห็นด้วยอยู่นะ แต่ความจริงในประเทศไทยมันก็เป็นซะอย่างที่เราเห็นครับ จะว่าไปแล้วกฎหมายไทยเองก็ยังเอาหลักของพระเวทสันดรมาใช้ในการให้การทานการอภัยมาไว้ใช้คู่กันด้วย ซะงั้น :o



เหมือนไอ้สนธิ ลิ้มทองกุล ที่เอาผ้าอนามัยที่ใช้แล้วไปวางรอบลานพระบรมรูปทรงม้าใช่หรือเปล่าครับ แล้วถ้าจะเอามาอิงกับวิทยาศาสตร์ก็ GT200 ที่คุณหญิงหมอการันตีไว้ให้กองทัพ


มันเกี่ยวกับสินธิตรงไหน และในกระทู้นี้ก็ไม่ได้พูดถึงสนธิด้วย แล้วมันเกี่ยวกับ GT200 ที่ไหน
กระทู้นี้พูดหลักการ ไม่ได้พูดถึงเรื่องกรณีใด หากจะสนทนาด้วยก็ควรเข้าเรื่องด้วย อย่ากวนตีน
  • อธิปัตย์ 5 : อิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ มิตรภาพ สันติภาพ : คือแก่นแท้แห่งอำนาจประชาธิปไตย : ท่านมีหรือยัง ถ้าไม่ จงสร้างเอง
User avatar
halfmoon
 
Posts: 10731
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:34 pm

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby JKBT » Sun Aug 22, 2010 2:37 am

แต่ว่าตัวคนไทยเองก็ไม่เข้าใจในแก่น แท้ของศาสนาพุทธ ยังไปลุ่มหลงกับพระเวทสันดรอยู่ ก็จ้องจะรับทานและรับอภัย คือไม่ทำตามทั้งหลักพุทธศาสนาและกฎหมายที่ตราไว้ด้วย ซ้ำร้ายยิ่งไปเอาหลักความเชื่อผีสางเทวดามาแทรกด้วย ไหนจะพราหมณ์ไหนจะพระพรหม 108 พันประการ
User avatar
JKBT
 
Posts: 305
Joined: Sun Jul 04, 2010 1:42 pm

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby neonewman » Sun Aug 22, 2010 8:32 am

JKBT wrote:
แต่ว่าตัวคนไทยเองก็ไม่เข้าใจในแก่น แท้ของศาสนาพุทธ ยังไปลุ่มหลงกับพระเวทสันดรอยู่ ก็จ้องจะรับทานและรับอภัย คือไม่ทำตามทั้งหลักพุทธศาสนาและกฎหมายที่ตราไว้ด้วย ซ้ำร้ายยิ่งไปเอาหลักความเชื่อผีสางเทวดามาแทรกด้วย ไหนจะพราหมณ์ไหนจะพระพรหม 108 พันประการ




Image
Image

โสนะหน้าจริงๆ โดนไปซะ 8 เดือน :lol: :lol: :lol:
User avatar
neonewman
 
Posts: 4046
Joined: Sat May 01, 2010 8:45 pm

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby eastisred » Sun Aug 22, 2010 6:32 pm

อำนาจคืออะไร

อำนาจคือพลังหรือกำลัง พจนานุกรมCollinsTheasaurus ให้ ความหมายไว้ว่า ความสามารถ/การบังคับ/การครอบงำ/อิทธิพล/อธิปไตย/ความเป็นใหญ่/ความเข้มแข็ง ส่วนคำตรงข้ามคือความอ่อนแอ/ความไร้สมรรถภาพ คำว่าอำนาจ เป็นคำที่แผลงมาจากคำว่า อาจ ที่แปลว่า สามารถนั่นเอง ในภาษาบาลี ถ้าเป็นคำนาม ใช้ วโส แปลว่า อำนาจ ถ้าเป็นคำคุณศัพท์ ใช้ สักโก หรือ สักกา ซึ่งแปลว่า อาจ หรือสามารถ

http://www.oknation.net/blog/sainum/2009/07/23/entry-1

อุตสาสาลอกเขามา นะเนี้ยะ ตอบนะเนี้ย
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby eastisred » Sun Aug 22, 2010 7:00 pm

ความหมายของคำว่ารัฐล้มเหลวหรือรัฐล้มละลายใน เว็บ Global Policy Forum [1] ได้ให้ความหมายไว้ว่า “Failed states can no longer perform basic functions such as education, security, or governance, usually due to fractious violence or extreme poverty. Within this power vacuum, people fall victim to competing factions and crime, and sometimes the United Nations or neighboring states intervene to prevent a humanitarian disaster. However, states fail not only because of internal factors. Foreign governments can also knowingly destabilize a state by fueling ethnic warfare or supporting rebel forces, causing it to collapse.”

หรือจะถอดเป็นใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า

“รัฐที่ไม่สามารถดำรงหน้าที่พื้นฐานไว้ได้ เช่น การศึกษา ความมั่นคง หรือ การบริหารจัดการ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะหมายถึงการเผชิญต่อความรุนแรงที่กระจัดกระจายในที่ต่างๆ ของรัฐหรือประเทศ โดยในสภาพสุญญากาศนี้ ประชาชนจะตกอยู่ในสภาวะที่มีความรุนแรงหรืออาชญากรรม และในบางรัฐหรือบางประเทศที่ล้มเหลวนี้จะถูกแทรกแซงโดยองค์การสหประชาติ กลุ่มประเทศ หรือ ประเทศ อื่นๆ เพื่อเข้าไปหยุดการกระทำที่ละเมิดต่อมนุษยธรรม อย่างไรก็ตามรัฐที่ล้มเหลวนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะปัญหาความไม่สงบที่เกิดจาก ปัจจัยภายในรัฐแต่ยังรวมถึงปัจจัยที่เกิดจากการแทรกแซงหรือคุกคามจากปัจจัย ภายนอกรัฐเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะนำไปสู่รัฐล้มเหลว เช่น การสนับสนุนกลุ่มก่อความไม่สงบจากประเทศภายนอก”
ความหมายของคำว่ารัฐล้มเหลวหรือรัฐล้มละลายใน เว็บ Global Policy Forum [1] ได้ให้ความหมายไว้ว่า “Failed states can no longer perform basic functions such as education, security, or governance, usually due to fractious violence or extreme poverty. Within this power vacuum, people fall victim to competing factions and crime, and sometimes the United Nations or neighboring states intervene to prevent a humanitarian disaster. However, states fail not only because of internal factors. Foreign governments can also knowingly destabilize a state by fueling ethnic warfare or supporting rebel forces, causing it to collapse.”

หรือจะถอดเป็นใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า

“รัฐที่ไม่สามารถดำรงหน้าที่พื้นฐานไว้ได้ เช่น การศึกษา ความมั่นคง หรือ การบริหารจัดการ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะหมายถึงการเผชิญต่อความรุนแรงที่กระจัดกระจายในที่ต่างๆ ของรัฐหรือประเทศ โดยในสภาพสุญญากาศนี้ ประชาชนจะตกอยู่ในสภาวะที่มีความรุนแรงหรืออาชญากรรม และในบางรัฐหรือบางประเทศที่ล้มเหลวนี้จะถูกแทรกแซงโดยองค์การสหประชาติ กลุ่มประเทศ หรือ ประเทศ อื่นๆ เพื่อเข้าไปหยุดการกระทำที่ละเมิดต่อมนุษยธรรม อย่างไรก็ตามรัฐที่ล้มเหลวนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะปัญหาความไม่สงบที่เกิดจาก ปัจจัยภายในรัฐแต่ยังรวมถึงปัจจัยที่เกิดจากการแทรกแซงหรือคุกคามจากปัจจัย ภายนอกรัฐเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะนำไปสู่รัฐล้มเหลว เช่น การสนับสนุนกลุ่มก่อความไม่สงบจากประเทศภายนอก”

http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=154&Itemid=75
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby eastisred » Sun Aug 22, 2010 7:09 pm

ส่วน แอนโตนิโอ แกรมชี(12) ได้ให้แนวคิดนีโอมาร์กซีสต์ที่สำคัญคือ การครอบงำทางอุดมการณ์ (Hegemony) ซึ่งเป็นการครอบงำชนชั้นในสังคมของนายทุนผ่านอำนาจรัฐ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการที่นายทุนและรัฐมีความสัมพันธ์กัน เอื้อประโยชน์ให้กันและกัน โดยเฉพาะการที่รัฐเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนในการดำเนินกิจการต่างๆ ทำให้ประชาชนต้องเสียประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยรู้ตัว และไม่รู้ตัว ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลต่อการครอบงำประชาชน


อำนาจคือพลังหรือกำลัง พจนานุกรมCollinsTheasaurus ให้ ความหมายไว้ว่า ความสามารถ/การบังคับ/การครอบงำ/อิทธิพล/อธิปไตย/ความเป็นใหญ่/ความเข้มแข็ง


อีก แนวคิดหนึ่งของแอนโตนิโอ แกรมชี คือ แนวคิดประชาสังคม (Civil Society) ซึ่งแกรมชีหมายถึง สถาบันที่ชนชั้นปกครองสร้างขึ้นเพื่อครอบงำความคิดของพลเมือง เช่น โรงเรียน ศาสนา สื่อ ครอบครัว ในสังคมที่พัฒนาระบบประชาธิปไตยมานาน


โรงเรียน ศาสนา สื่อ ครอบครัว เป็นเครืองมือในการครอบงำ

อิสรภาพ การมีความคิด จิตวิญญาณเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำด้วยอำนาจอื่นใด
เสรีภาพ การมีสิทธิที่จะพูดอ่านเขียนสื่อสาร กระทำการได้โดยปราศจากการกดขี่กีดกันค่อนแคะเสียดสี
ภราดรภาพ การมีความเสมอภาคเท่าเทียมทั่วถึงแบ่งปันฉันท์พี่น้อง ปราศจากการเลือกที่รักมักที่ชัง คดโกง
มิตรภาพ การมีความผูกพันฉันท์เพื่อนร่วมทุกข์สุข สมานสามัคคี ปราศจากการเคลือบแคลงสังสัย ซ่อนเร้น
สันติภาพ การมีความสุขสงบเรียบง่ายปลอดภัย ปราศจากกการข่มขู่คุกคาม อาฆาตมาดร้าย บ่อนทำลาย



มันคือ ผลของหลังจากการได้อำนาจ มิใช่หรือครับ








อีก แนวคิดหนึ่งของแอนโตนิโอ แกรมชี คือ แนวคิดประชาสังคม (Civil Society) ซึ่งแกรมชีหมายถึง สถาบันที่ชนชั้นปกครองสร้างขึ้นเพื่อครอบงำความคิดของพลเมือง เช่น โรงเรียน ศาสนา สื่อ ครอบครัว ในสังคมที่พัฒนาระบบประชาธิปไตยมานาน
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby eastisred » Sun Aug 22, 2010 7:39 pm

อยากทราบ การมีส่วนร่วมใน การ คิด และ แสดงออก โดย ตัวมันเอง เป็น อำนาจ หรือผล หลังได้อำนาจ ครับ
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby Vihok_Asnii » Sun Aug 22, 2010 10:13 pm

ผมจะขอกล่าวอย่างนี้ว่า...

การมีส่วนร่วม และ การแสดงออก เป็น พฤติกรรม
พฤติกรรม ที่อยู่ภายใต้กฎ และเงื่อนไขของทั้งคำว่า อิสรภาพ และ อำนาจ

อิสรภาพ เป็น อำนาจ ชนิดหนึ่ง
แต่ อำนาจ ไม่อาจนำไปสู่ อิสรภาพ เสมอไป
อิสรภาพ จึงกว้างใหญ่กว่า อำนาจ ครอบคลุมกว่า อำนาจ และอยู่พ้นไปจาก อำนาจ

ถ้าจะให้ยกตัวอย่างประกอบ...
ในระดับพื้นฐานที่สุดของโลกวัตถุที่เห็นๆ กันอยู่ คงยังเปรียบเทียบไม่ได้ เพราะมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ไม่อาจจะมีอำนาจเหนือไปกว่า ธรรมชาติ ได้ และก็ต้องอยู่ใต้อำนาจของ ธรรมชาติ อยู่เสมอไป

แต่ถ้าจะใช้ระดับขั้นที่เกิดจากการสมมติขึ้นโดยคนด้วยกัน ก็พอยกตัวอย่างได้
เช่น ในระดับสังคม สมมติว่าคนๆ หนึ่ง เติบโตขึ้นมาในเกาะร้างแห่งหนึ่ง อยู่ตัวคนเดียวตั้งแต่รู้ความจนถึงวันตาย และไม่เคยมีใครคนอื่นสอนแนวคิดในทางสังคม วัฒนธรรม ภาษา หรือความดีความชั่ว ฯลฯ อะไรให้เลย
เราอาจกล่าวว่าเขามี อิสรภาพจากสังคม ได้หรือไม่?
แล้วเขา มี หรือ ไม่มี อำนาจในทางสังคม? หรือ อำนาจทางสังคม มีความหมายกับเขาหรือไม่??
ชาติหนอนย่อมเสพส้อง .... อาจม
อิ่มหนำก็ชื่นชม .... แซ่ซร้อง
มินำพาครรลอง .... ถูกผิด
อ้างความสุขที่ต้อง .... หมักหมมอมมูล


REMEMBER, O BEAST! THAT STARTED THY BLOODY HISTORY ON 14th OF JULY,
REMEMBER, HE WHO INVENTED GUILLOTINES WAS HIMSELF BEHEADED BY A GUILLOTINE!
User avatar
Vihok_Asnii
 
Posts: 2133
Joined: Mon Oct 13, 2008 12:54 am

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby neonewman » Mon Aug 23, 2010 7:24 am

ผมขอเสนอครับ.........

ผมค้นพบพรรคพวกอำมาตย์รายหนึ่งครับ หวังว่ารัฐไทยใหม่คงจะไม่มีสิ่งนี้นะครับ นั่นคือ......เสาไฟฟ้าครับ

มันต้องเป็นพวกอำมาตย์แน่ๆครับ ดูสิครับบ้านไหนรวย บ้านไหนมีเงิน เสาไฟฟ้าจะเยอะและต้นใหญ่มากๆเลยครับ

ยิ่งในเขตชุมชนหรือเขตคนเมือง เสาไฟฟ้าจะเยอะมากๆครับ แต่ลองมองดูไปที่ชนบทสิครับ เสาไฟฟ้าต้นเล็กๆ และมีน้อยมาก บางหมู่บ้านก็อาจจะยังไม่มีเลยสักต้นครับ

ชัดเจนครับ .....เสาไฟฟ้าต้องเป็นพวกอำมาตย์แน่ๆ

ถือว่าผมพอจะมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกรัฐไทยใหม่ได้ไหมครับ เพราะผมค้นพบพรรคพวกอำมาตย์ที่แอบซ่อนอยุ่เบื้องหลังได้อีก 1 ราย :roll:



หวังว่ารัฐไทยใหม่คงจะไม่มีเสาไฟฟ้าซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพวกอำมาตย์ด้วยนะครับ :evil: :evil: :evil:
User avatar
neonewman
 
Posts: 4046
Joined: Sat May 01, 2010 8:45 pm

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby voodoo » Mon Aug 23, 2010 7:39 am

ถ้าแบบนี้ รัฐไทยในอุดมคติของคุณ
ก็เป็นอย่าง
สันติอโศก
สินะ
User avatar
voodoo
 
Posts: 416
Joined: Mon Aug 24, 2009 1:51 am

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby god_of_rah » Mon Aug 23, 2010 9:48 am

ถ้าไม่พอใจระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ในตอนนี้ของคนส่วนใหญ่ก็เชิญไปอยู่ประเทศอื่นครับ แนะนะ USA ก็ได้

ความคิดมันเพ้อเจ้อมันใช้กับโลกแห่งความเป็นจริงได้ที่ไหนกันแม้แต่ในสหรัฐที่ระบบการปกครองเป็นคนล่ะระบบกับเรามันก็ใช่่ว่าจะทำได้ตามใจอย่างที่ต้องการนะครับ ไม่ว่าจะเป็นระบบการปกครองไหนมันก็มีเรื่องชนชั้นอยู่ดีแหละหรือแม้นแต่ใน Mob ยังมีเรื่องชนชั้นเลย เช่นแกนนำกับผู้ชุมนุม ไม่เคยมีความเป็นอยู่ที่เท่าเทียมกันเลยนี่แม้นแต่ใน Mob เสื้อแดงก็ตาม :lol: :lol: :lol: :lol:
User avatar
god_of_rah
Moderator
 
Posts: 3101
Joined: Tue Jan 26, 2010 8:55 am

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby redalert » Mon Aug 23, 2010 11:42 am

อำมาตย์ต้องการผูกขาดอำนาจ เพื่อให้ทุนเข้ามาสวามิภักดิ์

ฝ่ายทุนต้องการอำนาจจากอำมาตย์ เพื่อผูกขาดทางการเงิน

วันหนึ่งทุนอยากเป็นไท ไม่อยากอิงอำนาจอยู่กับอำมาตย์

ทุนคิดว่าอำมาตย์กำลังเอาเปรียบทุนอยู่ เพราะคิดว่าอำมาตย์มีแต่อำนาจ

แต่ฝ่ายทุนต้องลงทั้งแรงและเงิน ทางเดียวที่ทุนจะครอบงำทุกอย่างก็คือการ

เข้ามาครอบงำทางการเมือง เพื่อเป็นคนตัดสินใจทุกอย่างและบริหารการเงินเอง

โดยไม่ต้องผ่านอำมาตย์ หรือผ่านให้น้อยที่สุด

สุดท้ายฝ่ายประชาชนคือคนที่โดน ทุนและอำมาตย์ ปล้นก็เท่านั้นเอง
ป่าล้อมเมือง โลกล้อมประเทศ
ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาปสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป
เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
User avatar
redalert
 
Posts: 186
Joined: Tue Jun 01, 2010 8:26 pm

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby neonewman » Mon Aug 23, 2010 12:30 pm

"ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาปสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป
เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน"


ทุนนิยมและอำมาตย์ จงพินาศ !!!!!


กลอนสามบาทบทนี้ เปลี่ยนได้บ่อยจังนะครับ ไม่แอบอ้างว่าคนโน้นแต่ง คนนี้แต่งอีกเหรอครับ 8-)


ทุนคิดว่าอำมาตย์กำลังเอาเปรียบทุนอยู่ เพราะคิดว่าอำมาตย์มีแต่อำนาจ

แต่ฝ่ายทุนต้องลงทั้งแรงและเงิน ทางเดียวที่ทุนจะครอบงำทุกอย่างก็คือการ

เข้ามาครอบงำทางการเมือง เพื่อเป็นคนตัดสินใจทุกอย่างและบริหารการเงินเอง

โดยไม่ต้องผ่านอำมาตย์ หรือผ่านให้น้อยที่สุด

สุดท้ายฝ่ายประชาชนคือคนที่โดน ทุนและอำมาตย์ ปล้นก็เท่านั้นเอง


สุดท้ายคิดไปเอง ละเมอไปเองหรืออย่างไรครับ .....หรือสะดุ้งตื่นซะก่อน :lol:
User avatar
neonewman
 
Posts: 4046
Joined: Sat May 01, 2010 8:45 pm

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby eastisred » Mon Aug 23, 2010 7:07 pm

neonewman wrote:ผมขอเสนอครับ.........

ผมค้นพบพรรคพวกอำมาตย์รายหนึ่งครับ หวังว่ารัฐไทยใหม่คงจะไม่มีสิ่งนี้นะครับ นั่นคือ......เสาไฟฟ้าครับ

มันต้องเป็นพวกอำมาตย์แน่ๆครับ ดูสิครับบ้านไหนรวย บ้านไหนมีเงิน เสาไฟฟ้าจะเยอะและต้นใหญ่มากๆเลยครับ

ยิ่งในเขตชุมชนหรือเขตคนเมือง เสาไฟฟ้าจะเยอะมากๆครับ แต่ลองมองดูไปที่ชนบทสิครับ เสาไฟฟ้าต้นเล็กๆ และมีน้อยมาก บางหมู่บ้านก็อาจจะยังไม่มีเลยสักต้นครับ

ชัดเจนครับ .....เสาไฟฟ้าต้องเป็นพวกอำมาตย์แน่ๆ

ถือว่าผมพอจะมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกรัฐไทยใหม่ได้ไหมครับ เพราะผมค้นพบพรรคพวกอำมาตย์ที่แอบซ่อนอยุ่เบื้องหลังได้อีก 1 ราย :roll:


มอบให้คุณครับ

Image



หวังว่ารัฐไทยใหม่คงจะไม่มีเสาไฟฟ้าซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพวกอำมาตย์ด้วยนะครับ :evil: :evil: :evil:
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby eastisred » Mon Aug 23, 2010 7:08 pm

neonewman wrote:ผมขอเสนอครับ.........

ผมค้นพบพรรคพวกอำมาตย์รายหนึ่งครับ หวังว่ารัฐไทยใหม่คงจะไม่มีสิ่งนี้นะครับ นั่นคือ......เสาไฟฟ้าครับ

มันต้องเป็นพวกอำมาตย์แน่ๆครับ ดูสิครับบ้านไหนรวย บ้านไหนมีเงิน เสาไฟฟ้าจะเยอะและต้นใหญ่มากๆเลยครับ

ยิ่งในเขตชุมชนหรือเขตคนเมือง เสาไฟฟ้าจะเยอะมากๆครับ แต่ลองมองดูไปที่ชนบทสิครับ เสาไฟฟ้าต้นเล็กๆ และมีน้อยมาก บางหมู่บ้านก็อาจจะยังไม่มีเลยสักต้นครับ

ชัดเจนครับ .....เสาไฟฟ้าต้องเป็นพวกอำมาตย์แน่ๆ

ถือว่าผมพอจะมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกรัฐไทยใหม่ได้ไหมครับ เพราะผมค้นพบพรรคพวกอำมาตย์ที่แอบซ่อนอยุ่เบื้องหลังได้อีก 1 ราย :roll:

หวังว่ารัฐไทยใหม่คงจะไม่มีเสาไฟฟ้าซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพวกอำมาตย์ด้วยนะครับ :evil: :evil: :evil:



Image
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby neonewman » Mon Aug 23, 2010 7:42 pm

eastisred wrote:Image


ไอ้ตู่มันทะเลาะกับใครเหรอครับ ไม่เห็นมีบรรยายเลย ไร้รสชาติไปนิดครับผม :roll:
User avatar
neonewman
 
Posts: 4046
Joined: Sat May 01, 2010 8:45 pm

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby halfmoon » Mon Aug 23, 2010 9:17 pm

eastisred wrote:อยากทราบ การมีส่วนร่วมใน การ คิด และ แสดงออก โดย ตัวมันเอง เป็น อำนาจ หรือผล หลังได้อำนาจ ครับ


การคิดได้โดยอิสระเป็นอำนาจในตัวเองอยู่แล้ว การแสดงออกได้โดยอิสระก็เป็นอำนาจเสรีของตนอยู่แล้ว

หากจะถามว่าเป็นอำนาจอยู่ก่อนด้วยตัวมันเอง หรือเป็นผลใช้ได้หลังจากได้อำนาจแล้ว มันก็เป็นทั้งสองครับ

คือบางคนก็ได้อำนาจมีอำนาจตั้งแต่เกิด แต่บางคนเกิดแล้วเคยมีแล้วแต่ตกเป็นทาส อำนาจก็หายหมดครับ

และบางคนก็กลับได้รับอำนาจอีกทีหลังจากเลิกเป็นทาส คือได้รับ อิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ มิตรภาพ

และสันติภาพ คืนมาภายหลัง แต่หลายคนก็ขาดอำนาจอีก เมื่อลุ่มหลงต่อกิเลส ตัญหาความยาก หลงผิด

การะทำการดับกระหายอยากละเมิดผู้อื่น สุดท้าย อันนี้ก็ถือเป็นการตกเป็นทาส อำนาจก็หายไป ไม่มีอำนาจ

จนบางคนตกสิ้นอำนาจอีกครั้งเมื่อต้องติดคุกจองจำ และจะกลับมารับอำนาจอีกครั้ง เมื่อพ้นโทษจองจำ


เห็นหรือยังครับว่า อิสระในความคิด และการแสดงออกเสรี มันเป็นได้ทั้งการมีอำนาจอยู่ก่อน และเป็นได้หลังได้รับอำนาจครับ
  • อธิปัตย์ 5 : อิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ มิตรภาพ สันติภาพ : คือแก่นแท้แห่งอำนาจประชาธิปไตย : ท่านมีหรือยัง ถ้าไม่ จงสร้างเอง
User avatar
halfmoon
 
Posts: 10731
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:34 pm

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby eastisred » Tue Aug 24, 2010 2:45 am

god_of_rah wrote:ถ้าไม่พอใจระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ในตอนนี้ของคนส่วนใหญ่ก็เชิญไปอยู่ประเทศอื่นครับ แนะนะ USA ก็ได้

ความคิดมันเพ้อเจ้อมันใช้กับโลกแห่งความเป็นจริงได้ที่ไหนกันแม้แต่ในสหรัฐที่ระบบการปกครองเป็นคนล่ะระบบกับเรามันก็ใช่่ว่าจะทำได้ตามใจอย่างที่ต้องการนะครับ ไม่ว่าจะเป็นระบบการปกครองไหนมันก็มีเรื่องชนชั้นอยู่ดีแหละหรือแม้นแต่ใน Mob ยังมีเรื่องชนชั้นเลย เช่นแกนนำกับผู้ชุมนุม ไม่เคยมีความเป็นอยู่ที่เท่าเทียมกันเลยนี่แม้นแต่ใน Mob เสื้อแดงก็ตาม :lol: :lol: :lol: :lol:


ประเทศไทย ที่พวก มะรึง อยากให้เป็น

แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby neonewman » Tue Aug 24, 2010 6:38 am

eastisred wrote:ประเทศไทย ที่พวก มะรึง อยากให้เป็น

god_of_rah wrote:

แล้วอันนี้จะอธิบายว่าไงครับหัวเราะชอบใจทำไมครับทั้ง ๆ ที่ในระหว่างการชุมนุมเค้าก็อำนวยความสะดวกให้ตลอดแต่พอไม่พอใจก็เผาของเค้าเนี่ยคิดว่าไงครับ

แล้วนี่เหรอประเทศไทยที่พวกมะรึง อยากให้เป็น :twisted:
User avatar
neonewman
 
Posts: 4046
Joined: Sat May 01, 2010 8:45 pm

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby ปุถุชน » Tue Aug 24, 2010 7:52 am

halfmoon wrote:
finder wrote:
halfmoon wrote:ชาวมุสลิมส่วนมากก็เห็นด้วยกับนำหลักการของศาสนามาเป็นหลักการปกครอง แต่ผลมันออกมาคือในทางการเมือง ชาวมุสลิมต้องนำหลักอิสลามไปรบกับพวกลัทธิทางเศรษฐกิจและการเมืองอื่น อย่างที่เราเห็นๆอยู่จนแยกไม่ออกว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายมันแอบอ้างรัฐอิสลามหรือว่ารัฐอิสลามแอบใช้มุสลิมหัวรุนแรงเหล่านี้ต่อสู้ทางการเมืองแทนตน และในประวัติศาสตร์โลก สงครามที่เกิดขึ้นบ่อยๆมาจากพ่อค้าแต่สงครามที่เกิดขึ้นยาวนานคือสงครามศาสนา หากรัฐอิงศาสนจักรมาก ก็ล่อแหลมต่อการก่อสงคราม เราก็เห็นๆอยู่มันวุ่นวายจนไม่รู้อะไรเป็นอะไร และคนในชาติก็ลำบาก แม้จะยึดมั่นในศาสนาก็ยังทนทุกข์รออยู่ รอวันที่พระเจ้าจะเรียกให้เข้าเฝ้า

มองมาที่ประเทศไทย สมมติว่าเราหันหลังไม่มองพี่น้องมุสลิม เราก็ยังต้องต่อสู้กันเองในพุทธ ซึ่งไม่รู้จะเอาพุทธไหน บางอันก็คล้ายพุทธแต่ดูเข้มแข็งกว่า :idea:

นั่นเพราะเขาขัดแย้งกันในคำสอนและการยึดถือ ซึ่งการจะมาปรับเปลี่ยนให้ใช้ปกครองคน จะเน้นในข้อห้ามและข้อที่ปฏิบัติได้ ขอยกตัวอย่างเช่น การทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในหลายเรื่องเื่องกลับเป็นการทำผิดศีล จะไม่เอาความเชื่อเข้ามาปน เพราะจะเกิดความขัดแย้ง
พูดง่ายๆคือ เอาข้อที่เห็นร่วมกันมาใช้ก่อน เมื่อสังคมปรับตัวเองไปสักพัก ก็จะเกิดการปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงค่อยๆเอาข้อบัญญัติมาใช้เพิ่มขึ้น รับรองว่าสังคมจะก้าวสู่ยุคยูโทเปียอย่างแน่นอน จบแค่นี้ละครับ คงไม่มีเพิ่มเติมอีก



ในประเทศไทยกฎหมายหลักๆ ส่วนมากไม่ว่าจะเป็นลักษณะประมวล หรือหลักประเพณี ล้วนแล้วก็เป็นไปตามหลักพระพุทธศาสนาเกือบทั้งสิ้นครับ โดยเฉพาะกฎหมายอาญา รวมขบวนการวิธีพิจารณาความ แต่ว่าตัวคนไทยเองก็ไม่เข้าใจในแก่นแท้ของศาสนาพุทธ ยังไปลุ่มหลงกับพระเวทสันดรอยู่ ก็จ้องจะรับทานและรับอภัย คือไม่ทำตามทั้งหลักพุทธศาสนาและกฎหมายที่ตราไว้ด้วย ซ้ำร้ายยิ่งไปเอาหลักความเชื่อผีสางเทวดามาแทรกด้วย ไหนจะพราหมณ์ไหนจะพระพรหม 108 พันประการ แต่ผมก็เชื่อว่าหลักศาสนาที่มีอยู่ในโลกทุกวันนี้ก็ใช้ในการปกครองได้ทั้งนั้น ผมเห็นด้วยอยู่นะ แต่ความจริงในประเทศไทยมันก็เป็นซะอย่างที่เราเห็นครับ จะว่าไปแล้วกฎหมายไทยเองก็ยังเอาหลักของพระเวทสันดรมาใช้ในการให้การทานการอภัยมาไว้ใช้คู่กันด้วย ซะงั้น :o


พระบางวัดทำให้คนไทยบางพวก บางกลุ่มมีความคิดว่า"ชูชก"คู่กับ"พระเวสสันดร"....
บางวัดสร้าง"ชูชก"ไว้บูชา ด้วยความเชื่อว่า"บูชา"แล้วจะได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งที่เหมาะสมไม่เหมาะสม สมควรไม่สมควร....!
พระที่สร้างชูชกไว้บูชาคิดว่าพฤติกรรมของ"ชูชก"คือ"เนื้อนาบุญ"ให้พระเวสสันดรไทสร้างบุญบารมีเป็น"พระพุทธเจ้าปางหนึ่ง"
คนยากจน คนรากหญ้าคิดว่าพวกเขาคือ"เนื้อนาบุญ"ให้"นักการเมือง"ได้สร้างถนนสู่ความนิยมและอำนาจ จึงเรียกร้องและรับสิ่งที่นักการเมืองให้ไม่มีที่สิ้นสุด.....ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า


ปล.1.พระ เถรสมาคม ชาวบ้าน ผู้ใดจะเรียกร้อง สั่งการ คัดค้านไม่ให้พระสร้าง"ชูชก"เป็น"เนื้อนาบุญ".....?
นักการเมือง ผู้นำทางการเมือง ผู้นำทางความคิด ประชาชน ผู้ใดจะเรียกร้อง ห้ามปราม ประท้วงไม่ให้นักการเมืองแสร้งเป็น"เนื้อนาบุญ"ให้ชาวบ้าน รากหญ้าที่ละโมภ ไม่มีสติปัญญา อยากได้.....ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า


ปล.2.อดีตนายกฯทักษิณสร้างโครงการ"ประชานิยม" "ปฏิญญานครสวรรค์"เป็นการละเมิด"ภราดรภาพ" "สิทธิเสรีภาพ"ของประชาชนไทย......?
นายกฯอภิสิทธิ์สร้างโครงการ"ไทยเข้มแข็ง" "รัฐสวัสดิการ"เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนไทย
"ถ้าไม่มีการทุจริตตั้งแต่แรก เงื่อนไขการปฏิวัติก็คงไม่เกิด เพราะมันมีการแทรกแซงองค์กรอิสระตลอดเวลา ซึ่งการปฏิวัติก็เป็นการนำตัวคนผิดมาลงโทษ ผมก็ไม่เห็นว่า ทำไมคณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้ถอยหลังไปแค่ 19 กันยา 2549".. อ.ไชยันต์ ไชยพร
User avatar
ปุถุชน
 
Posts: 11805
Joined: Mon Oct 13, 2008 5:19 pm

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby ปุถุชน » Tue Aug 24, 2010 8:20 am

eastisred wrote:
god_of_rah wrote:ถ้าไม่พอใจระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ในตอนนี้ของคนส่วนใหญ่ก็เชิญไปอยู่ประเทศอื่นครับ แนะนะ USA ก็ได้

ความคิดมันเพ้อเจ้อมันใช้กับโลกแห่งความเป็นจริงได้ที่ไหนกันแม้แต่ในสหรัฐที่ระบบการปกครองเป็นคนล่ะระบบกับเรามันก็ใช่่ว่าจะทำได้ตามใจอย่างที่ต้องการนะครับ ไม่ว่าจะเป็นระบบการปกครองไหนมันก็มีเรื่องชนชั้นอยู่ดีแหละหรือแม้นแต่ใน Mob ยังมีเรื่องชนชั้นเลย เช่นแกนนำกับผู้ชุมนุม ไม่เคยมีความเป็นอยู่ที่เท่าเทียมกันเลยนี่แม้นแต่ใน Mob เสื้อแดงก็ตาม :lol: :lol: :lol: :lol:


ประเทศไทย ที่พวก มะรึง อยากให้เป็น





เมื่อ"eastisred"ขึ้น"ท่าน" ขึ้น"กู".....!
ขอให้ใช้สติปัญญาของตนเองคิดว่าเป็นอย่างนี้มั๊ย....
การก่อการจลาจล การก่อการร้ายถึงขั้นฆ่าฟัน"คนเสื้อแดง" "ทหารศอฉ."ที่"กระชับพื้นที่"หรือ"สลายการก่อความวุ่นวาย"ในพื้นที่"ราชประสงค์" เป็นการทำลายพื้นที่เศรษฐกิจของกรุงเทพ ทำลายชื่อเสียง "สยามเมืองยิ้ม"ของประเทศไทยนั้น....
กลุ่มเสื้อแดงของ"สามเสี่ยสู้แล้วรวย"เป็น"ผู้ก่อการฯ" โดยมี"นายใหญ่"นักโทษหนีคุกและสมาชิกพรรคเพื่อแม๊วสนับสนุน วางแผน"แก้วสามประการ" เพื่อให้"นายใหญ่"ได้กลับมาเป็นใหญ่มีอำนาจ สั่งการให้ศาลฯกลับคำพิพากษา ให้กระทรวงการคลัง"คาย"ทรัพย์สินที่ยึดไป ฉ้อราษฎร์บังหลวงเพื่อแบ่งปันในพรรคเพื่อแม๊วและ"คนเสื้อแดง"ต่อไป....!

ถ้า"นายใหญ่"จะทำตาม"พระพยอม"เทศน์คือ อ้าปากค้างไว้ ก็เลิกสูบบุหรี่ได้....
เลิกแสวงหาอำนาจ เลิกอาฆาตแค้น เลิกทวงอำนาจและทรัพย์สิน สมบัตินอกกาย สงครามล้างเผ่าพันธุ์ไทยจะไม่เกิด ปล่อยวันเวลาสร้างความสมานฉันท์กลับคืนสังคมไทย....ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
"ถ้าไม่มีการทุจริตตั้งแต่แรก เงื่อนไขการปฏิวัติก็คงไม่เกิด เพราะมันมีการแทรกแซงองค์กรอิสระตลอดเวลา ซึ่งการปฏิวัติก็เป็นการนำตัวคนผิดมาลงโทษ ผมก็ไม่เห็นว่า ทำไมคณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้ถอยหลังไปแค่ 19 กันยา 2549".. อ.ไชยันต์ ไชยพร
User avatar
ปุถุชน
 
Posts: 11805
Joined: Mon Oct 13, 2008 5:19 pm

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby หนูอ้อย » Tue Aug 24, 2010 11:33 am

ขอโทษที่เข้ามาขัดจังหวะการสนทนานะคะ
ตามอ่าน ลัทธินีโอมาร์กซิสต์ ด้วยความสนใจ
ยังโยงไม่สู่การ "นำไปใช้" ท่าจะวงแตกซะแล้ว
อุดมคติ สู่ ปฏิบัติต้องการ ธรรมะหลายข้อ
อย่างพื้นๆเลยคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
(เขาไม่รู้อย่างที่เรารู้ จึงเมตตาอยากให้เขารู้-->ถ้าเขารู้อย่างเรา อาจเห็นทางออก และมีความสุขได้)
นักปฏิวัติแบบลุงโฮจึงนำ อุดมคติ สู่ ปฏิบัติ สำเร็จตามความใฝ่ฝันของท่าน
(ซึ่งมันก็เหมาะกับประเทศของเขา และสถานการณ์ในห้วงเวลานั้น)

ความเมตตาต่อผู้ที่เห็นต่างจะนำความสำเร็จสู่อุดมคติที่มุ่งมั่นค่ะ
และ อุเบกขาคือที่สุดของพรหมวิหาร ๔ ไม่ต้องขึ้น "มะรึง" ก็ได้กระมังคะ

ขอบคุณที่อ่านค่ะ :)
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby Jseventh » Tue Aug 24, 2010 1:22 pm

Vihok_Asnii wrote:มีคำถามว่า

(1) จขกท. ในฐานะมาร์กซิสท์ (หรือนีโอมาร์กซิสท์) ได้เรียนรู้บทเรียนอะไรบ้าง จากการล่มสลายของประเทศ(ที่พยายามจะเป็น)คอมมิวนิสม์ ในยุคก่อนนี้?
(2) การสร้างความเป็นธรรม โดยไม่ต้องเสมอภาคเท่าเทียม เป็นไปได้หรือไม่? แล้วความเสมอภาคเท่าเทียมที่ไม่เป็นธรรม มีหรือไม่?
(3) ประชาธิปไตย/ประชานิยม/มติมหาชน กับ อำนาจของชนชั้นล่าง/กรรมาชีพ กับ หลักสิทธิเสรีภาพ กับ การไม่ผูกขาดรวมศูนย์ สิ่งเหล่านี้ไปทางเดียวกันเสมอไปหรือไม่?
(4) การใช้วาทกรรมชนชั้นเป็นตัวตั้งในการแก้ปัญหาของโลกและสังคม มันเป็นมุมมองที่ครบถ้วนหรือถ่องแท้จริงๆ หรือ?
(5) การต่อสู้เพื่อให้ชนชั้นล่างหรือชนชั้นไหนก็แล้วแต่มีอำนาจสูงสุดในสังคม จะนำสังคมและผู้คนไปสู่ความเป็นอิสระจากกรอบของชนชั้นได้จริงหรือ?


คำถามเหล่านี้ของคุณ Vihok_Asnii น่าสนใจนะคะ คุณ eastisred ...

อยากให้ลองนำมาวิเคราะห์ดู เลือกมาบางข้อก็ได้
ส่วนตัวดิฉัน ก็มีความเห็นเป็นบางข้อจะนำเสนอ..ขอไปเรียบเรียงก่อน
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเทวาหรือซาตาน มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
User avatar
Jseventh
 
Posts: 1741
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:19 am

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby Jseventh » Tue Aug 24, 2010 1:31 pm

redalert wrote:อำมาตย์ต้องการผูกขาดอำนาจ เพื่อให้ทุนเข้ามาสวามิภักดิ์

ฝ่ายทุนต้องการอำนาจจากอำมาตย์ เพื่อผูกขาดทางการเงิน

วันหนึ่งทุนอยากเป็นไท ไม่อยากอิงอำนาจอยู่กับอำมาตย์

ทุนคิดว่าอำมาตย์กำลังเอาเปรียบทุนอยู่ เพราะคิดว่าอำมาตย์มีแต่อำนาจ

แต่ฝ่ายทุนต้องลงทั้งแรงและเงิน ทางเดียวที่ทุนจะครอบงำทุกอย่างก็คือการ

เข้ามาครอบงำทางการเมือง เพื่อเป็นคนตัดสินใจทุกอย่างและบริหารการเงินเอง

โดยไม่ต้องผ่านอำมาตย์ หรือผ่านให้น้อยที่สุด

สุดท้ายฝ่ายประชาชนคือคนที่โดน ทุนและอำมาตย์ ปล้นก็เท่านั้นเอง


อะไรจะทำให้ประชาชนหลุดพ้นจากการครอบงำของสิ่งเหล่านี้?
อำนาจของทุนนิยมใหม่หรือ? หรือว่า..แท้จริงแล้วคือ ตัวประชาชนเอง..?

เครดิต : คุณ น่านัด(enanath)
http://bbznet.pukpik.com/scripts3/view.php?user=greenbull&board=13&id=2268&c=1&order=numtopic

Had Gadia (by Chava Alberstein)

My father bought it. For just two coins ...พ่อฉันใช้เงินสองเหรียญ
The lamb! The lamb! ..มันคือลูกเเกะ..มันคือลุกเเกะ..
My father bought it. For just two coins ..มีค่าเเค่สองเหรียญ...

As the Haggadah relates ..เเละเเล้วผู้ร่วมการกระทำซ้ำเติมก็มาร่วมกัน..
Along came the cat ..ทั้งเเมว
And ate up the lamb ....มากินลูกเเกะ..
The dog choked the cat ..หมามาไล่กัดเเมว..
That ate the lamb ..หมามากินลูกเเกะ..
That my father bought .ลูกเเกะที่พ่อฉันซื้อมา..
For just two coins ..เเค่สองเหรียญ..
The lamb! The lamb! ..โถ..เจ้าลูกเเกะ..

Along came the stick ..เเละเเล้ว ก็มีคนถือไม้มาตีหมา
To beat the dog ..ตีหมา
That choked the cat .ไล่เเมวออกไป..
That ate the lamb. That my father bought ..เเละกินเเกะที่พ่อฉันซื้อมา...
That he bought. For just two coins ..เเค่สองเหรียญ..
The lamb! The lamb! โถ เจ้าลูกเเกะ ราคาสองเหรียญ..

Then came a fire. And burnt the stick ...เเละต่อมามีไฟมาเผาไม้ตีหมา..
That beat the dog .ตีหมาออกไป
That choked the cat ..ไล่เเมวออกไป..
That ate the lamb. That my father bought เเละกินเเกะที่พ่อฉันซื้อมา..
For just two coins ..ราคาเเค่สองเหรียญ.
The lamb! The lamb! ..โถ..เจ้าลูกเเกะ..

Then water came. And quenched the fire ..เละะเเล้ว ก็มีน้ำมาดับไฟ...
That burnt the stick ..ที่เผาไม้ตีหมา
That beat the dog ไล่หมาไป
That choked the cat ไล่เเมวไป
That ate the lamb. That my father bought ..เเละก้กินเเกะ..
For just two coins
The lamb! The lamb! เจ้าเเกะราคาเเค่สองเหรียญ..

Then came an ox and drank the water. ..ต่อมามีวัวมากินน้ำ..
That quenched the fire ..น้ำที่เคยดับไฟร้อน..
That burnt the stick ไฟที่เคยเผาผลาญไม้ตีหมา
That beat the dog ไม้ที่เคยมาไล่หมาไป..
That choked the cat หมาที่เคยไล่แมวไป..
That ate the lamb. That my father bought ..เเมวที่เคยมากินเเกะ..
For just two coins ..เเกะที่พ่อฉันซื้อมา
The lamb! The lamb! ..โอ..ลูกเเกะ..ฉันคือลูกเเกะ..

Along came a butcher and killed the ox that drank the water ..ต่อมามีคนจากเขียงมาฆ่าวัว.วัวที่เคยดื่มน้ำ..
That quenched the fire ..น้ำที่เคยดับไฟ..
That burnt the stick ..ไฟที่เคยไหม้ไม้ตีหมา..
That beat the dog ไม้ตีหมาที่เคยมาตีหมา..
That choked the cat ..หมาที่เคยมาเห่าไล่เเมว
That ate the lamb. That my father bought ..แมวที่เคยมากินเเกะ..เเกะที่พ่อฉันซื้อมา..

Then came the Angel of Death. ..เเละเเล้วเทพธิดาเเห่งความตายก็มา..
And slew the butcher.Who killed the ox. ..มาฆ่าคนจากเขียงเนื้อ..
That drank the water คนที่เคยมาฆ่าวัว..วัวที่เคยมาดื่มน้ำ.
That quenched the fire ..นำที่ดับไฟ
That burnt the stick ..ไฟที่เคยไหม้ไม้ตีหมา..
That beat the dog ไม้ตีหมาที่เคยมาตีหมา..
That choked the cat .หมาที่เคยมาเห่าไล่เเมว..
That ate the lamb. That my father bought ...เมวที่เคยมากินเเกะ.
For just two coins ..เเกะที่ซื้อมาเเค่ราคาสองเหรียญ..
The lamb! The lamb! .โถ เจ้าลูกเเกะ เจ้าลูกเเกะ..

Why do you sing, little lamb? ..ทำไมเจ้าเเกะน้อยจึงยังร้องเพลงอยู่ได้..
Spring isn't yet here. And Passover neither ..ทั้งๆที่ไม่มีน้ำพุเเห่งชิวิต..เเละไม่มีเทศกาลปัสกา..
Have you changed? ..ทำไมเจ้าจึงเปลี่ยนเเปลงไป
I have changed this year ..ฉันเองก้มีความเปลี่ยนเเปลง
And every evening, Like each evening, ..ในทุกๆค่ำคืน...ก็เหมือนๆทุกค่ำคืนนั่นหละ..
I have only asked four questions ..เเต่ฉันเคยมีคำถามในใจ
But, tonight, I have thought of another question ..เเต่ค่ำคืนนี้..ฉันมีคำถามอื่นๆ อีก....
How long will this circle of horror last? .ว่าวงจรเเห่งความชั่วร้ายมันจะดำเนินไปจนนิรันดร์กาลเลยหรือ..

Tonight, I have thought of another question เเต่ค่ำคืนนี้ฉันมีคำถามอีกข้อ..
How long will this circle of horror last? ..ว่าเมื่อไรความทุกข์โศกจะจบลง..

Of persecutor and persecuted, Of executioner and victim ..ผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ เพชฌฆาต..เเละเหยื่อที่ถูกกระทำ ถูกฆ่า..ถูกทำร้าย...
When will this madness end? ..เมื่อไรความบ้าบอนี้จะจบลง..
What has changed this year? ..เเล้วอะไรที่มีการเปลี่ยนเเปลงไปบ้างไหมในปีนี้
This year, I have changed ..ในปีนี้ ฉันเปลี่ยนไป..
I was a meek lamb ..ฉันเคยเป็นลูกเเกะ หัวอ่อน ขี้อาย..
I have become a tiger and a wild wolf ..เเต่ตอนนี้ฉันกลายเป็นเเม่เสือ..เป็นสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์...
I was a dove, a gazelle ..ที่มีอิสระ เหมือนนกพิราบ..หรือ gazelle(สัตว์เล็กๆ เหมือนกวางที่สง่างาม)
Today, I don't know who I am ..วันนี้ฉันไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร..
My father bought it. For just two coins ..เพราะพ่อฉันซื้อฉันมามีค่าเเค่สองเหรียญ..
The lamb! The lamb! ..เจ้าลูกเเกะ..เจ้าลูกเเกะ..

Our father bought it. For just two coins ..เเละพ่อของพวกเราก็ซื้อเกะตัวใหม่มา..
And everything is starting again..เเละเเล้ว เรื่องราวที่คล้ายๆกันก็เกิดขึ้น อีก ซ้ำเเล้วซ้ำเล่า..
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเทวาหรือซาตาน มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
User avatar
Jseventh
 
Posts: 1741
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:19 am

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby Jseventh » Tue Aug 24, 2010 6:33 pm

Jseventh wrote:ส่วนตัวดิฉัน ก็มีความเห็นเป็นบางข้อจะนำเสนอ..ขอไปเรียบเรียงก่อน


ได้อ่านรัฐไทยในอุดมคติของคุณแล้ว ดิฉันก็เลยขอคิดด้วยคน แต่ในหัวข้อใหม่ที่ว่า "ประเทศไทยในอุดมคติของดิฉัน" โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดให้เป็นรัฐไทย

อันที่จริง ข้อที่จะนำเสนอของดิฉันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร..เป็นความคิดเห็นแบบเรียบง่าย นั่นก็คือ จะสร้างประเทศในอุดมคติได้ ก็ต้องสร้างมนุษย์หรือคนไทยในอุดมคติให้ได้เสียก่อน เพราะ "มนุษย์" หรือประชาชนในชาติล้วนแต่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า เราให้คุณค่ากับเขา เขาก็จะมีคุณค่ากับสังคม

คนไทยในอุดมคติเป็นอย่างไร? ดิฉันคิดไว้เหมือนกันนะ แต่ไปอ่านเจอของคนอื่นที่เขียนได้กว้างขวางและครบถ้วนกว่า ก็เลยขอเลือกนำข้อเขียนของคนอื่นมาให้อ่านแทนคำตอบของตัวเอง ...คงไม่ผิดกติกาการแสดงความเห็นนะคะ

คนไทยในอุดมคติ
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ( วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 )


ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน
ราชบัณฑิต

มนุษย์อุบัติในโลกนี้ มาเป็นเวลานานพอสมควร จักรวรรดิ์ ราชอาณาจักร เจริญเติบโตและล่มสลายมาเป็นยุคๆ ตามครรลอง ในแต่ละยุคของสังคมมนุษย์มักจะมีคนในอุดมคติของสังคม เช่น ในสังคมจีนโบราณนั้นบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นคนในอุดมคติก็คือ คนที่มีรูปร่างบอบบาง สวมผ้าไหม มีหนังสืออยู่ในมือ บุคคลเช่นนี้คือนักปราชญ์ราชบัณฑิตที่รู้เรื่องคำสอนของลัทธิขงจื๊อ การปกครองบริหาร มีความลึกซึ้งในปรัชญา แต่งกลอน แต่งโคลง และเรียงความ คนเช่นนี้คือผู้ซึ่งสมาชิกของชนชั้นสูงในสังคมรับราชการด้วยการสอบคัดเลือก จากระดับอำเภอไปถึงมณฑล และระดับชาติที่นครหลวง โดยจะได้รับการสอบผ่านสูงสุดถึงระดับจอหงวน ซึ่งเมื่อสอบผ่านก็จะได้เสื้อครุยสีแดงพร้อมหมวก และมีสำหรับศรีภรรยาด้วยอีกหนึ่งชุด บุคคลในอุดมคติเช่นนี้จะรับราชการรับใช้องค์จักรพรรดิ์ และมีส่วนอย่างยิ่งในการบริหารราชการแผ่นดิน

แต่บุคคลเช่นนี้กลับถูก มองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเสื่อมในสังคมศักดินาจีน บุคคลกลุ่มนี้จะถูกมองว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มีบุคลิกเผด็จการ หาความร่ำรวยจากการเก็บค่าเช่านาโดยเอาเปรียบชาวนาที่ยากจน ฉ้อราษฎร์บังหลวง และมีส่วนอย่างยิ่งในการรักษาไว้ซึ่งระบบศักดินาจีนแบบเก่า เหมา เจ๋อตุง ได้กล่าวถึงบุคคลกลุ่มนี้ว่าหมกหมุ่นอยู่ในความสนุกสนานและชีวิตในโลกีย์ วิสัย โดยเหมาได้ยกตัวอย่างการพรรณนาถึงความเสื่อมทรามของครอบครัวจีนในสมัยยุค ศักดินา ในหนังสือเรื่อง "ความฝันในหอแดง" เมื่อคอมมิวนิสต์เข้ามาปกครองแผ่นดินจีน บุคคลในอุดมคติก็คือคนที่ใส่เสื้อคลุมยาว ถือร่ม และมีหนังสือคติพจน์ของเหมาเล่มแดง โดยมีบุคลิกของคนที่ศรัทธาเชื่อมั่นในลัทธิมาร์กซ์ พร้อมที่จะต่อสู้กับกลุ่มนายทุนเจ้าของที่นา และนายทุนที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต จะเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ของชนชั้นเพื่อให้ได้ชัยชนะ และนำชนชั้นกรรมาชีพและชาวนาไปสู่ความสมบูรณ์พูนสุข

นอกจากคนใน อุดมคติดังกล่าวนี้ ก็ยังมีการเปลี่ยนค่านิยมสังคมโดยการยกย่องผู้ใช้แรงงานและชาวนา การเป็นชาวนาหรือผู้ใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมถือเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ อนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นในเมืองจีนจะมีผู้ใช้แรงงานซึ่งพับแขนเสื้อพร้อมกับ มีค้อนอยู่ในมือ อนุสาวรีย์ดังกล่าวนี้มีอยู่ในประเทศคอมมิวนิสต์ต่างๆ เช่น เกาหลีเหนือและเวียดนาม เป็นต้น แต่มาในปัจจุบันอนุสาวรีย์ดังกล่าวนี้ได้หายไปจากประเทศคอมมิวนิสต์ในบางส่วน

ข้อที่น่าคิดก็คือ คนไทยในอุดมคติมีลักษณะอย่างไร ในอดีตนั้นคนไทยในอุดมคติก็คือนักรบ ถือดาบคู่ในมือ ต่อสู้สละชีวิตเพื่อเสรีภาพและเอกราช บรรพบุรุษไทยได้เสียสละชีวิตเพื่อธำรงไว้ซึ่งแผ่นดินที่เป็นขวานทองอยู่ ณ บัดนี้ มาในปัจจุบันในยุคใหม่ซึ่งเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ผสมผสานกับการปกครองแบบประชาธิปไตย ความเสมอภาคทางสังคม คนไทยในอุดมคติควรจะเป็นอย่างไรยังไม่มีการกล่าวถึงอย่างเป็นระบบ นี่เป็นสิ่งสำคัญเพราะคนไทยในอุดมคติในจินตนาการนั้นจะเป็นแนวทางสำหรับการ สั่งสอนอบรมให้เยาวชนรุ่นใหม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในลักษณะใด กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทั้งพ่อแม่ก็ดี ทั้งสถาบันการศึกษาก็ดี จำเป็นต้องมีจินตนาการถึงบุคลิกลักษณะของบุคคลที่จะสร้างขึ้นมาเป็นผู้นำ สังคมและเป็นประชาชนที่ดีในอนาคต

ก็อาจมีการลองเสนอว่า คนไทยในอุดมคติคือบุคคลที่ยืนสูงตระหง่าน มีหนังสืออยู่ในมือ บนปกหนังสือมีภาษาลาติน ตัวอัลฟ่าและเบลต้า รวมถึงตัวเลขและคำนวณ ซึ่งบ่งบอกถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ขณะเดียวกันบนหนังสือเล่มเดียวกันนั้นจะมีสัญลักษณะของปรัชญาและศาสนาของคน ในชาตินั้น ทั้งหมดนี้คือการผสมผสานระหว่างความทันสมัยและจารีตประเพณี ระหว่างความเจริญทางวิทยาศาสตร์-วัตถุ และการพัฒนาทางปรัชญาและจิตใจ คนไทยในอุดมคติดังกล่าวจะมองเบิ่งตาไปข้างหน้าด้วยสายตาที่เชื่อมั่น พร้อมจะเจรจากับนานาชาติอย่างมั่นใจ มีศรัทธาแรงกล้าในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย กล้าจะต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ภูมิใจที่เป็นคนไทย และพร้อมที่จะรับค่านิยมใหม่ๆ ที่ไม่ขัดแย้งกับค่านิยมไทยจนเกินเหตุ มีความรักชาติแต่ไม่หลงชาติ มีความชาญฉลาดและมีความเป็นนานาชาติ พูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว เข้าใจวิธีการใช้สมองกล และรู้ภาษาจีน

เพื่อการดังกล่าว ระบบการศึกษาจะต้องมีส่วนทำให้การสร้างคนไทยในอุดมคติให้เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมที่ขัดแย้งต่อการสร้างบุคลิกดังกล่าวก็อาจต้องมีการแก้ไขหรือปรับ เปลี่ยน การอบรมในครอบครัวต้องถือเป็นความจำเป็นอันดับแรกในกระบวนการสร้างคนสร้าง ชาติแบบใหม่ ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนี้ต้องถือเป็นภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของคนไทยทุกคน ที่จะเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ในยุคโลกาภิวัตน์

ข้อเสนอดังกล่าว นี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของบุคลิกลักษณะของคนไทยในอุดมคติ ซึ่งอาจมีความคิดเห็นและข้อเสนอหลากหลาย แต่ที่สำคัญจำเป็นต้องมีการให้น้ำหนักกับแนวความคิดดังกล่าว เพราะมิฉะนั้นจะไม่สามารถจะจัดระบบการศึกษาการเลี้ยงดูในครอบครัวให้สอด คล้องกับยุคสมัยได้


ข้อเสนอคือ ผู้มีอุดมการณ์เพื่อมวลชนอย่างแท้จริง ควรหันมาร่วมมือและมีส่วนผลักดันการปฏิรูปสังคมมากกว่าการสนับสนุนทุนใหม่ให้โค่นล้มทุนเก่า /รวมตัวกันใช้ความรู้ความสามารถและสิทธิตามกฎหมายเรียกร้องสิ่งที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนจริงๆ ดีกว่า /การเรียกร้องอำนาจให้คนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มันเป็นเรื่องฉาบฉวยและไม่พัฒนาอย่างแท้จริง

เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ดีมาจากประชาชนที่มีคุณภาพ ถ้ามัวแต่จะเรียกร้องอำนาจให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สุดท้ายประชาชนตาดำๆก็ไม่พ้นต้องถูกครอบงำอยู่ดี เข้าตำรานายทาสคนใหม่ /ควรมุ่งสร้างให้ประชาชนเลิกที่จะเป็นลูกแกะซะที
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเทวาหรือซาตาน มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
User avatar
Jseventh
 
Posts: 1741
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:19 am

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby eastisred » Tue Aug 24, 2010 7:15 pm

หยาบ สุด สุด มี ทั้ง กู ทั้ง สู ดูดิ


อันนี้ ก็ หยาบ มี ... หายด้วย

Attachments
1200406160.gif
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby neonewman » Tue Aug 24, 2010 8:45 pm

ไม่จำเป็นต้องหยาบเสมอไปนี่ครับ ลองดูกลอนบทนี้สิครับ ไม่เห็นต้องหยาบเลย
Image
... มีรูปสี่เหลี่ยมรูปหนึ่ง ที่รู้สึกว่าตัวเองเล็กมาก เกิดความอยากที่จะหาอะไรใส่ลงไปในสี่เหลี่ยมของตน
... เริ่มจาก ตา หู จมูก ปาก ร่างกาย เเละจิตใจ มีครบทุกส่วน มีครบทุกอย่างที่ตนอยากได้
... แต่ก็ยังไม่พอ... สี่เหลี่ยมยังอยากได้อีก

... มันจึงเริ่มออกเดินทางในโลกกว้าง ดวงดาว และอวกาศ
... และได้ค้นพบว่าตัวเองช่างเล็กเหลือเกิน เมื่อเทียบกับจักรวาล
... ก็เลยอยากให้ตัวเองเป็นสี่เหลี่ยมที่ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ไปเรื่อย ๆ …
... จุดจบของรูปสี่เหลี่ยมรูปนี้ ก็คือ... “ความว่างเปล่า”


บวชชีเพราะหนีรัก.. อกหักเพราะรักชี..

บวชสามปีเอาชีได้หนเดียว.. เณรไม่เกี่ยวเพราะเจี๊---ย----วเล็ก..

เจี๊---ย----ว้เล็กๆสเป๊กชี.. มันบวชสามปีเอาชีได้ทุกคน..


คำพวกนี้เหมาะสมที่จะเอามาเป็นลายเซ็นต์แล้วเหรอครับ เข้าใจครับว่า...นอกศาสนาแต่ก็สมควรให้เกียรติศาสนาพุทธบ้างนะครับ :?:

โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553
นครปฐม : นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยผลการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ที่หอประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ว่าได้รายงานกรณีที่นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (คปร.) กล่าวถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าหากสามารถทำให้คนใน ชาติปรองดองได้ขอยกย่องให้เป็น "อภิสิทธัตถะ" ส่งผลให้องค์กรชาวพุทธไม่พอใจคำกล่าวดังกล่าว ถือว่าเป็นการลบหลู่พระพุทธศาสนา โดยนายไพบูลย์ไม่มีเจตนาจะลบหลู่ให้ มส. ได้รับทราบ
ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการยังได้เสนอความคิดเห็นต่อ ที่ประชุม มส. ว่าคณะกรรมาธิการได้ทำหนังสือเรียนคณะรัฐมนตรี กรมประชาสัมพันธ์ และสื่อมวลชนทั้งหลายได้เข้าใจถึงพระนามต่างๆของพระพุทธเจ้าว่าไม่ควรนำมา ใช้กับบุคคลหรือสถานที่ทั่วไปด้วย
นายวิรุฬกล่าวอีกว่า คณะกรรมาธิการเห็นว่าควรยุติการนำคำศัพท์ในทางพระพุทธศาสนามาใช้กับบุคคลและ สถานที่ทั่วไป เช่น คำว่า "อรหันต์" สื่อ มวลชนหรือหน่วยงานต่างๆมักจะใช้เรียก คณะกรรมการตรวจสอบต่างๆ หรือคำว่า "ไอ้เณร" มักจะใช้เรียกทหารเกณฑ์ที่กระทำผิดกฎระเบียบทหาร เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดกรณีการล่วงละเมิดพระบรมศาสดาและพระรัตนตรัย อันเป็นที่เคารพนับถือและบูชาอย่างยิ่งของพุทธศาสนิกชนด้วย
http://www.parliament.go.th/news/news_d ... rid=266737
User avatar
neonewman
 
Posts: 4046
Joined: Sat May 01, 2010 8:45 pm

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby eastisred » Tue Aug 24, 2010 10:32 pm

ตกลง พุทธ สอน ให้ ยึด มั่น ถือ มั่น หรือ จองเวร หรือ ครับ


แล้ว คุณ มีความอยาก และ ยึด หรือ เปล่า ละ

ยึดมันแล้วคุณได้อะไรหรือ ตัว ก ก็เป็น แค่ ตัว กอ ตัว ข ก็ เป็น แค่ ตัว ขอ

ในหรือนอก มันไม่จำเป็นต้องมีใครบัญญัติ หรอกครับ

แล้ว ตกลง แก่น ของพุทธ อยู่ ที่ไหนครับ

อยู่ที่ตัวหนังสือ ที่ คุณ หรือ อยู่ที่ใจคุณ ครับ

ใจ คุณ ไม่ ว่าง คุณ จอง คุณผูก คุณก็ิสิ้นพุทธ แล้ว ครับ

ฝากการบ้านให้คุณทำด้วยครับว่านิวรณ์ ห้า มีอะไรบ้าง
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Postby eastisred » Tue Aug 24, 2010 10:43 pm

ความวุ่นวายทั้งหลาย เกิด จาก ไอ้แดง และ ไอ้เหลือง ครับ

มันผูกเวรกันจนก่อความวุ่นวายให้ชาว บ้าน อย่างพวกผมนี่ละครับ
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

PreviousNext

Return to สภากาแฟ